<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>โกศลทอล์ค</title>
	<atom:link href="http://www.kosoltalk.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.kosoltalk.com</link>
	<description>แบ่งปันความคิด-ขุมพลังชีวิตไม่จำกัด</description>
	<pubDate>Thu, 03 Jul 2008 06:34:11 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ปภาดา อมรนุรัตน์กุล กับหนังสือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/179</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/179#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Jul 2008 19:04:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Book Talk]]></category>

		<category><![CDATA[Google Adsense]]></category>

		<category><![CDATA[Google Adwords]]></category>

		<category><![CDATA[Search Engine]]></category>

		<category><![CDATA[SEO]]></category>

		<category><![CDATA[Webmaster]]></category>

		<category><![CDATA[ปภาดา อมรนุรัตน์กุล]]></category>

		<category><![CDATA[หนังสือ Google Web]]></category>

		<category><![CDATA[หาเงินออนไลน์กับ Google]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=179</guid>
		<description><![CDATA[
ในบรรดาผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์และบล็อกทั้งหลาย คงกระหายที่จะให้เว็บไซต์หรือบล็อกของตนปรากฏอยู่ในหน้าต้นๆของการค้นหาใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google Search เป็นแน่แท้ ยิ่งเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย การทำธุรกิจออนไลน์ Blog Marketing , Make Money online, Affiliate Business หรือกระทั่ง aStore ของคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับ Amazon.com ก็ย่อมปรารถนาปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น
สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง Search Engine ก็ได้เปรียบ แต่สำหรับผู้ไม่รู้และอ่านภาฝรั่งไม่ออก ก็คงต้องปล่อยไปตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีผู้รู้แบ่งปันความรู้ แต่ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ที่มีผู้รู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทำให้เว็บไซต์และบล็อกปรากฎอยู่ในหน้าที่โดดเด่นของ Search Engine ทั้งหลาย นั่นคือหน้าหนึ่งของ Google ,yahoo, live, msn เป็นต้น
หนึ่งในหนังสือดังกล่าวก็คือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ ที่กำลังจะแนะนำนี้
หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เปิ้ล” เจ้าของบล็อก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.thaispecial.com/bookimages/9740472636/cover1.jpg" alt="" width="245" height="319" /></p>
<p>ในบรรดาผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์และบล็อกทั้งหลาย คงกระหายที่จะให้เว็บไซต์หรือบล็อกของตนปรากฏอยู่ในหน้าต้นๆของการค้นหาใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google Search เป็นแน่แท้ ยิ่งเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย การทำธุรกิจออนไลน์ Blog Marketing , Make Money online, Affiliate Business หรือกระทั่ง aStore ของคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับ Amazon.com ก็ย่อมปรารถนาปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น</p>
<p>สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง Search Engine ก็ได้เปรียบ แต่สำหรับผู้ไม่รู้และอ่านภาฝรั่งไม่ออก ก็คงต้องปล่อยไปตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีผู้รู้แบ่งปันความรู้ แต่ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ที่มีผู้รู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทำให้เว็บไซต์และบล็อกปรากฎอยู่ในหน้าที่โดดเด่นของ Search Engine ทั้งหลาย นั่นคือหน้าหนึ่งของ Google ,yahoo, live, msn เป็นต้น</p>
<p>หนึ่งในหนังสือดังกล่าวก็คือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ ที่กำลังจะแนะนำนี้</p>
<p>หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย<strong> ปภาดา อมรนุรัตน์กุล</strong> หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เปิ้ล” เจ้าของบล็อก Goople-adsense.com ที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการหารายได้ทางอินเตอร์เน็ตด้วย Google Adsense จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ TARADedu.com ราคา 162 บาท พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์ครั้งแรกเดือนเมษายน 2551</p>
<p> <span id="more-179"></span></p>
<p>เนื้อหาในหนังสือก็เป็นไปตามที่บอกไว้ที่ชื่อหนังสือ นั่นคือ เสนอข้อมูลและวิธีการใช้เครื่องมือปรับแต่งเว็บไซต์สำหรับเว็บมาสเตอร์และบล็อกเกอร์ ที่ Google ได้จัดหาไว้ให้บนเว็บไซต์ Google.com และที่สำคัญเครื่องมือทั้งหลายทั้งปวงที่ผู้เขียนนำมาบอกเล่าไว้นี้ ล้วนแต่เป็นของฟรีทั้งสิ้น</p>
<p>การจัดเรียงลำดับเนื้อหา เริ่มจาการปูพื้นฐานให้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์และบล็อก การเป็นเว็บมาสเตอร์ที่ดี จากนั้นก็ทำความรู้จักกับศูนย์รวมเครื่องมือสำหรับเว็บมาสเตอร์ คือ Google Webmaster Central ที่มีเครื่องมือมามายหลายหลาก ตั้งแต่การเพิ่มชื่อเว็บไซต์ หรือ url เข้าไปในฐานข้อมูลของ Google เพื่อให้ Google Bot มาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ การทำ (Sitemap.xml )การวิเคราะห์ไฟล์โรบอท (analyze robots.txt การสร้างไฟล์ robots.txt ตลอดจนการวิเคราะห์สถิติคนเข้าชมเว็บไซต์ด้วยเครื่องมือของ Google Webmaster Central เพื่อการวางแผนในการดำเนินธุรกิจผ่านเว็บไซต์หรือบล็อกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถปรับปรุง ปรับแต่ง และวางแผนทำกิจกรรมต่างๆเพื่อหารายได้จากเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น<img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://goople-adsense.com/uploaded_images/2_resize-727775.jpg" alt="" width="247" height="164" /></p>
<p>นอกจากให้ข้อมูลและเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติด Index แล้ว ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ ปภาดา อมรนุรัตน์กุล ยังแนะนำสิ่งที่เป้นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้สนใจการหารายได้ด้วย Google Adwords และ Google Adsene โดยมีเนื้อหาละเอียดพอสมควร                    </p>
<p>                                                           <span style="color: #0000ff;"> ^^</span> <span style="color: #3366ff;">ปภาดา อมรนุรัตน์กุล ^^</span> </p>
<p>สำหรับผู้ที่ยังไม่เกี่ยวกับการหารายได้จากกิจกรรมทั้งสองของกูเกิ้ลก็ขอกล่าวที่นี่พอสังเขป คือ Google Adwords นั้นเป็นการโฆษณาเว็บไซต์ผ่านหน้าค้นหาของ Google โดยเจ้าของเว็บไซต์หรือบล็อกที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการเป็นผู้ลงโฆษณากิจการของตน ส่วน Google Adsene นั้นเจ้าของเว็บไซต์หรือบล็อกนำโฆษณามาลงในเว็บไซต์ของตน โดยผ่านระบบการจัดการของ Google เมื่อมีคนคลิกเข้าไปอ่าน Google ก็จะจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าของเว็บไซต์หรือบล็อกนั้น และเรียกเก็บค่าโฆษณาจากเจ้าของเว็บไซต์หรือบล็อกที่เป็นเจ้าของสินค้าที่คนคลิกเข้าไปดู สรุปแล้ว Google เป็นตัวกลางอำนวยความสะดวกให้ทุกฝ่าย โดยคิดค่าบริหารจัดการจากเจ้าของสินค้าและบริการนั่นเอง</p>
<p>หนังสือเล่มนี้เสนอเทคนิคและการทำ Google Adwords สำหรับเจ้าของเว็บไซต์สินค้าและบริการ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มแรกคือการสมัครใช้บริการกับกูเกิล เทคนิคการเขียนคำโฆษณา บริหารจัดการเรื่องต้นทุนและเวลาในการทำโฆษณา ส่วนเรื่องหารายได้โดย ส่วน Google Adsene ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนขั้นตอนสุดท้ายเช่นกัน</p>
<p>นอกจากนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Web Optimizer และเทคนิคสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆไว้ให้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านและนำไปใช้เป้นอย่างมาก</p>
<p>ปภาดา อมรนุรัตน์กุล ได้กล่าวไว้ในคำนำตอนหนึ่งว่า การเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นคู่มือให้แก่เว็บมาสเตอร์ได้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเธอได้ย้ำว่า “&#8230;จะเป็นการตอกย้ำให้ทุกคนได้ทราบว่า Google นั้นเป็นมากว่า Search Engineที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล เพราะ Google เสริมบริการต่างๆมากมาย&#8230;” ซึ่ง เธอได้นำมาแนะนำเพียงบางส่วนเท่านั้น</p>
<p>เมื่อซื้อหนังสือมาอ่านแล้วทำให้รู้ว่า ของฟรีดีๆก็มีอยู่มากมายบนเว็บไซต์ของกูเกิล พอทำตามที่แนะนำในหนังสือก็ทำให้รู้ว่า ของฟรีดีๆที่ใช้ได้จริงก็มีมาก หากเว็บมาสเตอร์มือเก่ามือใหม่ รวมถึงบล็อกเกอร์ทั้งหลายสนใจในการสร้างเว็บและบล็อกให้ติด Index หน้าแรกๆของ Google Search แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หนังสือเล่มนี้ก็จะช่วยเริ่มต้นได้ดีทีเดียว</p>
<p><strong>โกศล อนุสิม</strong><br />
๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/179/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้นำฉบับสมเด็จฯ</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/178</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/178#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2008 02:52:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Working Talk]]></category>

		<category><![CDATA[ความคิดผุ้นำ]]></category>

		<category><![CDATA[คุณสมบัติผูนำ]]></category>

		<category><![CDATA[ผู้นำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=178</guid>
		<description><![CDATA[
ทฤษฎีการบริหารจัดการของตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกา ให้ความสำคัญกับผู้นำเป็นอย่างมาก วิชาการจัดการสมัยใหม่ที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างเช่น ฮาวาร์ด ซึ่งชนชั้นนำในสังคมไทยไปร่ำเรียนมาคงนับได้เรือนแสน แล้วนำความคิดทฤษฎีมาใช้ขับเคลื่อนสังคมจนปรากฏผลดังเช่นปัจจุบันนี้ นักวิชาการฝรั่งก็เขียนตำราเรื่องผู้นำออกมาขายกันเป็นว่าเล่น ขายดีจนผู้เขียนรวยไปตามๆกัน ดังมีแปลเป็นภาษาไทยวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก ชื่อเรื่องก็ประเภทกฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ทำนองนั้น

อันที่จริงแล้ว สังคมไทยเราก็มีแนวคิดเรื่องผู้นำอยู่เช่นกัน ผู้นำของเราในสมัยโบราณซึ่งก็พระมหากษัตริย์ก็ใช้แนวคิดเรื่องผู้นำเป็นหลักชัยในการบริหารจัดการ ที่สำคัญก็คือแนวคิดเรื่องทศพิศราชธรรมหรือธรรมของพระราชา ที่ได้รับมาอินเดีย ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ทรงปรับใช้ให้เหมาะสมตามยุคสมัย อีกอย่างหนึ่งก็คือธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหมวดธรรมพรหมวิหารสี่นั้น นับว่าเป็นสุดยอดของเครื่องมือที่ผู้นำใช้ในการบริหารจัดการสังคม

นั่นคือบางส่วนของแนวคิดที่ผู้นำในสังคมไทยได้ใช้ในการบริหารจัดการสังคมตั้งแต่โบราณนานมา หากเรียกตามสำนวนของพวกนักวิชาการฝรั่งก็คงปรับเข้าในแนวกฎเหล็กของการเป็นผู้นำได้

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมมธโร) หนังสือเล่มที่ว่านี้ชื่อ บทสร้างนิสัย ว่าด้วยเรื่องแนวทางในการสร้างนิสัยทีดีซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้อย่างดียิ่ง ก่อนอ่านผมคิดว่าคงเป็นหนังสือธรรมะที่น่าเบื่อ ต้องปีนกระไดอ่าน เมื่อได้อ่านไปแล้วจึงได้รู้ว่าพระท่านก็เขียนหนังสือสนุก ทันสมัย แม้จะเขียนไว้หลายสิบปีมาแล้ว

อ่านไปแล้วลองเปรียบเทียบกับหนังสือแนวบริหารจัดการของฝรั่ง ผมก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าพวกฝรั่งขี้โม้ทั้งหลายได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เห็นทีจะต้องอึ้งและทึ่งเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะนายจอห์น แม็กซ์เวล ผู้เขียนหนังสือ 21 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ และเล่มอื่นๆในตระกูลเดียวกัน อาจจะร้อง โอ้มายก๊อด! ก็ได้เมื่อได้อ่านบทที่ว่าด้วย นิสัยของหัวหน้า ที่ท่านสมเด็จเขียนไว้ในเล่มนี้

ท่านสมเด็จพูดถึงความสำคัญของผู้นำหรือที่ท่านเรียกว่าหัวหน้าไว้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องมีหัวหน้า เพื่อควบคุมดูแลคนในสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยหัวหน้าเป็นผู้ออกกฎระเบียบและสร้างเครื่องมือในการควบคุมสังคมขึ้นมา และใช้ระเบียบและเครื่องมือในการควบคุมสังคม โดยยึดความสงบสุขของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย แต่เมื่อมีหัวหน้าแล้วก็ใช่ว่าสังคมจะมีความสุข เพราะถ้ามีหัวหน้ามากสังคมก็จะฉิบหาย มีหัวหน้าโง่จะวอดวาย มีหัวหน้าไม่ดีจะป่นปี้ยับเยิน ท่านว่าอย่างนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_4147.jpg" alt="" width="315" height="234" /></p>
<p style="text-align: justify;">ทฤษฎีการบริหารจัดการของตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกา ให้ความสำคัญกับผู้นำเป็นอย่างมาก วิชาการจัดการสมัยใหม่ที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างเช่น ฮาวาร์ด ซึ่งชนชั้นนำในสังคมไทยไปร่ำเรียนมาคงนับได้เรือนแสน แล้วนำความคิดทฤษฎีมาใช้ขับเคลื่อนสังคมจนปรากฏผลดังเช่นปัจจุบันนี้ นักวิชาการฝรั่งก็เขียนตำราเรื่องผู้นำออกมาขายกันเป็นว่าเล่น ขายดีจนผู้เขียนรวยไปตามๆกัน ดังมีแปลเป็นภาษาไทยวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก ชื่อเรื่องก็ประเภทกฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ทำนองนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">
อันที่จริงแล้ว สังคมไทยเราก็มีแนวคิดเรื่องผู้นำอยู่เช่นกัน ผู้นำของเราในสมัยโบราณซึ่งก็พระมหากษัตริย์ก็ใช้แนวคิดเรื่องผู้นำเป็นหลักชัยในการบริหารจัดการ ที่สำคัญก็คือแนวคิดเรื่องทศพิศราชธรรมหรือธรรมของพระราชา ที่ได้รับมาอินเดีย ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ทรงปรับใช้ให้เหมาะสมตามยุคสมัย อีกอย่างหนึ่งก็คือธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหมวดธรรมพรหมวิหารสี่นั้น นับว่าเป็นสุดยอดของเครื่องมือที่ผู้นำใช้ในการบริหารจัดการสังคม</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-178"></span><br />
นั่นคือบางส่วนของแนวคิดที่ผู้นำในสังคมไทยได้ใช้ในการบริหารจัดการสังคมตั้งแต่โบราณนานมา หากเรียกตามสำนวนของพวกนักวิชาการฝรั่งก็คงปรับเข้าในแนวกฎเหล็กของการเป็นผู้นำได้</p>
<p style="text-align: justify;">
ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมมธโร) หนังสือเล่มที่ว่านี้ชื่อ บทสร้างนิสัย ว่าด้วยเรื่องแนวทางในการสร้างนิสัยทีดีซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้อย่างดียิ่ง ก่อนอ่านผมคิดว่าคงเป็นหนังสือธรรมะที่น่าเบื่อ ต้องปีนกระไดอ่าน เมื่อได้อ่านไปแล้วจึงได้รู้ว่าพระท่านก็เขียนหนังสือสนุก ทันสมัย แม้จะเขียนไว้หลายสิบปีมาแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">
อ่านไปแล้วลองเปรียบเทียบกับหนังสือแนวบริหารจัดการของฝรั่ง ผมก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าพวกฝรั่งขี้โม้ทั้งหลายได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เห็นทีจะต้องอึ้งและทึ่งเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะนายจอห์น แม็กซ์เวล ผู้เขียนหนังสือ 21 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ และเล่มอื่นๆในตระกูลเดียวกัน อาจจะร้อง โอ้มายก๊อด! ก็ได้เมื่อได้อ่านบทที่ว่าด้วย นิสัยของหัวหน้า ที่ท่านสมเด็จเขียนไว้ในเล่มนี้</p>
<p style="text-align: justify;">
ท่านสมเด็จพูดถึงความสำคัญของผู้นำหรือที่ท่านเรียกว่าหัวหน้าไว้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องมีหัวหน้า เพื่อควบคุมดูแลคนในสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยหัวหน้าเป็นผู้ออกกฎระเบียบและสร้างเครื่องมือในการควบคุมสังคมขึ้นมา และใช้ระเบียบและเครื่องมือในการควบคุมสังคม โดยยึดความสงบสุขของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย แต่เมื่อมีหัวหน้าแล้วก็ใช่ว่าสังคมจะมีความสุข เพราะถ้ามีหัวหน้ามากสังคมก็จะฉิบหาย มีหัวหน้าโง่จะวอดวาย มีหัวหน้าไม่ดีจะป่นปี้ยับเยิน ท่านว่าอย่างนั้น</p>
<p style="text-align: justify;">
เมื่อเป็นเช่นนี้ สังคมก็จะต้องมีหัวหน้าที่ดี ซึ่งหัวหน้าคุณสมบัติของหัวหน้าหรือผู้นำที่ดีในทัศนะของท่านนั้นมีอยู่ 14 ข้อด้วยกัน เพื่อให้ทันสมัยก็ขอเรียกว่า 14 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ฉบับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมมธโร) ก็แล้วกัน ซึ่งท่านให้ไว้ดังนี้<br />
<strong>กฎข้อที่ 1 ต้องเป็นตาเมือง </strong>คือใช้ปัญญาเป็นเสมือนตาเมือง ท่านว่าหัวหน้าผู้มีปัญญาจะต้องรู้จักมองไปข้างล่าง คือดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หากเป็นผู้นำประเทศก็จะต้องรู้จักดูแลประชาชน หากเป็นผู้นำธุรกิจก็ต้องรู้จักดูแลพนักงาน ต้องเห็นทั้งทุกข์และสุขในชีวิตและการงานของเขา ใครมีปัญหาก็ช่วยเหลือ บริหารงานด้วยการใช่สติปัญญาพิจารณา ไม่ใช่ใช้อำนาจแต่ฝ่ายเดียว ผู้นำประเภทสั่งการโดยไม่สนใจว่าผู้ปฏิบัติงานจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ตะคอกข่มขู่ แบบนี้อยู่นอกคุณสมบัติของตำราสมเด็จท่านแน่นอน<br />
สมเด็จท่านได้สรุปคุณสมบัติที่สมบูรณ์ของหัวหน้าตามกฎข้อที่ 1 ไว้ว่า ต้องเป็นหัวหน้าที่มีตาครบทั้งสองข้าง นั่นคือ &#8220;รู้จักมองลงข้างล่าง มองขึ้นข้างบน เฉลียวฉลาดหาทรัพย์ และเพิ่มพูนทรัพย์ ทั้งเฉลียวฉลาดสอดส่องบาปบุญคุณโทษ ดีชั่ว ผิดถูก รอบรู้ทางเจริญทางเสื่อมอันจะมาถึงบ้านเมือง รู้จักเลือกทำแต่ฝ่ายที่ดีที่เจริญ รู้จักหลบหลีกฝ่ายที่ชั่วที่เสื่อม นำตนขึ้นสู่ทางดีทางเจริญได้ด้วยกุศโลบาย และคอยสังเกตระวังภัยมิให้เกิดมีขึ้นในวงงาน แม้นจะเกิดมีได้บ้างก็รู้ทันท่วงทีว่าร้ายหรือดีแล้วรีบระงับด้วยวิธีแก้ส่วนที่ร้าย สนับสนุนส่วนที่ดี นี่หัวหน้าผู้มีนิสัยเป็นตาเมือง&#8221; อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ</p>
<p style="text-align: justify;">
โปรดทราบว่า สิ่งต่างๆที่ผู้นำหรือหัวหน้าทำนั้น ก็เพื่อบ้านเมืองหรือองค์กร อันหมายถึงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนแต่เพียงฝ่ายเดียว</p>
<p style="text-align: justify;">
ถ้าคิดว่านี่เป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้นำ ก็ลองมองดูรอบๆหน่อยว่า มีผู้นำหรือหัวหน้าที่มีคุณสมบัติข้อนี้อยู่บ้างหรือไม่ หากมีก็จงดูแลรักษาไว้ให้ดีเถิด แต่ถ้าไม่มีล่ะก็ คงรู้นะครับว่า จะทำอย่างไรกับหัวหน้าตาบอดกันดี</p>
<p style="text-align: justify;">
<strong>กฎข้อที่ 2 ต้องเป็นหูเมือง</strong> ท่านว่าจะต้องหนักแน่นเป็นหูเมือง คือไม่หูเบานั่นแหละครับ ต้องหนักแน่นเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ หูไวทันเหตุการณ์ ฟังเหตุฟังผล กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและรอบคอบ ไม่ใช่ฟังแต่รายที่ตนชอบแล้วตัดสินใจตามข้อมูลที่ได้รับมาข้างเดียว ซึ่งจะก่อความเสียหายได้</p>
<p style="text-align: justify;">
ผู้นำประเภทฟังแต่เสียงยกยอ แต่ไม่ฟังเสียเตือนเสียงติ ไม่เข้าคุณสมบัติข้อนี้แน่ครับ เป็นผู้นำประเภทที่ท่านสมเด็จบอกว่า &#8220;ไม่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่&#8221; นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">
ผู้นำที่เข้าข่ายกฎข้อที่สองของท่าน ท่านชี้ไว้ว่าเป็น &#8220;ผู้พกหินไว้ในอก ไม่พกนุ่น ถือหนักแน่นไว้ดีกว่าเบาหละหลวม เป็นคนหูไวแต่ปากช้า เมื่อได้ยินเขาพูดอะไรให้ฟังแล้วชอบยับยั้งชั่งคิด ฟังเหตุฟังผลมากกว่าฟังเสียง&#8221; อ่านแล้วก็ลองพิจารณาดูนะครับว่า มีหัวหน้าหรือผู้นำใกล้ตัวเราที่มีนิสัยตรงกันข้ามกับกฎข้อที่สองของสมเด็จท่านหรือไม่ อย่างเช่น ปากไว พูดก่อนคิด พกนุ่นไว้ในอก ประเภทนี้ ถ้ามีก็จงทำใจไว้บ้างว่า อาจจะพาลงเหวได้ในวันใดวันหนึ่ง</p>
<p style="text-align: justify;">
ผมได้อ่านหนังสือ ซีอีโอโลกตะวันออก ของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ได้เขียนถึงหน้าที่ของซีอีโอไว้หลายข้อ มีข้อหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ซีอีโอต้องเป็น &#8220;ผู้ดูแลงานด้านปกครอง ต้องรับรู้ทุกข์สุข ปัญหาความขัดแย้ง เป็นผู้คอยไกล่เกลี่ยตัดสิน โดยยึดความถูกต้องยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าทำได้ดีก็จะเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างสูงจากสมาชิกในบริษัท&#8221; ผมคิดว่าข้อเขียนของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ที่ได้กล่าวมานี้ ปรับเข้ากับกฎข้อนี้ของสมเด็จท่านได้เป็นอย่างดี หรือจะจัดเข้าในคุณสมบัติตามกฎข้อที่หนึ่งก็ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">
<strong>กฎข้อที่ 3 ต้องเป็นแก่นเมือง </strong>สมเด็จท่านบอกว่า ศาสนาเป็นแก่นเมือง ดังนั้น ผู้นำจะต้องเป็นคนที่มันคงในศาสนา ปฏิบัติกิจของศาสนา มีหลักธรรมของศาสนาในหัวใจ เชื่อมั่นในศาสนา เป็นผู้นำในการประพฤติที่ดีงาม ซึ่งจะทำให้เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อฟังของผู้ตาม</p>
<p style="text-align: justify;">
หากเทียบกับทฤษฎีการบริหารจัดการสมัยใหม่ ข้อนี้ก็ปรับเข้ากับเรื่องกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติ จรรยาบรรณขององค์กร ที่สมาชิกต้องเคารพและปฏิบัติตาม แน่นอนว่า ผู้นำสูงสุดต้องเป็นแบบอย่างแก่ คนในองค์กร หากผู้นำไม่เคารพในกฎระเบียบที่ตนเองกำหนดขึ้นมาแล้ว จะเป็นเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้หรือ สมเด็จท่านได้กล่าวไว้ว่า &#8220;ถ้าหัวหน้าเป็นคนดีมีศีลธรรม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาย่อมพลอยดีมีศีลธรรมและอยู่เย็นเป็นสุขตามกัน แต่เมื่อหัวหน้าเป็นคนไร้ศีลธรรม คนในปกครองมักได้ช่องเข้าสวมรอยและต้องพลอยทุกร้อนไปด้วย&#8221;</p>
<p style="text-align: justify;">
ผมอ่านข้อความที่ยกมานี้ทีไร ก็ให้นึกถึงเรื่องธรรมาภิบาล หรือ Good Governance ของพวกฝรั่งทุกทีครับ องค์กรที่มีผู้นำละเมิดกฎละเมิดศีลธรรมหรือพูดง่ายๆว่าขี้โกง ไม่มี Good Governance จนต้องล้มหายไปจากโลกของธุรกิจก็มีให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่างเช่นบริษัทเอนรอนของฝรั่งอเมริกาเป็นต้น เมื่ออ่านข้อนี้แล้ว เห็นได้ว่า สมเด็จท่านพูดถึงเรื่อง Good Governance ก่อนฝรั่งตั้งหลายสิบปีแล้ว</p>
<p style="text-align: justify;">
ผู้นำใกล้ตัวเรา มีเข้ากฎข้อที่ 3 สักกี่คนช่วยกันลองค้นหาดู</p>
<p style="text-align: justify;">
<strong>กฎข้อที่ 4 ต้องเป็นหลักเมือง </strong>สมเด็จท่านเปรียบหลักเมืองเป็นวิชาความรู้นะครับ ผู้นำจะต้องมีวิชาความรู้ดี ซึ่งจะทำให้คิดชอบ ทำชอบ รอบรู้และหยั่งรู้ในเหตุผลของเรื่องราวต่างๆ ข้อนี้ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ เพราะผู้นำหรือหัวหน้าจำเป็นจะต้องมีความรู้ แม้ไม่รู้ในสิ่งที่ตนต้องทำ ก็ต้องรู้จักหาคนและใช้คนที่รู้มาทำงานให้ตน หากเปรียบเทียบกับการบริหารจัดการ ก็คือ การรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์นั่นเองแหละครับ</p>
<p style="text-align: justify;">
สมเด็จท่านให้คำจำกัดความของความรู้ในข้อนี้ว่าเป็นวิชาที่ดี นั่นย่อมหมายความว่าต้องมีความรู้ที่คู่กับความดีด้วยนะครับ คือมีความรู้แล้วใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่องค์กรที่ตนเป็นผู้นำอยู่ มิใช่เพื่อประโยชน์ของตน ต้องทำให้กิจการเติบโต สร้างรายได้ให้แก่พนักงานและผู้ถือหุ้น เสียภาษีแก่ประเทศชาติ มิใช่ใช้ความรู้บริหารงานเพื่อเอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ผู้นำองค์กรประเภท Bad Governance ปล่อยให้พนักงานกินแกลบ ให้ผู้ถือหุ้นกินหญ้า แต่ตัวเองกินอาหารฮ่องเต้มีเงินเต็มเรือกำปั่น หากเป็นผู้นำของประเทศ ก็ต้องไม่ใช่ประเภทมือถือสากปากถือศีล หรือมือกำดาบปากคาบคัมภีร์ เพราะหากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ผู้นำประเภทหลักเมืองแน่</p>
<p style="text-align: justify;">
วิชาดีในที่นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเรียนสูงๆนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องจบเมืองนอก หรือมหาวิทยาลัยดังๆ หากแต่เป็นวิชาความรู้ที่ชักนำให้ทำในสิ่งที่ดีๆ ประเภทความรู้ระดับดุษฎีบัณฑิตแต่ทำผิดศีลธรรม ก็ไม่เข้าข่ายกฎข้อที่ 4 ของสมเด็จท่านแน่นอน<br />
นี่เป็นบางส่วนในหนังสือที่สมเด็จฯท่านเขียนไว้นะครับ ย่อความมาให้อ่านกันพอสมควร ที่เหลืออีก 10 ข้อนั้นโอกาสหน้าจะนำมาให้อ่านกันอีก ขอให้โชคดีมีผู้นำดีๆ หรือเป็นผู้นำที่ดี เป็นลูกน้องที่ดีโดยถ้วนหน้ากันครับ.</p>
<p style="text-align: justify;"><strong>โกศล อนุสิม</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/178/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วณิพกผู้ยิ่งใหญ่</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/177</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/177#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Jun 2008 22:13:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<category><![CDATA[ดนตรี]]></category>

		<category><![CDATA[วณิพก]]></category>

		<category><![CDATA[วณิพกตาบอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=177</guid>
		<description><![CDATA[
ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า เป็นเพลงที่มีมนต์เสน่ห์ยิ่ง เป็นเครื่องมือที่พาใจเราย้อนไปสู่อดีตได้อย่างลึกซึ้ง ยากที่จะมีอะไรมาทัดเทียมภาษาของดนตรีได้

ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่มีคนร้องสดๆ แม้ไม่ไพเราะเสนาะสนานเหมือนฟังจากเสียงต้นฉบับ แต่เมื่อเปล่งออกมาจากปากของใครย่อมแสดงว่าเพลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา หากไม่เช่นนั้นคงไม่ร้องออกมา
ที่สรุปเช่นนี้ย่อมเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะถึงแม้ผมเองจะชอบฟังเพลงลูกทุ่งทุกเพลง แต่มีเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้นที่ผมร้อง นั่นเป็นเพราะผมรู้สึกว่าเพลงนั้นมีส่วนอย่างมากในชีวิตของผม


ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่บรรดาวณิพกร้องสดๆมากที่สุด ผ่านไปที่ใดหากมีวงดนตรีคนตาบอดกำลังเล่นเพลงอยู่ ผมต้องหยุดฟัง นอกจากฟังเพลงแล้วผมยังชอบดูกิริยาท่าทางของพวกเขาด้วย
ดูแล้วผมว่าพวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่ร้องเพลงเพื่อแลกเงินเท่านั้น แต่พวกเขาร้องเพลงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ร้องด้วยความตั้งใจ สีหน้าบ่งบอกถึงความสุข ความพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงใคร เขาก็คือคนๆนั้น ไม่ใช่คนตาบอดร้องเพลงแล้ว หากแต่เป็นเจ้าของเพลงทั้งน้ำเสียง อารมณ์ บางคนแทบจะใช้เสียงได้เหมือนนักร้องเจ้าของเพลงร้อยเปอร์เซ็นต์
 

ผมคิดว่า บางทีหากนักร้องตัวจริงได้ฟัง เขาอาจไม่แน่ใจก็ได้ว่า นี่เป็นตัวเขาหรือนักร้องวงดนตรีคนตาบอดร้องกันแน่
ผมชอบฟังเพลงที่บรรดาวณิพกตาบอดร้อง พวกเขาเป็นคนสู้ชีวิตอย่างแท้จริง แม้คนตาดีบางคนอาจสู้ไม่ได้ ผมเคยยืนดูพวกเขาประกอบเครื่องดนตรีก่อนแสดง แม้ตาบอดแต่มือแคล่วคล่อง เขาไม่ได้ใช้สายนำทางหากแต่ใช้หัวใจทำงานแทน
ผมฟังเพลงของพวกเขาแล้วผมก็บริจาคเงินให้เช่นเดียวกับคนอีกมากมาย แต่ผมให้โดยที่ไม่คิดว่าให้เงินเพราะพวกเขาเป็นคนตาบอด ไม่ได้ให้เพราะสงสาร หรือเพื่อสงเคราะห์
แต่ผมต้องจ่ายให้พวกเขาเพื่อแลกกับการฟังเพลง พวกเขาเป็นคนทำงาน ฉะนั้นจึงสมควรที่จะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอให้ผมหรือใครช่วยสงเคราะห์ แต่นี่คือการทำงาน คนทำงานย่อมมีเกียรติและศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ต้องการการสงเคราะห์จากใคร
แม้จะจ่ายให้เขาด้วยเหรียญราคาน้อยที่สุด หากแต่ทำด้วยความเคารพ ย่อมเป็นเหรียญที่มีคุณค่าใหญ่หลวง คนที่ให้เหรียญที่มีราคาสูงแต่ไม่มีความเคารพ โยนลงกล่องให้เกิดเสียงดังเพื่อประกาศหรืออวดอ้าง แบบนั้นไม่ใช่ให้ด้วยความเคารพ
พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ในชีวิต
ทุกครั้งที่ผมจ่ายค่าตอบแทนแก่พวกเขา ผมค่อยๆหย่อนลงกล่องที่เขาคนใดคนหนึ่งถืออยู่อย่างเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงอันส่อแสดงให้เห็นถึงการอวดอ้างตัวเองให้เหนือกว่าพวกเขา
ผมนึกอยู่เสมอว่า เงินที่จ่ายไปนั้น แม้จะมีราคาสูงที่สุด แต่เทียบไม่ได้เลยกับเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น!
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://tbn0.google.com/images?q=tbn:JmHGVoYKGTR-CM:http://byfiles.storage.live.com/y1p95k45VzVqGDiI_YJbpPg-PAjxkyjpzHfmjw57ShoWfcEsmSAJvV8DZScHYLl6d9vnT2nhbUC_YI" alt="" width="158" height="132" /></p>
<p>ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่งรุ่นเก่า เป็นเพลงที่มีมนต์เสน่ห์ยิ่ง เป็นเครื่องมือที่พาใจเราย้อนไปสู่อดีตได้อย่างลึกซึ้ง ยากที่จะมีอะไรมาทัดเทียมภาษาของดนตรีได้</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่มีคนร้องสดๆ แม้ไม่ไพเราะเสนาะสนานเหมือนฟังจากเสียงต้นฉบับ แต่เมื่อเปล่งออกมาจากปากของใครย่อมแสดงว่าเพลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา หากไม่เช่นนั้นคงไม่ร้องออกมา</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">ที่สรุปเช่นนี้ย่อมเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะถึงแม้ผมเองจะชอบฟังเพลงลูกทุ่งทุกเพลง แต่มีเพียงไม่กี่เพลงเท่านั้นที่ผมร้อง นั่นเป็นเพราะผมรู้สึกว่าเพลงนั้นมีส่วนอย่างมากในชีวิตของผม</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span id="more-177"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">ผมชอบฟังเพลงลูกทุ่งที่บรรดาวณิพกร้องสดๆมากที่สุด ผ่านไปที่ใดหากมีวงดนตรีคนตาบอดกำลังเล่นเพลงอยู่ ผมต้องหยุดฟัง นอกจากฟังเพลงแล้วผมยังชอบดูกิริยาท่าทางของพวกเขาด้วย</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">ดูแล้วผมว่าพวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่ร้องเพลงเพื่อแลกเงินเท่านั้น แต่พวกเขาร้องเพลงเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ร้องด้วยความตั้งใจ สีหน้าบ่งบอกถึงความสุข ความพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเขาจะร้องเพลงใคร เขาก็คือคนๆนั้น ไม่ใช่คนตาบอดร้องเพลงแล้ว หากแต่เป็นเจ้าของเพลงทั้งน้ำเสียง อารมณ์ บางคนแทบจะใช้เสียงได้เหมือนนักร้องเจ้าของเพลงร้อยเปอร์เซ็นต์</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;">ผมคิดว่า บางทีหากนักร้องตัวจริงได้ฟัง เขาอาจไม่แน่ใจก็ได้ว่า นี่เป็นตัวเขาหรือนักร้องวงดนตรีคนตาบอดร้องกันแน่<br />
ผมชอบฟังเพลงที่บรรดาวณิพกตาบอดร้อง พวกเขาเป็นคนสู้ชีวิตอย่างแท้จริง แม้คนตาดีบางคนอาจสู้ไม่ได้ ผมเคยยืนดูพวกเขาประกอบเครื่องดนตรีก่อนแสดง แม้ตาบอดแต่มือแคล่วคล่อง เขาไม่ได้ใช้สายนำทางหากแต่ใช้หัวใจทำงานแทน<br />
ผมฟังเพลงของพวกเขาแล้วผมก็บริจาคเงินให้เช่นเดียวกับคนอีกมากมาย แต่ผมให้โดยที่ไม่คิดว่าให้เงินเพราะพวกเขาเป็นคนตาบอด ไม่ได้ให้เพราะสงสาร หรือเพื่อสงเคราะห์</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;">แต่ผมต้องจ่ายให้พวกเขาเพื่อแลกกับการฟังเพลง พวกเขาเป็นคนทำงาน ฉะนั้นจึงสมควรที่จะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอให้ผมหรือใครช่วยสงเคราะห์ แต่นี่คือการทำงาน คนทำงานย่อมมีเกียรติและศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ต้องการการสงเคราะห์จากใคร</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;">แม้จะจ่ายให้เขาด้วยเหรียญราคาน้อยที่สุด หากแต่ทำด้วยความเคารพ ย่อมเป็นเหรียญที่มีคุณค่าใหญ่หลวง คนที่ให้เหรียญที่มีราคาสูงแต่ไม่มีความเคารพ โยนลงกล่องให้เกิดเสียงดังเพื่อประกาศหรืออวดอ้าง แบบนั้นไม่ใช่ให้ด้วยความเคารพ<br />
พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ในชีวิต</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;">ทุกครั้งที่ผมจ่ายค่าตอบแทนแก่พวกเขา ผมค่อยๆหย่อนลงกล่องที่เขาคนใดคนหนึ่งถืออยู่อย่างเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงอันส่อแสดงให้เห็นถึงการอวดอ้างตัวเองให้เหนือกว่าพวกเขา</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><strong>ผมนึกอยู่เสมอว่า เงินที่จ่ายไปนั้น แม้จะมีราคาสูงที่สุด แต่เทียบไม่ได้เลยกับเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/177/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความตาย มันไม่แน่หรอกคุณ</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/176</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/176#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Jun 2008 06:14:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[โรงเรียนชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[การเตรียมตัวตาย]]></category>

		<category><![CDATA[การใช้ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[ความตาย]]></category>

		<category><![CDATA[ความสุขในชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[พลังชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=176</guid>
		<description><![CDATA[
&#60; อีกหน่อยเราก็เป็นเช่นนี้
   ภาพจาก  puttagamo.com
  &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.
ผมชอบคำที่ใครก็ไม่รู้พูดไว้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง ยกเว้นความตายและการจ่ายภาษี สองอย่างนี้ทุกคนต้องเจอกันถ้วนหน้า ไม่ว่า ไทย ฝรั่ง จีน แขก ตั้งแต่โบรณนานมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งโลกจำเริญไปเท่าไรก็ดูเหมือนว่าภาษีจะซับซ้อนซ่อนเร้นมากยิ่งขึ้น จนจ่ายกันแทบไม่ไหว
ภาษีนั้นดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเรารู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด จะจ่ายเท่าใด ทำให้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ยิ่งเฉพาะปัจจุบันนี้พอรับรายได้ปุ๊บเขาหักไปปั๊บทันที ณ ที่จ่าย ทำให้ไม่ต้องจ่ายทีเดียวหนักๆ แต่ก็เป็นการมัดมือชกไปในตัว ทำให้เราเลี่ยงไม่ได้

แต่ความตายนี่สิ ถึงเป็นเรื่องที่แน่นอน ทว่าไม่รู้เวลาแน่นอน จะมาถึงเมื่อใดไม่รู้ ภาษิตอีสานบ้านผมที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆมีว่า ความตายนี่แขวนคอทุกก้าวย่าง ตื่นขึ้นมาตอนเช้าได้เห็นหน้าเห็นตาจึงรู้ว่ายังไม่ตาย
บางคนอยู่ดีๆก็ขาดใจตาย บางคนหัวร่อก็ตายได้ บางคนแข็งแรงยังกับช้างแต่เป็นลมตาย บางคนผูกคอตายแต่ยังไม่ทันตาย หายใจไม่ออก ทรมาน เปลี่ยนใจกลางคัน ดิ้นรนไม่อยากตาย แต่กิ่งไม้หักหัวทิ่มดินคอหักตายก็มี
..
ความตายไม่รู้จะมาถึงเราเมื่อไรจริงๆนะครับ พ่อก็ตายไปหลายปีแล้ว เพื่อนผมหลายคนตายไปด้วยสาเหตุต่างๆ เจ็บไข้ก็มี อุบัติเหตุก็มี อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวโทรทัศน์ก็มีแต่เรื่องตายๆๆๆๆ ผมเองจึงทำใจได้ว่า อาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ จึงพยายามจัดการอะไรๆที่ควรจะทำ ที่ไม่ลืมก็คือ เตรียมทุนรอนไว้ให้ตัวเองในชาติหน้า ด้วยการทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะช่วยได้ รักษาศีลปฏิบัติธรรมในข้อที่ทำได้ หวังเอาไว้ว่า แม้ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ก็ให้ลงนรกขุมที่ตื้นๆหน่อย
..
ถึงรู้ว่าชีวิตสั้นนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.puttagamo.com/talk_data/20040816094818I1.jpg" alt="" width="208" height="227" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">&lt; <span style="color: #ff0000;">อีกหน่อยเราก็เป็นเช่นนี้</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 12pt; color: #000000; mso-ascii-font-family: Verdana; mso-hansi-font-family: Verdana;"><span style="font-family: Angsana New;">   <span style="color: #3366ff;">ภาพจาก  </span></span></span><span style="font-size: 12pt; color: #3366ff; font-family: Verdana;">puttagamo.com</span><br />
  &#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>ผมชอบคำที่ใครก็ไม่รู้พูดไว้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง ยกเว้นความตายและการจ่ายภาษี สองอย่างนี้ทุกคนต้องเจอกันถ้วนหน้า ไม่ว่า ไทย ฝรั่ง จีน แขก ตั้งแต่โบรณนานมาจนถึงปัจจุบัน ยิ่งโลกจำเริญไปเท่าไรก็ดูเหมือนว่าภาษีจะซับซ้อนซ่อนเร้นมากยิ่งขึ้น จนจ่ายกันแทบไม่ไหว</p>
<p>ภาษีนั้นดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเรารู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด จะจ่ายเท่าใด ทำให้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ยิ่งเฉพาะปัจจุบันนี้พอรับรายได้ปุ๊บเขาหักไปปั๊บทันที ณ ที่จ่าย ทำให้ไม่ต้องจ่ายทีเดียวหนักๆ แต่ก็เป็นการมัดมือชกไปในตัว ทำให้เราเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><span id="more-176"></span></p>
<p>แต่ความตายนี่สิ ถึงเป็นเรื่องที่แน่นอน ทว่าไม่รู้เวลาแน่นอน จะมาถึงเมื่อใดไม่รู้ ภาษิตอีสานบ้านผมที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆมีว่า ความตายนี่แขวนคอทุกก้าวย่าง ตื่นขึ้นมาตอนเช้าได้เห็นหน้าเห็นตาจึงรู้ว่ายังไม่ตาย<br />
บางคนอยู่ดีๆก็ขาดใจตาย บางคนหัวร่อก็ตายได้ บางคนแข็งแรงยังกับช้างแต่เป็นลมตาย บางคนผูกคอตายแต่ยังไม่ทันตาย หายใจไม่ออก ทรมาน เปลี่ยนใจกลางคัน ดิ้นรนไม่อยากตาย แต่กิ่งไม้หักหัวทิ่มดินคอหักตายก็มี</p>
<p><span style="color: #ffffff;">..</span><br />
ความตายไม่รู้จะมาถึงเราเมื่อไรจริงๆนะครับ พ่อก็ตายไปหลายปีแล้ว เพื่อนผมหลายคนตายไปด้วยสาเหตุต่างๆ เจ็บไข้ก็มี อุบัติเหตุก็มี อ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าวโทรทัศน์ก็มีแต่เรื่องตายๆๆๆๆ ผมเองจึงทำใจได้ว่า อาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ จึงพยายามจัดการอะไรๆที่ควรจะทำ ที่ไม่ลืมก็คือ เตรียมทุนรอนไว้ให้ตัวเองในชาติหน้า ด้วยการทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะช่วยได้ รักษาศีลปฏิบัติธรรมในข้อที่ทำได้ หวังเอาไว้ว่า แม้ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ก็ให้ลงนรกขุมที่ตื้นๆหน่อย</p>
<p><span style="color: #ffffff;">..</span><br />
ถึงรู้ว่าชีวิตสั้นนัก อาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากตายตอนแก่ จึงพยายาม รักษาสุขภาพเท่าที่ทำได้ เช่น ไม่กินอะไรมั่วๆ เลิกบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า พยายามทำจิตใจให้เป็นสุข ไม่ทะเลาะกับเมีย เลี้ยงแมว ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลาใส่อ่างไว้ดูเล่น เขียนหนังสือให้ตัวเองและคนอื่นอ่าน เป็นต้น ทำให้มีคุณภาพและมีความสุขในชีวิตพอสมควร</p>
<p><span style="color: #ffffff;">..</span><br />
ผมว่า พยายามมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมของตนเองให้เป็นสุข ไม่ดัดจริตมาก ชีวิตนี้ก็จะรื่นรมย์ตามสมควร ถึงต้องตายก็ตายแบบไม่ต้องกังวลมากนัก และปรารถนาเอาไว้ว่า แม้เกิดมารูปไม่หล่อ(แต่มีเมียสวยอยู่แหละ) พอถึงตอนตายก็ขอให้ศพสวยๆ ตายแบบสบายๆไม่ทรมาน แค่นี้ก็พอแล้ว</p>
<p><span style="color: #ffffff;">..<br />
</span>เตรียมตัวตายไว้ทุกเวลาแบบนี้ รู้สึกสบายใจครับ ถ้าใครจะลองแบบที่ผมว่ามานี่ก็ไม่เสียหาย เผลอๆอาจจะอยู่ถึงร้อยปีแบบปึ๋งปังก็ได้หนา</p>
<p><span style="color: #ffffff;">..</span><br />
<strong>แม้เตรียมตัวพร้อมตายในวันนี้ แต่อาจอีกนานกว่าจะมาถึง ของแบบนี้มันก็ไม่แน่หรอกคุณเอ๊ย!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/176/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เราตกอยู่ในสายตาของตัวเอง</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/175</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/175#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Jun 2008 04:42:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ขนาดของหัวใจ]]></category>

		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<category><![CDATA[โรงเรียนชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[การใช้ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[ประสบการณ์ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[พลังชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[โกศล อนุสิม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[
ผมมองรูปนี้อยู่นาน กว่าจะเก็บมาเล่าเรื่อง อันที่จริงแล้ว ถ่ายคู่กับเพื่อนในวันรับปริญญาของเพื่อนที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนปริญญาของผมนั้น ห่างจากเพื่อนมาก และผมรับจากไปรษณีย์ที่นำมาส่งให้ถึงบ้าน
การรับปริญญานั้น มีขั้นพิธีการมากมายเหลือเกิน มากเกินกว่าที่ผมจะอดทนร่วมได้ แต่ผมกลับอดทนในการเรียนให้จบการศึกษาช้ากว่าเพื่อน ทั้งที่ใช้เวลานานกว่าเข้าพิธีรับปริญญาจนเทียบกันไม่ติด
รูปถ่ายเก่าๆบอกอะไรได้หลายอย่าง ผมเห็นสายตาของตัวเองในภาพนี้ แล้วนึกถึงเมื่อสมัยหนุ่ม

ผมว่า คนในวัยเดียวกันนี้ ไม่ว่าในปีโน้นของพ่อ ปีนั้นของผม และปีนี้ของคนรุ่นลูก ก็ไม่แตกต่างกัน จิตวิญญาณของคนวัยหนุ่มสาวคือ ความมุ่งมั่น จริงจัง มีพลัง และรักอิสระ ซึ่งแสดงออกทางสีหน้าและแววตา ดังที่เห็นได้ในรูปนี้
สายตาที่เพ่งมองไปข้างหน้า ไปยังวัตถุเป้าหมาย มีความตั้งใจจริงจังที่จะเพ่งมองสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเรามองแล้ว เราต้องการที่จะสำรวจตรวจตรามันอย่างแท้จริง
ผมคิดว่านี่คือพลังชีวิตที่แผ่พุ่งออกไป เป็นพลังของคนหนุ่มสาว หากไม่เชื่อ ลองพินิจภาพเก่าๆของตัวเองดูก็ได้ จะสังเกตเห็นพลังนี้แฝงอยู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อกาลเวลาผ่านไป เราจึงจะเข้าใจ การจะเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างย่อมต้องใช้เวลา บางครั้งบางคนอาจเข้าใจในสิ่งที่ตนสงสัยในวันสุดท้ายของชีวิต
สายตาที่มองไปข้างหน้าดังเช่นในภาพนี้ ผมไม่แน่ใจว่ากำลังเพ่งมองอะไร อาจจะเพ่งมองผองเพื่อนที่กำลังมีความสุข สนุกสนาน และภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง เมื่อได้สวมชุดครุยถ่ายรูป ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดี
วันนั้น ผมอาจกำลังมองเพื่อนๆเหล่านั้นด้วยความคิดจริงจังว่า เสื้อครุยกับใบปริญญานี้มันเป็นสุดยอดของความสำเร็จจริงหรือไม่
ถ้าผมมองและคิดเช่นนั้น ก็แสดงว่า กว่าผมจะได้คำตอบก็นานมาก กระทั่งตัวเองนั่งเรียนในชั้นเรียนมหาบัณฑิตในอีก 20 กว่าปีต่อมาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ใบปริญญานี่มันเป็นความสำเร็จของชีวิตจริงหรือไม่ อาจบางที วันสุดท้ายของชีวิตคงจะได้คำตอบในเรื่องนี้
แม้จะไม่ได้คำตอบที่เราเคยสงสัยในวัยหนุ่ม แต่ความสงสัยของเราในวัยนั้น ก็ทำให้เรามีพลังที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่เบื่อหน่ายในวัยนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/425/9425/images/young.jpg" alt="" width="175" height="201" /></p>
<p style="text-align: justify;">ผมมองรูปนี้อยู่นาน กว่าจะเก็บมาเล่าเรื่อง อันที่จริงแล้ว ถ่ายคู่กับเพื่อนในวันรับปริญญาของเพื่อนที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนปริญญาของผมนั้น ห่างจากเพื่อนมาก และผมรับจากไปรษณีย์ที่นำมาส่งให้ถึงบ้าน</p>
<p style="text-align: justify;">การรับปริญญานั้น มีขั้นพิธีการมากมายเหลือเกิน มากเกินกว่าที่ผมจะอดทนร่วมได้ แต่ผมกลับอดทนในการเรียนให้จบการศึกษาช้ากว่าเพื่อน ทั้งที่ใช้เวลานานกว่าเข้าพิธีรับปริญญาจนเทียบกันไม่ติด</p>
<p style="text-align: justify;">รูปถ่ายเก่าๆบอกอะไรได้หลายอย่าง ผมเห็นสายตาของตัวเองในภาพนี้ แล้วนึกถึงเมื่อสมัยหนุ่ม</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-175"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ผมว่า คนในวัยเดียวกันนี้ ไม่ว่าในปีโน้นของพ่อ ปีนั้นของผม และปีนี้ของคนรุ่นลูก ก็ไม่แตกต่างกัน จิตวิญญาณของคนวัยหนุ่มสาวคือ ความมุ่งมั่น จริงจัง มีพลัง และรักอิสระ ซึ่งแสดงออกทางสีหน้าและแววตา ดังที่เห็นได้ในรูปนี้</p>
<p style="text-align: justify;">สายตาที่เพ่งมองไปข้างหน้า ไปยังวัตถุเป้าหมาย มีความตั้งใจจริงจังที่จะเพ่งมองสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเรามองแล้ว เราต้องการที่จะสำรวจตรวจตรามันอย่างแท้จริง</p>
<p style="text-align: justify;">ผมคิดว่านี่คือพลังชีวิตที่แผ่พุ่งออกไป เป็นพลังของคนหนุ่มสาว หากไม่เชื่อ ลองพินิจภาพเก่าๆของตัวเองดูก็ได้ จะสังเกตเห็นพลังนี้แฝงอยู่ไม่มากก็น้อย</p>
<p style="text-align: justify;">เมื่อกาลเวลาผ่านไป เราจึงจะเข้าใจ การจะเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างย่อมต้องใช้เวลา บางครั้งบางคนอาจเข้าใจในสิ่งที่ตนสงสัยในวันสุดท้ายของชีวิต</p>
<p style="text-align: justify;">สายตาที่มองไปข้างหน้าดังเช่นในภาพนี้ ผมไม่แน่ใจว่ากำลังเพ่งมองอะไร อาจจะเพ่งมองผองเพื่อนที่กำลังมีความสุข สนุกสนาน และภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง เมื่อได้สวมชุดครุยถ่ายรูป ท่ามกลางพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดี</p>
<p style="text-align: justify;">วันนั้น ผมอาจกำลังมองเพื่อนๆเหล่านั้นด้วยความคิดจริงจังว่า เสื้อครุยกับใบปริญญานี้มันเป็นสุดยอดของความสำเร็จจริงหรือไม่</p>
<p style="text-align: justify;">ถ้าผมมองและคิดเช่นนั้น ก็แสดงว่า กว่าผมจะได้คำตอบก็นานมาก กระทั่งตัวเองนั่งเรียนในชั้นเรียนมหาบัณฑิตในอีก 20 กว่าปีต่อมาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ใบปริญญานี่มันเป็นความสำเร็จของชีวิตจริงหรือไม่ อาจบางที วันสุดท้ายของชีวิตคงจะได้คำตอบในเรื่องนี้</p>
<p style="text-align: justify;">แม้จะไม่ได้คำตอบที่เราเคยสงสัยในวัยหนุ่ม แต่ความสงสัยของเราในวัยนั้น ก็ทำให้เรามีพลังที่จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่เบื่อหน่ายในวัยนี้ วัยที่กำลังก้าวสู่บั้นปลายของชีวิต ที่เรายังค้นหาคำตอบให้ความสงสัยในวัยหนุ่ม</p>
<p style="text-align: justify;">ผมว่า พลังชีวิตของเราที่มีอยู่ในวันนี้ ก็คือพลังชีวิตที่เราส่งต่อมาให้ตัวเองเมื่อวานนี้นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify;">อาจบางที สายตาของวัยหนุ่ม ที่ผมเองกำลังเพ่งมองในภาพนี้ อาจไม่ได้เพ่งมองสิ่งอื่นใด หากแต่เพ่งมองหาตัวตนของตัวเองในอนาคต</p>
<p style="text-align: justify;">วันนี้ เราจึงตกอยู่ในการจ้องมองของตัวเอง &#8212; เราอยู่ในสายตาของตัวเองเมื่อวันวาน ที่คาดหวังให้เราทำอะไรสักอย่างที่เราอาจจะลืมเลือนไปนานแล้ว.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/175/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การก่อการร้ายในโลกไซเบอร์</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/174</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/174#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jun 2008 16:05:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Blog &amp; Web Talk]]></category>

		<category><![CDATA[Scott Richter]]></category>

		<category><![CDATA[Spammail]]></category>

		<category><![CDATA[สแปมเมล์]]></category>

		<category><![CDATA[อีเมล์ขยะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=174</guid>
		<description><![CDATA[
ผมอ่านเจอข่าวที่หน้าไอที (Cyber Biz) ของผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2551 โดยอ้างจากรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าศาลยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ นายสก็อต ริชเตอร์ (Scott Richter) อดีตนักส่งอีเมล์ขยะ (สแปมเมล์) ชื่อดังจากโคโรลาโด จ่ายเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ MySpace.com จากโทษฐานสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้หลายพันคน
ข่าวระบุว่า MySpace ฟ้อง Scott Richter ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2007 โดยอ้างถึงความเสียหายช่วงเดือนสิงหาคมปี 2006 ว่าผู้ใช้ MySpace จำนวนมากได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากอีเมล์ซึ่งมีเนื้อหาโฆษณาเว็บ Consumerpromotionscenter.com ลักษณะการส่งเป็นการล่อลวงชัดเจน โดย Scott Richter ดำเนินการส่งสแปมเมลในรูปบริษัทนาม Media Breakaway ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเคยส่งอีเมลขยะมากกว่า 100 ล้านฉบับต่อวัน

ก่อนหน้านี้ บริษัท Optinrealbig.com บริษัทแรกของ Scott Richter ถูกตัดสินให้จ่ายเงินจำนวน 7 ล้านเหรียญให้กับ Microsoft โดยคดีของ MySpace [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://www.khunnamob.net/board/photo/mXT0HkNN/nNqe70sAminus.jpg" alt="" width="209" height="191" /></p>
<p style="text-align: justify;">ผมอ่านเจอข่าวที่หน้าไอที (<a href="http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072860">Cyber Biz</a>) ของผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2551 โดยอ้างจากรายงานข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่าศาลยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาตัดสินให้ นายสก็อต ริชเตอร์ (Scott Richter) อดีตนักส่งอีเมล์ขยะ (สแปมเมล์) ชื่อดังจากโคโรลาโด จ่ายเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐแก่ MySpace.com จากโทษฐานสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้หลายพันคน</p>
<p style="text-align: justify;">ข่าวระบุว่า MySpace ฟ้อง Scott Richter ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2007 โดยอ้างถึงความเสียหายช่วงเดือนสิงหาคมปี 2006 ว่าผู้ใช้ MySpace จำนวนมากได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากอีเมล์ซึ่งมีเนื้อหาโฆษณาเว็บ Consumerpromotionscenter.com ลักษณะการส่งเป็นการล่อลวงชัดเจน โดย Scott Richter ดำเนินการส่งสแปมเมลในรูปบริษัทนาม Media Breakaway ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเคยส่งอีเมลขยะมากกว่า 100 ล้านฉบับต่อวัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-174"></span></p>
<p style="text-align: justify;">ก่อนหน้านี้ บริษัท Optinrealbig.com บริษัทแรกของ Scott Richter ถูกตัดสินให้จ่ายเงินจำนวน 7 ล้านเหรียญให้กับ Microsoft โดยคดีของ MySpace เป็นคดีแรกที่ Richter ต้องชำระในนาม Media Breakaway</p>
<p style="text-align: justify;">ผมเชื่อว่าทุกคนคงได้รับอีเมล์ในลักษณะที่นายสก็อต ริชเตอร์ ส่งถึงผู้คนทั้งหลายด้วยกันทุกคน แม้ผู้ให้บริการจะพยายามป้องกันโดยใช้โปรแกรมป้องกันอีเมล์ขยะ แต่ก็ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แถมยังกวาดเอาอีเมล์ที่ไม่ใช่ขยะลงถังขยะไปด้วยเสมอๆ จนทำให้เราพลาดการติดต่อสื่อสารสำคัญๆไปได้ โดยเฉพาะกรณีที่อีเมล์ส่งมาถึงเราจากที่อยู่ที่ไม่เคยส่งมาก่อน โปรแกรมเก็บขยะมักเห็นเป็นขยะ แล้วกวาดลงถังไปเรียบร้อย ขณะที่อีเมล์ที่เราถือว่าเป็นอีเมล์ขยะ กลับลอยหน้าลอยตาในกล่องจดหมายก็มีจำนวนไม่น้อย ดังนั้น เราต้องคอยดูทั้งกล่องจดหมายและถังขยะ</p>
<p style="text-align: justify;">การส่งอีเมล์ในลักษณะนี้ย่อมเป็นการรบกวนผู้ใช้บริการอีเมล์อย่างมาก บางครั้งอีเมล์ฉบับเดียวเข้ากล่องในเวลาติดๆกันเป็นสิบครั้งก็มี ดังนั้น การลงโทษนายสก็อต ริชเตอร์ ครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการลงดาบให้นักสแปมเมล์ได้เห็นโทษของการก่อกวนชาวบ้าน แม้จะไม่สามารถยับยั้งได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็นับว่าเป็นการป้องปรามได้บ้าง</p>
<p style="text-align: justify;">การส่งสแปมเมล์เป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีการที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งหากคิดกันจริงๆแล้วความเสียหายยังน้อยกว่าอีกหลายวิธีการที่พวกผู้ไม่หวังดีต่อคนอื่นได้ก่อกวนทำลายในโลกไซเบอร์ สร้างความเสียหายน้อยใหญ่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็นการ “ก่อการร้าย” ในโลกไซเบอร์ไปพลางๆก่อน</p>
<p style="text-align: justify;">การก่อการร้ายในโลกไซเบอร์มีความรุนแรงหลายระดับ เริ่มตั้งแต่การสร้างความรำคาญ ไปสู่การสร้างความเดือดร้อน ไปถึงสร้างความเสียหายแก่บุคคล องค์กร ต่างๆ ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งกับฐานข้อมูลและทรัพย์สิน นับว่าการก่อการร้ายในโลกไซเบอร์นี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเช่นกัน</p>
<p style="text-align: justify;">ระดับการสร้างความรำคาญ ก็ได้แก่ การส่งสแปมเมล์ไปยังผู้ใช้บริการอีเมล์ ดังเช่นที่นายสก็อต ริชเตอร์ ได้กระทำไปแล้ว ทำให้ผู้ใช้เกิดความรำคาญ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องขึ้นมาได้ เช่น อีเมล์ขยะที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก อาจเบียดเอาจดหมายสำคัญจนทำให้เกิดหลงหูหลงตาไป นำไปสู่ความผิดพลาดในการรับข้อมูลข่าวสาร จนอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงตามมาได้</p>
<p style="text-align: justify;">ระดับการสร้างความเดือดร้อน ได้แก่ การก่อการร้ายด้วยการปล่อยไวรัสคอมพิวเตอร์ไปสร้างความเสียหายแก่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรือการเจาะฐานข้อมูลของหน่วยงาน องค์กรต่างๆของบรรดาแฮกเกอร์จอมวายร้ายทั้งหลาย จากนั้นก็ทำลายข้อมูลหรือขโมยข้อมูลสำคัญไป ตัวอย่างมีให้เห็นเสมอ เช่น เว็บไซต์ของกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ICT) ของไทยก็ถูกแฮคเกอร์มือดีเจาะฐานข้อมูล จนเป็นข่าวดังเมื่อประมาณปี 2550 ที่ผ่านมา จนบัดนี้ก็ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ระดับสร้างความเสียหายทั้งด้านฐานข้อมูลและทรัพย์สิน โดยจะเห็นได้อยู่เสมอๆว่า องค์กรต่างๆทั้งเอกชนและรัฐบาล องค์กรการกุศล องค์กรธุรกิจ และบุคคลธรรมดา ถูกบรรดาแฮกเกอร์ผู้ไม่หวังดีเจาะฐานข้อมูลในเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะออนไลน์ แล้วนำเอาข้อมูลสำคัญทางด้านการเงิน หรือข้อมูลที่เป็นความลับไปแสวงหาประโยชน์ เช่น มีคนขโมยรหัสบัตรเติมเงินของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้หรือไปขาย หรือคนธรรมดาถูกล้วงรหัสข้อมูลทางการเงิน เช่น รหัสบัตรเครดิต นำไปใช้จนสร้างความเสียบหายแก่เจ้าของบัตร เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify;">นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ ที่เกิดจาการกระทำของคนที่มีความรู้ความสามารถแต่นำไปใช้ในทางที่ผิด และขณะนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือใยการป้องกันการก่อการร้ายดังกล่าวได้อย่างแท้จริง หรือหากพูดอย่างยอมรับความจริงแล้วก็ต้องบอกว่า ไม่มีเครื่องมือใดที่จะแก้ไขป้องกันได้เลย เช่นเดียวกับการก่อการร้าย หรือการสร้างความเสียหายในโลกความเป็นจริง ที่ไม่มีใครสามารถป้องกันหรือแก้ไขได้ การก่อการร้ายในระดับต่างๆจึงเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ สร้างความเดือดร้อน รำคาญและความเสียหายอยู่ไม่เว้นวัน</p>
<p style="text-align: justify;">ทางที่ป้องกันได้ก็คือ ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตอย่างเราๆท่านๆที่เป็นประชากรธรรมดาทั้งในโลกไซเบอร์และในโลกของความเป็นจริง จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเอง ด้วยป้องกันตนเองอย่างถึงที่สุด โดยมีวิธีการมากมายหลายหลาก ขอให้เลือกมาใช้ให้เหมาะสม</p>
<p style="text-align: justify;">การป้องกันที่ได้ผลที่สุดก็คือ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ รู้จักโทษของมัน ที่สำคัญ ซึ่งผมได้เสนอผ่านเว็บไซต์นี้ครั้งหนึ่งแล้ว [<a href="http://www.kosoltalk.com/archives/169">ดูที่นี่</a>]ว่า ต้องเตรียมคนให้พร้อมตั้งแต่ในโรงเรียน เพื่อให้เขารู้เท่าทันเทคโนโลยี และรู้จักใช้ให้ถูกวิธี ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งในทางส่งเสริมปัญญาและป้องกันปัญหา แม้ไม่ทั้งหมดแต่ก็จะลดทอนความเสียหายลงได้ไม่น้อย.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kosoltalk.com/archives/174/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีปลุกปลอบใจแบบโง่ๆแต่ได้ผล</title>
		<link>http://www.kosoltalk.com/archives/173</link>
		<comments>http://www.kosoltalk.com/archives/173#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jun 2008 16:22:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โกศล อนุสิม</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[แพ้ก่อนจึงชนะ]]></category>

		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>

		<category><![CDATA[โรงเรียนชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[การสร้างกำลังใจ]]></category>

		<category><![CDATA[การแก้จิตตก]]></category>

		<category><![CDATA[พลังใจ]]></category>

		<category><![CDATA[วิธีชนะอุปสรรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kosoltalk.com/?p=173</guid>
		<description><![CDATA[

 
ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ  หรือโดยเหตุอันไม่สมควร  จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ  นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ  ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย
 เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้  หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ  เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ  วิ่งกระตุกๆ  นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์  จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว
 คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย  พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น  ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง

 ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง  เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง  หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น  เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ
 อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน  เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่  จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน  ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ  ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน  แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี
สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน  ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน  โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง  อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน
 และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 เหลือเกิน  มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่คงเสียวสันหลังวาบๆ  ยกเว้นพวกที่รวยหรือกำลังรวยด้วย Amazon บ้าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft" style="float: left; margin: 10px 20px; border: 0px;" src="http://farm1.static.flickr.com/78/200983454_6de1338ddd.jpg" alt="ภาพจาก flickr.com" width="276" height="355" /></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center;" align="center"><span style="font-size: small;"><strong></strong><strong></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ทุกคนคงเคยนะครับ ที่อยู่ๆกำลังใจของเราหล่นหายโดยไม่ทราบสาเหตุ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือโดยเหตุอันไม่สมควร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จนทำให้ตกระกำลำบากทางใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นำไปสู่ความทรุดโทรมทั้งความคิด ความอ่าน การประกอบกิจการต่างๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในที่สุดก็ กลายเป็นของชำรุดไปโดยปริยาย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">เมื่อเป็นของชำรุดแล้วย่อมใช้งานไม่ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หรือใช้ได้ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เหมือนรถที่มีเครื่องยนต์ไม่สมประกอบ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>วิ่งกระตุกๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นำไปใช้ก็รังแต่จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จำเป็นต้องส่งเข้าฟื้นฟูสภาพที่อู่เพียงอย่างเดียว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">คนเราก็ไม่ต่างจากรถยนต์ เมื่อกำลังใจหล่นหาย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พลังในการสร้างสรรค์ก็ย่อมลดลง ยิ่งกำลังใจหล่นหายมากเท่าใด พลังก็ลดลงมากเท่านั้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำให้เกิดทุกข์ยิ่ง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span id="more-173"></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ผมก็พบเจอสภาพดังกล่าวกับตัวเองมาหลายหน มากบ้างน้อยบ้างตามสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เรื่องแบบนี้ใครๆก็เจอได้ครับ แม้โตจนหมาเลียตูดไม่ถึง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หนุ่มสาว ฉกรรจ์ กลางคน หรือ วัยทอง ก็เกิดได้ทั้งสิ้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อด้านมืดของชีวิตเดินทางมาถึง ก็ต้องเจอ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">อย่างเช่นบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย ที่เคยรวยเป็นร้อยเป็นพันล้าน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จนหมดเนื้อหมดตัว หรือเป็นหนี้สินเพิ่มพูนขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็ย่อมจะกำลังใจวูบหายบ้างล่ะ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะซ่อมแซมกำลังใจได้ไวกว่ากัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ก็มีหลายรายที่กำลังใจซ่อมไม่ได้ ฆ่าตัวตายทั้งครอบครัวก็มี</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">สำหรับพวกเราเหล่าคนรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นมนุษย์เงินเดือน <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ความเสี่ยงที่จะสูญอาชีพการงานไปก็มีมากเหมือนกัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจสาละวันเตี้ยลง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อย่างเช่น ในวิกฤตการณ์ปี 2540 ผมกับผองเพื่อนก็พบเจอความย่อยยับของเศรษฐกิจไทย จนต้องสูญงานไปแบบตั้งตัวไม่ทัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">และในปี 2551 แนวโน้มก็คล้ายๆปี 2540 เหลือเกิน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่คงเสียวสันหลังวาบๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยกเว้นพวกที่รวยหรือกำลังรวยด้วย </span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">Amazon <span lang="TH">บ้าง </span>Google Adsense <span lang="TH">บ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็คงไม่ค่อยเสียวเท่าไร</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">ผมมีวิธีปลุกปลอบใจให้ยืนหยัดฝ่าฟันวิกฤตมาเสนอ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เป็นวิธีการที่ได้ผลมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ยืนยันด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเองครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โดยเฉพาะความทุกข์ยากอันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำให้กำลังใจหล่นหาย จิตใจเหมือนถูกละลายอ่อนยวบยาบ ก็ลองนำไปใช้ดู</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">1. <span lang="TH">คิดถึงคนที่รักที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนเดียวหรือหลายๆคนก็ไม่ผิดกติกา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพราะคนที่เรารักเป็นกำลังใจให้เราได้ดีที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตัวผมนั้น เมื่อจิตตกทีไร คนที่ผมคิดถึงเป็นลำดับแรกคือ พ่อกับแม่ครับ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผมคิดถึงและอธิษฐานขอบารมีความรักจากพ่อแม่ ให้คุ้มครองลูก เป็นกำลังใจแก่ลูกด้วยเถิด<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>เชื่อเถอะครับ ไม่มีพลังใดจะเท่าพลังความรักของพ่อแม่ที่มีแก่ลูก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เพียงแค่เราคิดถึงความรักที่พ่อแม่มีให้เรา กำลังใจก็มาแล้ว ทำให้เราคิดต่อไปว่า กว่าพ่อแม่เลี้ยงเราโตท่านต้องลำบากขนาดไหน แล้วเราก็เป็นอภิชาติบุตร ทำสิ่งดีๆเป็นเกียรติเป็นศรีแก่พ่อแม่ เราต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จากนั้นก็คิดถึงลูกเมีย ที่ต้องการให้เราอยู่ด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราต่างต้องการกันและกัน ฉะนั้นต้องเข้มแข็งเอาไว้&#8230;</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">2. คิดถึงช่วงที่เคยลำบากที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนทุกคนต้องมีช่วงลำบากที่สุดของชีวิตที่ผ่านมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ขนาดตอนนั้นเรายังผ่านมาได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตอนนี้เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ต่อไปข้างหน้าย่อมจะเจออีก อาจหนักกว่านี้ เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เมื่อคิดถึงช่วงที่ลำบากที่สุดที่เคยประสบมา จะทำให้เราได้คิด มีสติปัญญา นึกถึงการแก้ไขปัญหาที่เราเคยทำมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ก็จะทำให้มีความคิดดีๆเกิดขึ้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;">3.<span lang="TH">คิดถึงช่วงที่มีความสุขที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทุกคนย่อมจะมีช่วงที่มีความสุขที่สุดมาแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ชีวิตของเรายังเคยมีความสุขแบบนั้นมาแล้ว อาจหลายครั้งในชีวิต<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ฉะนั้น มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่มีแบบนั้นอีก ถ้าเรามีชีวิตอยู่ต่อไป ผ่านพ้นช่วงแย่ๆนี้ไปแล้ว เราก็จะได้พบช่วงดีๆมีความสุขอีกแน่นอน</span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">4.คิดถึงคนที่เคยลำบากยิ่งกว่าเรา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คนทุกคนต้องเคยได้ยินเรื่องราวแย่ๆของคนอื่นมาแล้วอย่างแน่นอน อาจเป็นเพื่อน คนรู้จัก หรือคนที่มีชื่อเสียง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ที่เขาเคยตกต่ำแล้วลุกขึ้นมาต่อสู้จนได้รับชัยชนะในชีวิต<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราก็ต้องผ่านไปให้ได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดถึงคนอื่นๆที่เคยยากลำบากแล้ว ทำให้เรามีกำลังใจ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma; mso-bidi-font-size: 12.0pt;">5.เลิกคิดทุกอย่าง เพราะคิดแล้วมีแต่ความเครียด บั่นทอนจิตใจ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นไม่ต้องคิด อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>บอกตัวเองว่า คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่คิดเสียดีกว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คิดแล้วอะไรดีขึ้นค่อยคิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตอนนี้ให้ทำตัวเป็นคนโง่ คือไม่มีความคิด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จากนั้นก็หาอะไรที่ชอบที่สุดทำในช่วงนี้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เช่น อยากอ่านหนังสืออะไรก็หามาอ่าน ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ ห้องสมุดสาธารณะ ยืนอ่านในร้านหนังสือ ก็ทำไปเถอะ อยากดุหนัง ฟังเพลง ก็ไปดูไปฟัง อย่าลื