เจ็บไข้ได้คิด ล้มหมอนนอนภาวนา

เริ่มตั้งแต่กลางวันวันพฤหัสฯที่ 12 มิถุนายน  เกิดอาการระคายเคืองในคอเหมือนมีแมงมุมเกาะอยู่ข้างใน ต้องคอยกระแอมไล่ให้หลุดไปบ่อยๆ  แต่ไม่นานก็กลับมาอีก  สรุปแล้ววันทั้งวันก็นั่งกระแอมไล่แมงมุม  ตกกลางคืนมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว  เหมือนๆจะเป็นไข้  แต่ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรมากว่าแมงมุมขยุ้มลำคอ 

พอถึงวันศุกร์  เริ่มมีอาการเจ็บคอ  จับไข้  กินยาพาราเซตามอลระงับอาการได้  อันเป็นปกติวิสัยของการปวดหัวตัวร้อน  แต่พอกลางคืนวันศุกร์ ไม่ปกติเสียแล้วเพราะจับไข้แบบเต็มกำลัง  เจ็บปวดไปทั้งตัว  เจ็บคอเหมือนมีฝูงแมงมุมช่วยกันขยุ้มขย่ม  พูดเสียงแหบพร่า  พอตกวันเสาร์ก็เป็นคนป่วยโดยสมบูรณ์

ปีนี้อาการเจ็บป่วยประจำปีมาช้ากว่าทุกปี  ปกติแล้วประมาณมีนาคม หรือเมษายน อย่างช้าก็ต้นพฤษภาคมจะพบกับอาการเจ็บไข้  ถ้าพ้นจากนี้ก็ยกยอดไปปีถัดไป  แต่ปีนี้มาถึงเดือนมิถุนายน  อาจเกิดแปรปรวนเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้เชื้อโรคเดินทางมาถึงช้า  ว่าเข้าไปนั่น

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

“ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” การสื่อสารผ่านถ้อยคำสะท้อนอารมณ์ร่วมเรื่องความรัก

 

 ในช่วงปี 2550 ถึงต้นปี 2551 เพลงลูกทุ่งที่ชื่อ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ผลงานประพันธ์ของ สลา คุณวุฒิ ขับร้องโดยนักร้องสาว ตั๊กแตน ชลดา เป็นเพลงที่โด่งดังโดนใจคอเพลงลูกทุ่ง และคงมีคอเพลงประเภทอื่นๆโดนใจไปด้วยไม่น้อย

 ทำไมเพลงนี้จึงโด่งดัง นับเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะหากจะบอกว่ามีความไพเราะเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ เป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องและนักแต่งเพลง ก็คงไม่ใช่อีก 

 ก่อนที่จะวิเคราะห์กันถึงสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้โด่งดัง ขอยกแนวคิดเรื่องการสื่อสารขึ้นมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ก่อน นั่นคือ เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สะท้อนความมีอยู่และความเป็นไปของสังคม เป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้แต่งเพลงซึ่งก็คือคนในสังคมใช้ในการส่งสาร  โดยสารที่ส่งออกมานั้น เกิดมาจากความคิด ความเห็น  ทัศนคติที่ได้รับการหล่อหลอมจากสังคม  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สารที่ส่งผ่านเพลงลูกทุ่งออกมานั้น จึงเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่งของสังคมนั่นเอง

 ลองฟัง (อ่าน) เนื้อเพลงประกอบ

 

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

การป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ต

“ดาบสองคม” เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นด้านตรงกันข้ามของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความฉลาดหลักแหลมของบรรพบุรุษไทยที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมา เพื่อเตือนสติให้เราระมัดระวังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งประโยชน์และโทษ เพื่อที่จะเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ตามความเหมาะสม

แน่นอนว่า สิ่งทั้งหลายล้วนมีสองด้าน คือด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หากรู้จักใช้ ของที่เป็นโทษอย่างเช่นยาพิษก็มีประโยชน์ได้ ยาเสพติดอย่างมอร์ฟีนยังเกิดประโยชน์ในการทางการแพทย์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม และยารักษาโรคก็กลายเป็นยาพิษได้หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี

ฉันใดก็ฉันนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นปัจจัยจำเป็นของคนที่อยู่ในสังคมยุคข่าวสาร ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้าย มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน

และบัดนี้ สื่ออินเตอร์เน็ตที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมากมายนั้น เริ่มถูกมองเป็นจำเลยมากขึ้นทุกขณะ ว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆแก่ผู้คน โดยเฉพาะวัยรุ่น ทั้งในลักษณะถูกกระทำจากบุคคลอื่น และในลักษณะที่กระทำการโดยตัวเอง

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

คำสิงห์ ศรีนอก และ “ลาวคำหอม” ผู้เป็นภูเขาวรรณกรรม

ผมรู้จักชื่อของลุงคำสิงห์ ศรีนอก หรือ “ลาวคำหอม” ตั้งแต่ยังนุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียน ผ่านการบอกเล่าของครูหมวดสังคมศึกษา โรงเรียนเดชอุดม ณ ที่ซึ่งผมเรียนมัธยมปลาย อันเป็น “ม.ศ. 5 รุ่นสุดท้าย” ของประเทศ ก่อนที่ระบบการจัดการศึกษาจะมั่วแบบไม่นิ่มดังเช่นทุกวันนี้

ครูสังคมศึกษาทั้งหมวด เป็นผู้เปิดโลกให้แก่ผม ทำให้รู้จักนักเขียนโดยการอ่านหนังสือ เน้นเฉพาะ “แนวสร้างสรรค์และเพื่อชีวิต” ทั้งระดับ ระพีพร อุชเชนี เสนีย์ เสาวพงศ์ ลาวคำหอม ไล่เรียงมาจนถึง สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ที่ทำให้ผมมีปัญหากับ “ความเงียบ” มายาวนาน) วิทยากร เชียงกูล สมคิด สิงสง ประเสริฐ จันดำ เป็นอาทิ

ครูสังคมศึกษาแนะนำผมให้รู้จักกับผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ทางตัวหนังสือ ก่อนที่ผมจะมารู้จักตัวจริงหลายๆท่านเมื่อเข้ามาเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย

ผมรู้จักลุงคำสิงห์ ศรีนอก ผ่าน “ลาวคำหอม” และ “ฟ้าบ่กั้น” ประทับใจ ซาบซึ้ง ฮึกเหิม ตามประสาคนหนุ่ม ละมีส่วนในการเป็นแรงบันดาลใจให้อยากเป็นคนเขียนหนังสือ

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

พ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง เสาหลักใหญ่ภูมิปัญญาอีสาน

เกิดเป็นลูกเมืองอุบลราชธานี หากไม่เขียนถึงพ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง เสาหลักใหญ่แห่งภูมิปัญญาอีสาน ซึ่งเป็นนักปราชญ์แห่งเมืองอุบลราชธานี ก็คงไม่งามนักที่จะบอกว่าตัวเองเป็นลูกอุบลฯ

ผมเคยได้คุยกับพ่อใหญ่ปรีชา พิณทอง เมื่อหลายปีก่อน สมัยยังทำหนังสือพิมพ์ โดยไปหาพ่อใหญ่ที่บ้านเมืองอุบลฯ อันที่จริงแล้วผมก็สนิทสนมกับลูกชายของพ่อใหญ่คือ ปริญญา พิณทอง ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่ธรรมศาสตร์ อยู่ชมรมนักศึกษาอีสานเช่นเดียวกัน เมื่อแยกย้ายกันออกจากมหาวิทยาลัยก็ยังติดต่อกันอยู่ เมื่อกลับบ้านที่นาจะหลวย ผมก็แวะไปหาปริญญาอยู่เสมอ อันเป็นมูลเหตุให้ได้ไปกราบคารวะพ่อใหญ่ปรีชาถึงเรือน

พ่อใหญ่ปรีชานั้นนับเป็นนักปราชญ์โดยแท้ ท่านเก่งทั้งด้านอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ของอีสาน มีความเข้าใจลุ่มลึกและกว้างขวาง มีผลงานหนังสือเป็นอันมาก ทั้งประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การชำระวรรณกรรมท้องถิ่น รวมถึงการสร้างพจนานุกรมคำอีสาน ไทย อังกฤษ อันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่มีค่ายิ่ง พจนานุกรมของพ่อใหญ่นั้น ได้ยกวรรณกรรมอีสานมาประกอบคำอธิบายไว้ด้วย ทำให้สามารถอาศัยเค้าเงื่อนให้สืบต่อไปยังต้นเรื่องของวรรณกรรมนั้นๆ ถ้าสนใจเรื่องวรรณกรรมอีสาน หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็เปิดพจนานุกรมของพ่อใหญ่อ่านดู ก็จะรู้ข้อมูลชี้นำเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

เหตุเกิดที่บ้านโคกก่อง

ผมไม่นึกหรอกว่า เรื่องนี้จะเริ่มต้นที่บ้านโคกก่อง เมื่อ 45 ปีที่แล้ว เวลานานขนาดนี้ก็พอที่จะลดทอนความจำของผู้คนลงไปได้มาก หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจถูกลืมเลือนไปแล้ว และเมื่อถึงทุกวันนี้ บ้านโคกก่องก็คงเปลี่ยนโฉมหน้าไปแบบไม่เหลือเค้าเดิม

แต่สำหรับผม เรื่องทั้งหลายที่จะเล่าต่อไปนี้ มันยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ บางโอกาสก็ปรากฏในความฝันเมื่อตอนหลับ บางทีทำอะไรอยู่ดีๆก็นึกถึงขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้บางทีก็ตัดบทเลิกนึกคิด บางครั้งก็ปล่อยให้ความนึกคิดโลดแล่นไปตามแต่จะต้องการ

ผมเชื่อทุกคนก็คงมีอาการเช่นนี้ คือนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาลอยๆ จากนั้นก็นึกถึงมันอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่บ้างครั้งก็รีบสลัดมันออกไปเสีย นี่เป็นธรรมดาของมนุษย์

เอาล่ะ ทีนี้มาว่าถึงบ้านโคกก่อง บ้านนี้อยู่ที่ไหน ทำไมจึงต้องบ้านโคกก่อง

บ้านโคกก่องเมื่อ 45 ปีก่อน ตอนเกิดเรื่อง เป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลสำโรง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันคือตำบลโคก่อง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี
**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

eXTReMe Tracker