<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>โกศลทอล์ค</title>
	<link>http://www.kosoltalk.com</link>
	<description>แบ่งปันความคิด-ขุมพลังชีวิตไม่จำกัด</description>
	<lastBuildDate>Thu, 03 Jul 2008 06:34:11 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ปภาดา อมรนุรัตน์กุล กับหนังสือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์</title>
		<description>

ในบรรดาผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์และบล็อกทั้งหลาย คงกระหายที่จะให้เว็บไซต์หรือบล็อกของตนปรากฏอยู่ในหน้าต้นๆของการค้นหาใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google Search เป็นแน่แท้ ยิ่งเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย การทำธุรกิจออนไลน์ Blog Marketing , Make Money online, Affiliate Business หรือกระทั่ง aStore ของคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับ Amazon.com ก็ย่อมปรารถนาปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น

สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง Search Engine ก็ได้เปรียบ แต่สำหรับผู้ไม่รู้และอ่านภาฝรั่งไม่ออก ก็คงต้องปล่อยไปตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีผู้รู้แบ่งปันความรู้ แต่ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ที่มีผู้รู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทำให้เว็บไซต์และบล็อกปรากฎอยู่ในหน้าที่โดดเด่นของ Search Engine ทั้งหลาย นั่นคือหน้าหนึ่งของ Google ,yahoo, live, msn เป็นต้น

หนึ่งในหนังสือดังกล่าวก็คือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ ที่กำลังจะแนะนำนี้

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/179</link>
			</item>
	<item>
		<title>ผู้นำฉบับสมเด็จฯ</title>
		<description>
ทฤษฎีการบริหารจัดการของตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกา ให้ความสำคัญกับผู้นำเป็นอย่างมาก วิชาการจัดการสมัยใหม่ที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างเช่น ฮาวาร์ด ซึ่งชนชั้นนำในสังคมไทยไปร่ำเรียนมาคงนับได้เรือนแสน แล้วนำความคิดทฤษฎีมาใช้ขับเคลื่อนสังคมจนปรากฏผลดังเช่นปัจจุบันนี้ นักวิชาการฝรั่งก็เขียนตำราเรื่องผู้นำออกมาขายกันเป็นว่าเล่น ขายดีจนผู้เขียนรวยไปตามๆกัน ดังมีแปลเป็นภาษาไทยวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก ชื่อเรื่องก็ประเภทกฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ทำนองนั้น


อันที่จริงแล้ว สังคมไทยเราก็มีแนวคิดเรื่องผู้นำอยู่เช่นกัน ผู้นำของเราในสมัยโบราณซึ่งก็พระมหากษัตริย์ก็ใช้แนวคิดเรื่องผู้นำเป็นหลักชัยในการบริหารจัดการ ที่สำคัญก็คือแนวคิดเรื่องทศพิศราชธรรมหรือธรรมของพระราชา ที่ได้รับมาอินเดีย ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ทรงปรับใช้ให้เหมาะสมตามยุคสมัย อีกอย่างหนึ่งก็คือธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหมวดธรรมพรหมวิหารสี่นั้น นับว่าเป็นสุดยอดของเครื่องมือที่ผู้นำใช้ในการบริหารจัดการสังคม


นั่นคือบางส่วนของแนวคิดที่ผู้นำในสังคมไทยได้ใช้ในการบริหารจัดการสังคมตั้งแต่โบราณนานมา หากเรียกตามสำนวนของพวกนักวิชาการฝรั่งก็คงปรับเข้าในแนวกฎเหล็กของการเป็นผู้นำได้


ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมมธโร) หนังสือเล่มที่ว่านี้ชื่อ บทสร้างนิสัย ว่าด้วยเรื่องแนวทางในการสร้างนิสัยทีดีซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้อย่างดียิ่ง ก่อนอ่านผมคิดว่าคงเป็นหนังสือธรรมะที่น่าเบื่อ ต้องปีนกระไดอ่าน เมื่อได้อ่านไปแล้วจึงได้รู้ว่าพระท่านก็เขียนหนังสือสนุก ทันสมัย แม้จะเขียนไว้หลายสิบปีมาแล้ว


อ่านไปแล้วลองเปรียบเทียบกับหนังสือแนวบริหารจัดการของฝรั่ง ผมก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าพวกฝรั่งขี้โม้ทั้งหลายได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เห็นทีจะต้องอึ้งและทึ่งเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะนายจอห์น แม็กซ์เวล ผู้เขียนหนังสือ 21 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ และเล่มอื่นๆในตระกูลเดียวกัน อาจจะร้อง โอ้มายก๊อด! ก็ได้เมื่อได้อ่านบทที่ว่าด้วย นิสัยของหัวหน้า ที่ท่านสมเด็จเขียนไว้ในเล่มนี้


ท่านสมเด็จพูดถึงความสำคัญของผู้นำหรือที่ท่านเรียกว่าหัวหน้าไว้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องมีหัวหน้า เพื่อควบคุมดูแลคนในสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยหัวหน้าเป็นผู้ออกกฎระเบียบและสร้างเครื่องมือในการควบคุมสังคมขึ้นมา และใช้ระเบียบและเครื่องมือในการควบคุมสังคม โดยยึดความสงบสุขของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/178</link>
			</item>
	<item>
		<title>วณิพกผู้ยิ่งใหญ่</title>
		<description>

ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า เป็นเพลงที่มีมนต์เสน่ห์ยิ่ง เป็นเครื่องมือที่พาใจเราย้อนไปสู่อดีตได้อย่างลึกซึ้ง ยากที่จะมีอะไรมาทัดเทียมภาษาของดนตรีได้


ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่มีคนร้องสดๆ แม้ไม่ไพเราะเสนาะสนานเหมือนฟังจากเสียงต้นฉบับ แต่เมื่อเปล่งออกมาจากปากของใครย่อมแสดงว่าเพลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา หากไม่เช่นนั้นคงไม่ร้องออกมา
ที่สรุปเช่นนี้ย่อมเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะถึงแม้ผมเองจะชอบฟังเพลงลูกทุ่งทุกเพลง แต่มีเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้นที่ผมร้อง นั่นเป็นเพราะผมรู้สึกว่าเพลงนั้นมีส่วนอย่างมากในชีวิตของผม



ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่บรรดาวณิพกร้องสดๆมากที่สุด ผ่านไปที่ใดหากมีวงดนตรีคนตาบอดกำลังเล่นเพลงอยู่ ผมต้องหยุดฟัง นอกจากฟังเพลงแล้วผมยังชอบดูกิริยาท่าทางของพวกเขาด้วย
ดูแล้วผมว่าพวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่ร้องเพลงเพื่อแลกเงินเท่านั้น แต่พวกเขาร้องเพลงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ร้องด้วยความตั้งใจ สีหน้าบ่งบอกถึงความสุข ความพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงใคร เขาก็คือคนๆนั้น ไม่ใช่คนตาบอดร้องเพลงแล้ว หากแต่เป็นเจ้าของเพลงทั้งน้ำเสียง อารมณ์ บางคนแทบจะใช้เสียงได้เหมือนนักร้องเจ้าของเพลงร้อยเปอร์เซ็นต์
 


ผมคิดว่า บางทีหากนักร้องตัวจริงได้ฟัง เขาอาจไม่แน่ใจก็ได้ว่า นี่เป็นตัวเขาหรือนักร้องวงดนตรีคนตาบอดร้องกันแน่
ผมชอบฟังเพลงที่บรรดาวณิพกตาบอดร้อง พวกเขาเป็นคนสู้ชีวิตอย่างแท้จริง แม้คนตาดีบางคนอาจสู้ไม่ได้ ผมเคยยืนดูพวกเขาประกอบเครื่องดนตรีก่อนแสดง แม้ตาบอดแต่มือแคล่วคล่อง เขาไม่ได้ใช้สายนำทางหากแต่ใช้หัวใจทำงานแทน
ผมฟังเพลงของพวกเขาแล้วผมก็บริจาคเงินให้เช่นเดียวกับคนอีกมากมาย แต่ผมให้โดยที่ไม่คิดว่าให้เงินเพราะพวกเขาเป็นคนตาบอด ไม่ได้ให้เพราะสงสาร หรือเพื่อสงเคราะห์
แต่ผมต้องจ่ายให้พวกเขาเพื่อแลกกับการฟังเพลง พวกเขาเป็นคนทำงาน ฉะนั้นจึงสมควรที่จะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอให้ผมหรือใครช่วยสงเคราะห์ แต่นี่คือการทำงาน คนทำงานย่อมมีเกียรติและศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ต้องการการสงเคราะห์จากใคร

แม้จะจ่ายให้เขาด้วยเหรียญราคาน้อยที่สุด หากแต่ทำด้วยความเคารพ ย่อมเป็นเหรียญที่มีคุณค่าใหญ่หลวง คนที่ให้เหรียญที่มีราคาสูงแต่ไม่มีความเคารพ โยนลงกล่องให้เกิดเสียงดังเพื่อประกาศหรืออวดอ้าง แบบนั้นไม่ใช่ให้ด้วยความเคารพ
พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ในชีวิต
ทุกครั้งที่ผมจ่ายค่าตอบแทนแก่พวกเขา ผมค่อยๆหย่อนลงกล่องที่เขาคนใดคนหนึ่งถืออยู่อย่างเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงอันส่อแสดงให้เห็นถึงการอวดอ้างตัวเองให้เหนือกว่าพวกเขา
ผมนึกอยู่เสมอว่า เงินที่จ่ายไปนั้น แม้จะมีราคาสูงที่สุด ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/177</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความตาย มันไม่แน่หรอกคุณ</title>
		<description>
&#60; อีกหน่อยเราก็เป็นเช่นนี้

   ภาพจาก  puttagamo.com
  ...........................................
ผมชอบคำที่ใครก็ไม่รู้พูดไว้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง ยกเว้นความตายและการจ่ายภาษี สองอย่างนี้ทุกคนต้องเจอกันถ้วนหน้า ไม่ว่า ไทย ฝรั่ง จีน แขก ตั้งแต่โบรณนานมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งโลกจำเริญไปเท่าไรก็ดูเหมือนว่าภาษีจะซับซ้อนซ่อนเร้นมากยิ่งขึ้น จนจ่ายกันแทบไม่ไหว

ภาษีนั้นดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเรารู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด จะจ่ายเท่าใด ทำให้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ยิ่งเฉพาะปัจจุบันนี้พอรับรายได้ปุ๊บเขาหักไปปั๊บทันที ณ ที่จ่าย ทำให้ไม่ต้องจ่ายทีเดียวหนักๆ แต่ก็เป็นการมัดมือชกไปในตัว ทำให้เราเลี่ยงไม่ได้



แต่ความตายนี่สิ ถึงเป็นเรื่องที่แน่นอน ทว่าไม่รู้เวลาแน่นอน จะมาถึงเมื่อใดไม่รู้ ภาษิตอีสานบ้านผมที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆมีว่า ความตายนี่แขวนคอทุกก้าวย่าง ตื่นขึ้นมาตอนเช้าได้เห็นหน้าเห็นตาจึงรู้ว่ายังไม่ตาย
บางคนอยู่ดีๆก็ขาดใจตาย บางคนหัวร่อก็ตายได้ บางคนแข็งแรงยังกับช้างแต่เป็นลมตาย บางคนผูกคอตายแต่ยังไม่ทันตาย หายใจไม่ออก ทรมาน เปลี่ยนใจกลางคัน ดิ้นรนไม่อยากตาย แต่กิ่งไม้หักหัวทิ่มดินคอหักตายก็มี

..
ความตายไม่รู้จะมาถึงเราเมื่อไรจริงๆนะครับ พ่อก็ตายไปหลายปีแล้ว เพื่อนผมหลายคนตายไปด้วยสาเหตุต่างๆ เจ็บไข้ก็มี อุบัติเหตุก็มี อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวโทรทัศน์ก็มีแต่เรื่องตายๆๆๆๆ ผมเองจึงทำใจได้ว่า อาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ จึงพยายามจัดการอะไรๆที่ควรจะทำ ที่ไม่ลืมก็คือ เตรียมทุนรอนไว้ให้ตัวเองในชาติหน้า ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/176</link>
			</item>
	<item>
		<title>เราตกอยู่ในสายตาของตัวเอง</title>
		<description>
ผมมองรูปนี้อยู่นาน กว่าจะเก็บมาเล่าเรื่อง อันที่จริงแล้ว ถ่ายคู่กับเพื่อนในวันรับปริญญาของเพื่อนที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนปริญญาของผมนั้น ห่างจากเพื่อนมาก และผมรับจากไปรษณีย์ที่นำมาส่งให้ถึงบ้าน
การรับปริญญานั้น มีขั้นพิธีการมากมายเหลือเกิน มากเกินกว่าที่ผมจะอดทนร่วมได้ แต่ผมกลับอดทนในการเรียนให้จบการศึกษาช้ากว่าเพื่อน ทั้งที่ใช้เวลานานกว่าเข้าพิธีรับปริญญาจนเทียบกันไม่ติด
รูปถ่ายเก่าๆบอกอะไรได้หลายอย่าง ผมเห็นสายตาของตัวเองในภาพนี้ แล้วนึกถึงเมื่อสมัยหนุ่ม

ผมว่า คนในวัยเดียวกันนี้ ไม่ว่าในปีโน้นของพ่อ ปีนั้นของผม และปีนี้ของคนรุ่นลูก ก็ไม่แตกต่างกัน จิตวิญญาณของคนวัยหนุ่มสาวคือ ความมุ่งมั่น จริงจัง มีพลัง และรักอิสระ ซึ่งแสดงออกทางสีหน้าและแววตา ดังที่เห็นได้ในรูปนี้
สายตาที่เพ่งมองไปข้างหน้า ไปยังวัตถุเป้าหมาย มีความตั้งใจจริงจังที่จะเพ่งมองสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเรามองแล้ว เราต้องการที่จะสำรวจตรวจตรามันอย่างแท้จริง
ผมคิดว่านี่คือพลังชีวิตที่แผ่พุ่งออกไป เป็นพลังของคนหนุ่มสาว หากไม่เชื่อ ลองพินิจภาพเก่าๆของตัวเองดูก็ได้ จะสังเกตเห็นพลังนี้แฝงอยู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อกาลเวลาผ่านไป เราจึงจะเข้าใจ การจะเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างย่อมต้องใช้เวลา บางครั้งบางคนอาจเข้าใจในสิ่งที่ตนสงสัยในวันสุดท้ายของชีวิต
สายตาที่มองไปข้างหน้าดังเช่นในภาพนี้ ผมไม่แน่ใจว่ากำลังเพ่งมองอะไร อาจจะเพ่งมองผองเพื่อนที่กำลังมีความสุข สนุกสนาน และภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง เมื่อได้สวมชุดครุยถ่ายรูป ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดี
วันนั้น ผมอาจกำลังมองเพื่อนๆเหล่านั้นด้วยความคิดจริงจังว่า เสื้อครุยกับใบปริญญานี้มันเป็นสุดยอดของความสำเร็จจริงหรือไม่
ถ้าผมมองและคิดเช่นนั้น ก็แสดงว่า กว่าผมจะได้คำตอบก็นานมาก กระทั่งตัวเองนั่งเรียนในชั้นเรียนมหาบัณฑิตในอีก 20 กว่าปีต่อมาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/175</link>
			</item>
	<item>
		<title>การก่อการร้ายในโลกไซเบอร์</title>
		<description>
ผมอ่านเจอข่าวที่หน้าไอที (Cyber Biz) ของผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2551 โดยอ้างจากรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าศาลยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ นายสก็อต ริชเตอร์ (Scott Richter) อดีตนักส่งอีเมล์ขยะ (สแปมเมล์) ชื่อดังจากโคโรลาโด จ่ายเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ MySpace.com จากโทษฐานสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้หลายพันคน
ข่าวระบุว่า MySpace ฟ้อง Scott Richter ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2007 โดยอ้างถึงความเสียหายช่วงเดือนสิงหาคมปี 2006 ว่าผู้ใช้ MySpace จำนวนมากได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากอีเมล์ซึ่งมีเนื้อหาโฆษณาเว็บ Consumerpromotionscenter.com ลักษณะการส่งเป็นการล่อลวงชัดเจน โดย Scott Richter ดำเนินการส่งสแปมเมลในรูปบริษัทนาม Media Breakaway ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเคยส่งอีเมลขยะมากกว่า 100 ล้านฉบับต่อวัน

ก่อนหน้านี้ บริษัท Optinrealbig.com บริษัทแรกของ Scott Richter ถูกตัดสินให้จ่ายเงินจำนวน ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/174</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล</title>
		<description>

 
ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ  หรือโดยเหตุอันไม่สมควร  จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ  นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ  ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย
 เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้  หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ  เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ  วิ่งกระตุกๆ  นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์  จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว
 คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย  พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น  ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง

 ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง  เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง  หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น  เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ
 อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน  เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่  จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน  ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ  ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน  แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี
สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน  ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน  โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง  อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน
 และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/173</link>
			</item>
	<item>
		<title>Amazing Amazon.com มหัศจรรย์เงินล้านผ่านเน็ต : คู่มือหาเงินของสาวก Amazon</title>
		<description>
อันที่จริงแล้วผมตั้งใจจะแนะนำหนังสือเล่มนี้นานแล้ว แต่มัวไปทำเงินล้านผ่านเน็ตอยู่ (ฮา) เลยไม่มีโอกาสแนะนำ ตอนนี้พอสบจังหวะจึงหยิบขึ้นมาบอกเล่าให้อ่านกัน เผื่อว่า สาวกของอเมซอนจะได้ประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นบ้าง

หนังสือเล่มนี้ชื่อเต็มๆยาวๆว่า "Amazing Amazon.com มหัศจรรย์เงินล้านผ่านเน็ต" เขียนโดย พิลาศลักษณ์ สุวีรยนนท์ บอกว่าเขียนจากประสบการณ์ตรง เช่นเดียวกับที่ สิทธิศักดิ์ บุญมาก เขียนเรื่อง "สอนให้รวยด้วย Amazon" ก่อนหน้าเล่มนี้ เป็นหนังสือขายดีพิมพ์หลายครั้งจนผู้เขียนรวยล่วงหน้าไปก่อนเรียบร้อยโรงเรียนอเมซอน

"Amazing Amazon.com มหัศจรรย์เงินล้านผ่านเน็ต" ประกอบด้วยเนื้อหามากมายหลายหลากเรื่องการทำร้านขายของกับอเมซอน รวมถึงเทคนิคกลยุทธ์ต่างๆที่จะทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูด ในหนังสือเขาบอกไว้ทำนองนี้ โดยมีประเด็นหลักๆที่สรุปไว้ให้รู้บนปก ประกอบด้วย



-เทคนิคการหารายได้ตามสไตล์ Affiliate Marketing แค่ลงทุนน้อย ไม่ต้องมีสินค้า ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจัดส่งสินค้า และไม่ต้องมีเว็บไซต์ เพราะทุกอย่างอเมซอนจัดให้

-สารพันวิธีการสร้างลิงก็ดึงลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมและสั่งซื้อภายใน 24 ชั่วโมง

-กลเม็ดการขายแบบรวมมิตร aStore+SEO และ PPC ไปจนถึงการหา Keyword

และยังบอกแบบเปิดอกว่า เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เขียนคือ พิลาศลักษณ์ สุวรียนนท์ ที่ไม่มีการปิดบัง ช่วยสร้างอาชีพเสริมที่อาจนำไปสู่อาชีพหลัก หากทำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/172</link>
			</item>
	<item>
		<title>ลอง &#8220;จิ้งจอกไฟ รุ่น 3&#8243; ดีใจที่เป็นมิตรกับภาษาไทยมากขึ้น</title>
		<description> 

วันนี้ทำตัวตามเซียนผู้เป็นสาวกของ "จิ้งจอกไฟ" (FireFox) กับเขาบ้าง ด้วยการโหลด  FireFox 3.0 ใหม่สดที่เพิ่งเปิดให้แฟนยลโฉมไปเมื่อวันวานมาลองดู ปรากฎว่าจิ้งจอกไฟรุ่นที่ 3 เป็นมิตรกับภาษาไทยมากขึ้น นั่นคือ แสดงผลด้วยวรรคตอนที่ถูกต้องแม่นยำกว่าเวอร์ชั่นเก่า ลดเรื่องบรรทัดยาวเฟื้อย วรรคตอนเกะกะ  ช่องไฟไร้ระเบียบลงไปได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงนับว่าน่าเล่นเป็นอย่างยิ่ง
จากประสบการณ์ใช้งานที่ผ่านมา จิ้งจอกไฟเวอร์ชั่นเก่าสร้างความรำคาญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และสร้างความเจ็บใจอยู่มากเมื่อนึกถึงว่า ภาษาไทยของเราเป็นภาษาอันงดงาม แต่เจ้าจิ้งจอกไฟดันไม่รู้จักหรือไงจึงแสดงผลแบบทิ้งๆขว้างๆ  บางบรรทัดดูเหมือนฟันเก บางบรรทัดดูเหมือนฟันหลอ  เสียความรู้สึกมาก

แต่พอรุ่นที่ 3 ออกมา เมื่อใช้แล้วทำให้รักเจ้าหมาน้อยตูดไฟนี้มากขึ้น เห็นทีต่อไปนี้โลโก้ FireFox จะมีติดเครื่องอย่างแน่นอน
ยินดีต้อนรับ สู่เครื่องคอมพิวเตอร์นะเจ้าหมาน้อย                                      
ที่จริงแล้วผมชอบ Safari อยู่เหมือนกัน แสดงผลภาษาไทยสวยงามมาก แต่ติดตรงที่ อ่านได้อย่างเดียว เวลาไปคอมเมนต์ที่ไหน พิมพ์ๆไปข้อความหายทุกที แสดงว่าภาษาไทยกับ Safari นี่เข้ากันได้น้อยมาก หรือว่าผมไม่รู้จักเทคนิคการใช้งานก็ไม่รู้
เอาเป็นว่า ถ้าอยากอ่านตัวหนังสือสวยๆก็เปิด้วย Safari แต่อ่านอย่างเดียว ถ้าจะเขียนด้วยก็ใช้ IE หรือ ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/171</link>
			</item>
	<item>
		<title>เจ็บไข้ได้คิด ล้มหมอนนอนภาวนา</title>
		<description>


เริ่มตั้งแต่กลางวันวันพฤหัสฯที่ 12 มิถุนายน  เกิดอาการระคายเคืองในคอเหมือนมีแมงมุมเกาะอยู่ข้างใน ต้องคอยกระแอมไล่ให้หลุดไปบ่อยๆ  แต่ไม่นานก็กลับมาอีก  สรุปแล้ววันทั้งวันก็นั่งกระแอมไล่แมงมุม  ตกกลางคืนมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว  เหมือนๆจะเป็นไข้  แต่ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรมากว่าแมงมุมขยุ้มลำคอ 
พอถึงวันศุกร์  เริ่มมีอาการเจ็บคอ  จับไข้  กินยาพาราเซตามอลระงับอาการได้  อันเป็นปกติวิสัยของการปวดหัวตัวร้อน  แต่พอกลางคืนวันศุกร์ ไม่ปกติเสียแล้วเพราะจับไข้แบบเต็มกำลัง  เจ็บปวดไปทั้งตัว  เจ็บคอเหมือนมีฝูงแมงมุมช่วยกันขยุ้มขย่ม  พูดเสียงแหบพร่า  พอตกวันเสาร์ก็เป็นคนป่วยโดยสมบูรณ์
ปีนี้อาการเจ็บป่วยประจำปีมาช้ากว่าทุกปี  ปกติแล้วประมาณมีนาคม หรือเมษายน อย่างช้าก็ต้นพฤษภาคมจะพบกับอาการเจ็บไข้  ถ้าพ้นจากนี้ก็ยกยอดไปปีถัดไป  แต่ปีนี้มาถึงเดือนมิถุนายน  อาจเกิดแปรปรวนเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้เชื้อโรคเดินทางมาถึงช้า  ว่าเข้าไปนั่น




อันที่จริงแล้ว การเจ็บไข้ได้ป่วยนี้เกิดจากการกระทำของตัวเองที่สร้างความเสี่ยงให้เกิดโรคขึ้น นั่นคือ ชอบนอนไม่สวมเสื้อในห้องแอร์  อันเนื่องมาจากตอนหัวค่ำอากาศร้อน  เปิดแอร์นอนเย็นสบาย  แต่พอดึกๆแอร์เย็นจัดทำให้ร่างกายรับไม่ไหว  สะสมไปทีละนิดๆนานเข้าก็เป็นช่องทางให้ไวรัสหวัดโจมตี  ทั้งๆที่เมียบอกทุกๆวันให้ใส่เสื้อ แต่ก็ไม่เคยฟังเมีย  ในที่สุด เมียต้องเสียค่ายาให้หมอ เหอๆ 
นี่คือโทษของการทำอะไรที่เกินพอดี   หากร้อนเปิดแอร์นอนก็ต้องใส่เสื้อ หากไม่อยากใส่เสื้อก็ต้องไม่เปิดแอร์นอน  ทำแค่นี้ก็จะลดความเสี่ยงในการเจ็บไข้ได้ป่วยลง  เป็นบทเรียนสอนใจ เตือนใจตนเอง
การเจ็บไข้ในครั้งนี้ แม้จะทรมานสังขารและเสียเงินค่ายาหมอ  แต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น นั่นคือ การเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทำให้ได้คิดหลายประการ  อย่างแรกก็คือ ...</description>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/170</link>
			</item>
</channel>
</rss>
