ค้นหาผ่าน Cuil แจ็คน้อยผู้ตั้งใจจะล้มยักษ์ Google

เขียนเรื่องของใหม่ไอทีที่ออกมาให้ทดลองเมื่อวันก่อน นั่นคือ บราวเซอร์ Orca ปลาวาฬน้อยผู้น่ารักไปแล้ว วันนี้มีของมาให้ลองใหม่อีก นั่นคือคูล (CUIL.COM) เครื่องมือค้นหา (Search Engine) น้องใหม่ ที่แสดงความปรารถนาดีต่อตนเองและปรารถนาร้ายต่อกูเกิล (Google) ว่าขอเกิดมาเพื่อล้มยักษ์ตนนี้

CUIL ก่อตั้งโดยสามีและภรรยาที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอินเตอร์เน็ตมานาน ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะฝ่ายภรรยาคือ แอนนา แพ็ตเตอร์สัน (Anna Patterson) เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของกูเกิล โดยเป็นผู้ออกแบบการสืบค้นข้อมูลของกูเกิลนั่นเอง ส่วนสามีคือ ทอม คอสเตลโล (Tom Costello) ศาสตราจารย์ที่ทำงานทำวิจัยและพัฒนาเสิร์ชเอนจิ้นของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและทำงานให้ไอบีเอ็ม (IBM) ด้วย แถมยังมี รัสเซล พาวเวอร์ (Russell Power) ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในทีมงานของกูเกิลเช่นกัน โดยเมื่อครั้งที่อยู่กับกูเกิลนั้น เขารับผิดชอบการจัดทำดัชนีสืบค้น การจัดลำดับหน้าเว็บ และการตรวจจับดัชนีขยะ โดยครั้งนี้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายวิศวกรของคูล

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

ลองของใหม่ Orca Web Broser ผลิตภัณฑ์ต่อยอดจาก Firefox

โลกไซเบอร์นี้มันช่างมีอะไรให้ทดสอบทดลองมากจริงๆ เพิ่งจะลอง WordPress 2.6 กับ จิ้งจอกไฟ-Firefox 3.1 ไปหมาดๆ ทีนี้ก็ได้มีเว็บบราวเซอร์ของใหม่มาให้ทดลองอีก นั่นก็คือ Orca - เจ้าปลาวาฬพันธุ์น่ารัก (คงมีคนจำได้ Ocar คือชื่อหนังครอบครัวที่โด่งดังเมื่อสิบกว่าปีก่อน อาจจะ 20 ปีแล้วมั้ง) ซึ่งบัดนี้ กลายมาเป็นชื่อของเว็บบราวเซอร์พันธุ์ฝรั่ง (ของไทยก็มีเหมือนกัน คือ ปลาวาฬ ลองแล้วน่ารักดี)

เจ้า Orca นี้มีคุณสมบัติดีหลายๆอย่าง อย่างแรกคือเร็วสมคำที่คนเขาบอก แม้จะไม่ถึงขนาดเปิดปุ๊บติดปั๊บแต่ก็รวดเร็วไม่ทันนกกระจอกกินน้ำแหละ (อิอิ ใครจะเร็วปานนี้บ้าง?) คุณสมบัติอื่นๆ เท่าที่มือใหม่ไฮเทคอย่างผมได้ลองดูแล้ว ก็นับว่าไม่แพ้ต้นแบบอย่าง Firefox หรอกนะ

เมนูต่างๆที่มีอยู่ก็ไม่ต่างจากเจ้าอื่นๆ แต่ที่แตกต่างก็คือ มีเมนูภาษาไทยให้ใช้เลย อ่านจากบล็อกของเซียนเทคโนฯเขาบอกว่าเซ็ตค่าเป็นภาษาไทยได้ แต่ตอนที่ผมติดตั้งนั้นเจ้า Orca ขึ้นเป็นภาษาไทยให้เลย ไม่ต้องทำอะไร นับว่ารู้ใจคนง่าวภาษาอังกฤษจริงๆ

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

ความไม่ดีของเรานี้มีมากจริงๆ

ใครเคยนึกถึงความไม่ดีของตัวเองบ้างไหมครับ?

ต้องยอมรับว่า คนเราส่วนมากแล้วจะนึกถึงความไม่ดีของคนอื่น นึกเมื่อใดก็เห็นมีมากมายเหลือคณานับ เพราะคนอื่นทำไม่ถูกใจเรา อะไรที่ไม่ถูกใจก็เป็นความไม่ดีไปทั้งหมด ถ้าคนอื่นทำถูกใจเรา รู้สึกว่าคนนั้นเขาดี มีความดีอยู่ ยิ่งทำถูกใจเรามากๆ ยิ่งมีความดีมาก แต่โดยธรรมชาติของคนเรา มีความต้องการไม่มีสิ้นสุด ฉะนั้น ยากที่คนอื่นจะทำให้เราถูกใจ ความไม่ดีของคนอื่นจึงมีมากมาย

ผมก็เป็นเหมือนคนทั่วไปครับ คือมองเห็นความไม่ดีของคนอื่นมีอยู่เป็นอันมาก เห็นแล้วก็นึกว่าคนๆนั้นช่างไม่ดีเอาเสียเลย แต่สำหรับตัวเอง เมื่อมองกลับมาสำรวจตรวจตรา หาความไม่ดียากมาก ช่างมีความสมบูรณ์แบบจริงๆ

การนึกถึงแต่ความดีของตัวเอง ฝรั่งเรียกว่าการคิดบวก (Positive Thinking) นักอะไรทั้งหลายแหล่ของฝรั่งจึงแนะนำให้คนคิดบวก อย่างดูถูกดูหมิ่นตัวเอง ให้พูด ให้คิดถึงแต่สิ่งดีๆของตัวเอง เพื่อสร้างกำลังใจให้มุ่งมั่นไปสู่อนาคตข้างหน้า ในข้อนี้ เห็นว่าตรงกันข้ามกับคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมนาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธ ที่ทรงสอนให้นึกถึงความบกพร่องของตัวเอง เรียกว่า อัตนา โจทยัตตานัง แปลเป็นไทยว่า การเพ่งโทษตัวเอง

การเพ่งโทษตัวเองนั้น จุดประสงค์เพื่อหาความไม่ดีของตัวเอง เพื่อขจัดให้หมดไป เป็นกระบวนการตรวจสอบและปรับปรุงตัวเองที่ตรงที่สุด เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่ากับตัวเรา เราคิด พูด ทำ สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สิ่งที่ชั่วช้าสารพัด ผู้ที่รู้ดีก็คือตัวเรา ฉะนั้น หากกลับตัวกลับใจ ก็ต้องนึกถึงสิ่งที่เราทำไม่ดีให้ได้ แล้วค่อยๆกำจัดออกไป เพื่อจะได้ทำสิ่งดีๆทดแทน
**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

สัมมนา “สร้างเงินออนไลน์สไตล์บล็อก” กับคุณต้น สิทธิศักดิ์ แห่ง Makemany.com

 

ข่าวดีสำหรับผู้แสวงหาหนทางรวยด้วยการทำตลาดผ่านบล็อก หรือ Blog marketing คุณต้น หรือสิทธิศักดิ์ บุญมาก แห่ง Makemany.com เซียน Blog marketing ตัวจริงและเป็นผู้เชี่ยวชาญ การหารายได้ด้วย Amazon.com ของแท้ เปิดหลักสูตรอบรมให้ความรู้การทำการตลาดผ่านบล็อก การหารายได้ผ่านบล็อก โดยเฉพาะการจัดการ aStore  ของ Amazon.com โดยคุณต้นให้เหตผลในการจัดสัมมนาว่า…

Blog Marketing คือส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดรายได้มากมาย โดยเฉพาะผู้ที่หวังจะได้โอกาสในการสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้กับธุรกิจของตนเอง หรือ การสร้างรายได้ออนไลน์ในรูปแบบอื่นๆ และแน่นอนครับหนึ่งในนั้นก็คือธุรกิจ Affiliate Marketing แหล่งสร้างรายได้ก้อนใหญ่ที่มีมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทำให้เราสามารถสร้างรายได้ออนไลน์ได้ โดยนั่งอยู่ที่บ้าน

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

Blog,Blogs และบล็อกคือไฟไหม้ลามทุ่งไซเบอร์


ชื่อเรื่องข้างบนอาจดูแล้วน่าหวาดเสียว แต่มันคือความจริง หากใครนึกถึงความหวาดเสียวเมื่อไฟไหม้ลามทุ่งไม่ออก เพราะเป็นคนในเมือง หรือเกิดไม่ทันยุคไฟไหม้ลามทุ่ง ก็ลองจินตนาการดูว่า ทุ่งนายามหน้าแล้ง เต็มไปด้วยฟางแห้ง เมื่ออากาศร้อน แดดเปรี้ยง แล้วเกิดประกายไฟขึ้นตามธรรมชาติ หรือมีคนมือบอนทิ้งก้นบุหรี่ลง ไฟก็จะไหม้ฟาง เมื่อไฟไหม้ อากาศก็จะแปรปรวน เมื่ออากาศแปรปรวนลมก็จะเกิด เมื่อลมเกิดก็จะช่วยโหมกระพือ ไฟให้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว รุนแรง เปลวแดงฉาน ควันคลุ้ง ทุ่งก็จะถูกปกคลุมด้วยควันและเปลวไฟ สัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทุ่งก็หนีตายกันโกลาหล ถ้าเกิดไฟแรงจนเอาไม่อยู่ หมู่บ้านก็อาจมอดไหม้ในกองไฟไปด้วยก็ได้ ดังนั้น ไฟไหม้ลามทุ่งจึงน่าหวาดเสียวด้วยประการฉะนี้

แต่…ทุ่งไซเบอร์ มีไฟจากที่ใดมาไหม้ลามหรือ?

ไฟที่ไหม้ลามทุ่งไซเบอร์ที่รุนแรงในปัจจุบันก็คือ ไฟที่เรียกกว่าบล็อก (Blog) ที่ไหม้อยู่ทุกหัวระแหงของทุ่งไซเบอร์ (Cyber World) ถ้าหากเป็นทุ่งนาจริงๆ ก็คงเห็นภาพไฟไหม้ควันโขมง ปลกคลุ่มทั่วทุ่ง มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากควันกับเปลวไฟ

ผมคิดว่า ทุ่งไซเบอร์ที่พวกเราอาศัยอยู่นั้น เต็มไปด้วยควันและไฟที่เกิดจากบล็อก ร้อนแรงเหมือนเปลวไฟ แผ่ขยายรวดเร็วเหมือนควันไฟ จนยากที่จะนับเป็นจำนวนเต็มได้ เพราะทุกๆนาทีมีบล็อกเกิดใหม่เสมอๆ วันหนึ่งคงมีนับแสนบล็อกได้ ดูตัวอย่างสถิติจากบล็อกของ wordpress.com ผู้ให้บริการบล็อกฟรีขวัญใจ Blogger จำนวนมากนั้น ขณะที่ผมดูสถิตินี้คือเวลา 23.35 น.ของคืนวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 ปรากฏว่ามีบล็อกฟรีใน wordpress.com ทั้งสิ้น 3,630,362 บล็อก จำนวนเรื่องใหม่ (New posts)เฉพาะในวันนี้ 266,733 เรื่อง นี่เฉพาะ Wordpress เจ้าเดียว ถ้านับรวมกับ Blogger.com ในสังกัดของขาใหญ่กูเกิลเข้าไป จำนวนคงพุ่งพรวดพราดเป็นแน่แท้

แล้วทำไมจึงบอกว่าไฟบล็อกไหม้ลามทุ่งไซเบอร์ เพราะความหมายส่อไปในทางไม่ดี ดูผลจากไฟไหม้ลามทุ่งจริงๆ ก็เห็นมีแต่อันตรายโดยตรงแก่สัตว์ทั้งหลายรวมถึงคนด้วย ที่ถูกไฟไหม้ไฟคลอกตาย และทางอ้อมก็คือ อันตรายจากมลพิษอันเกิดจากควันไฟ

ความหมายของไฟไหม้ลามทุ่งที่ใช้กับไฟบล็อกไหม้ทุ่งไซเบอร์นี้ มีความหมายอยู่สองนัยคือ

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad and The Ugly 4 (จบล่ะ)

ผมเขียนเรื่องชุดลูกน้องสมองใสมาแล้ว 3 ตอน ทิ้งเวลาไปนานแสนนานหลายเดือนจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ายังมีภารกิจเรื่องนี้ค้างอยู่ พอได้โอกาสเหมาะก็เลยมาปิดเรื่องเสียในครั้งนี้

ลูกน้องสมองใส 3 ตอนที่ผ่านมานั้น ตอนที่ 1 ปูพื้นฐานความเป็นมาของลูกน้องประเภทต่างๆ ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของ The Good Band : พวกทำดี ตอนที่ 3 เป็น The Bad Band : พวกมีเลว และมาถึงตอนที่ 4 สุดท้าย คือ The Ugly Band : พวกมีเหลว อันเป็นพวกสุดท้าย

พวกมีเหลวนี้เป็นลูกน้องที่ทำให้หัวหน้าหรือเจ้านายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเล่นไม้แข็งก็ไม่เต็มที่ จะเล่นไม้นวมก็ไม่เต็มมือ เรียกว่าเป็นพวกท่าดีทีเหลวก็ได้ คล้ายๆว่าจะพึ่งพาอาศัยได้ แต่มักจะตายตอนจบ หน่วยก้านดี ความคิดความอ่านเฉียบ บุคลิกน่าเชื่อถือ แต่เมื่อรับผิดชอบการปฏิบัติการ พวกนี้มักจะมือสั่น หรือจะเรียกว่าปากล้าขาสั่นก็ได้

ผมเคยมีลูกน้องประเภทนี้หลายคน เมื่อครั้งที่ผมทำงานในบริษัทที่ปรึกษาภาษีและกฎหมายธุรกิจ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้านายใหญ่จะรับหัวหน้างานฝ่ายสัมมนา มีคนมาสมัครและสัมภาษณ์งานเป็นจำนวนหลายสิบ เจ้านายใหญ่ให้ผมเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ด้วยเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เพื่อว่าหากมีการยกเลิกสัญญาจ้างงานในภายภาคหน้า ผมจะได้ทำหน้าที่บอกกล่าวเจรจาได้อย่างคล่องปาก (ผมเป็นมือปลดระวางคนครับ-ฮา)

**ถ้าชอบใจเชิญอ่านต่อที่นี่ »

eXTReMe Tracker