คนรุ่นใหม่ผูกชีวิตกับโนตบุคและอินเตอร์เน็ตจึงหวานคอนักการตลาดออนไลน์
เรื่องนี้ ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็คงพอจะพาดหัวว่า Digital Gen Life : Internet And Notebook
คนรุ่นเก่า เล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ พกสมุดจดและปากกา มาบัดนี้ คนรุ่นใหม่อายุ 16-30 ปี ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต และปกคอมพิวเตอร์โนตบุค ไปไหมาไหนด้วย
ที่นี้ ลองสำรวจตัวเองสิว่า เป็นคนรุ่นไหน รุ่นที่เล่นปริศนาอักษรไขว้หรือรุ่นที่เล่นอินเตอร์เน็ต ถ้าเชื่อเรื่องนี้จงปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับอายุ (ฮาๆ)
เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ข่าวโคมลอยครับ แต่เป็นผลการวิจัยที่บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ร่วมกับสนุกดอทคอม ทำมินิโพลล์สำรวจ “ไลฟ์สไตล์ไทยยุคใหม่ใช้ชีวิตไร้สาย” ผ่านการตอบแบบสอบถาม ในหน้าเวบไซต์ของสนุกดอทคอม (www.sanook.com) จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน
ผลการวิจัยเปิดเผยโดย นางดรรชนีพร พฤกษ์วัฒนานนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของอินเทลแถลงว่า กลุ่มคนที่เข้ามาตอบแบบสอบถามมากที่สุด อยู่ในช่วงวัย 16-30 ปี คนกลุ่มนี้บอกว่าใช้เวลาตั้งแต่วันละ 3 ชม. ถึงมากกว่า 8 ชม.ในการใช้คอมพิวเตอร์ และกว่า 33% ของกลุ่มดังกล่าวจะใช้โน๊ตบุ๊คในการท่องโลกไซเบอร์ เพื่อค้นหาข้อมูล และติดตามข่าวสารที่ตนสนใจ และมากว่า 43% พกพาโน้ตบุ๊คไปด้วยทุกที่ ทุกเวลา ทั้งไปบ้านเพื่อน นั่งทำงานพร้อมจิบกาแฟ นำออกไปใช้ในสถานที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี และ 40% มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ความเร็ว 1 เมกกะบิต
ผลการสำรวจนี้ก็บอกได้ว่า ชีวิตของบรรดา Generation Digital ทั้งหลาย ผูกพันฉันท์มิตรกับอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เป็นอันมาก เช่นเดียวกับคนรุ่นก่อนที่เป็นพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ของคนรุ่นนี้ที่ชอบพกปากกากับสมุดจดเล่มเล็กๆไปไหนมาไหนด้วย เห้นอะไรน่าสนใจก็จด นึกอะไรเด็ดๆออกก้เขียนไว้กันลืม แต่ตอนนี้ทุกอย่างเขียนไว้ในโน้ตบุค จำอะไรไม่ได้ หรือต้องการรู้อะไรก็ค้นหาจากอินเตอร์เน็ต
เมื่อรู้ไสตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่น Gen.D แล้ว ทีนี้ก็หวานคอบรรดาเหล่านักการตลาดออนไลน์เขาละซี เพราะคุณนางดรรชนีพร พฤกษ์วัฒนานนท์ บอกว่า การสำรวจครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดทิศทางการทำตลาดอินเทลในปีหน้า โดยจะหันมามุ่งสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าเป้าหมายหลัก และเป็นกลุ่มใหญ่ของอินเทล ก็ คือ กลุ่มคนที่มีกิจกรรมบนโลกออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นอินเทลเตรียมเพิ่มงบโฆษณาออนไลน์จาก 20% เป็น 30% ปีหน้า ซึ่งถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์เต็มตัวแบบครั้งแรก ซึ่งเป็นนโยบายของอินเทลทั่วโลกด้วย เช่น ในเกาหลี และไต้หวัน ได้หันมาทำโฆษณาออนไลน์ 100% ในอินเดียและจีน ก็มีการทำโฆษณาออนไลน์ผ่านเวบเครือข่ายสังคมแล้ว
เรื่องนี้สำทับโดยนายกษมาช นีรปัทมะ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาด และการขายสนุกดอทคอม บอกว่าปัจจุบันมีแนวโน้มของสินค้า และบริการที่ไม่ใช่ไอที เช่น กลุ่มคอนซูมเมอร์โปรดักส์ เริ่มหันมาลงโฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้น โดย 4 อันดับแรกของการลงโฆษณา ได้แก่ (1)สินค้าไอที เทคโนโลยี และเทเลคอม (2) การศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ (3) รถยนต์แบรนด์ชั้นนำ (4) ธุรกิจท่องเที่ยว และคาดการณ์ว่าตลาดโฆษณาออนไลน์ของปีนี้ น่าจะโตมากสุด 30-40% จากที่เคยตั้งเป้าเมื่อตอนต้นปีว่าจะโต 100% โดยมีผลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ และหลายบริษัทประหยัดงบโฆษณาลง อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวมแล้ว ปัจจุบันโฆษณาออนไลน์ ถือเป็นทางเลือกแรกของการทำการตลาด ส่วนเรื่องสัดส่วนของตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยนั้นยังอยู่ที่1% ของตลาดรวมโฆษณาทั้งหมด ขณะที่ทั่วโลกมีสัดส่วนโฆษณาออนไลน์ราว 8%
จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าโอกาสของการเติบโตของโฆษณาออนไลน์ยังมีอีกมาก เป็นขุมทรัพย์อันมหาศาลของนักล่าสมบัติออนไลน์ ที่จะหาช่องทางในการสร้างรายได้ รวมไปถึงบล็อกเกอร์นักการตลาดทั้งหลายด้วย
เห็นข้อมูลแล้วน่าสนใจไหมครับ โดยเฉพาะการโฆษณา 4 อันดับแรก ใครมีหัวทางด้านไหนน่าจะทำบล็อกเด็ดๆขึ้นมาลุยกันสักอย่าง เผลอๆจะกลายเป็น John Chow the second, ทรงชัย Affiliate Hotel คนที่สอง, ต้น Amazon คนต่อไป
แต่อย่าริเป็น Kosol Talk ไส้แห้ง อีกคนหนึ่งก็แล้วกัน เหอๆ
จบข่าว.
[หากท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ สามารถนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆได้ โดยขอให้ทำลิงค์กลับมายังบทความนี้ แต่ขอความกรุณาอย่านำไปผลิตหรือจำหน่ายไม่ว่ารูปแบบใดๆเลยนะครับ]


GTD Apps ที่นิยมมากที่สุดยังคนเป็นกระดาษและปากกา/ดินสอค่ะ ^_^
http://lifehacker.com/378062/five-best-gtd-applications
ขอบคุณครับหนูไนซ์ที่เอาข้อมูลมาให้ ผมไปดูแล้วล่ะก็คงจริงตามนั้นนะ
จริงๆแล้วผมเชื่อว่า กระดากับปากกาหรือดินสอนี่น่ะต้องอยู่ไปอีกนานโข เครื่องมืออิเลคโทรนิกก้เพียงเกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก ให้สามารถทำใส่งที่กระดาษกับปากกาทำไม่ได้ แต่เมื่อการใช้งานจริงต้องอาศัยประดาษกับปากาอยู่แล้ว
องค์กรต่างๆเก็บข้อมูลทั้งหลายแหล่ไว้ในเวิร์ฟเวอร์ แต่พอส่งจดหมายเวียนก็พิมพ์เป็นกระดาษส่งกัน ทำเอกสารสำคัญก็ใช้กระดาษ ให้คนเดินไปส่ง-ตาม เซ็นชื่อเอกสารก็กระดาษและปากกา
หนังสือพิมพ์-หนังสือเล่ม คนก็ยังถนัดอ่านจากกระดาษ ตัวผมเองอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ต แต่ก็ต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์อีกที ebook ก็ต้องพิมพ์ใส่กระดาษออกมาอ่าน
แม้เฮียตี๊ฟ แห่ง Apple จะผลิต iPod iPhone i สารพัด i ออกมาเพื่อให้สามารถอ่านข้อความยาวๆ ส่งข้อความยาวๆ บันทึกอะไรต่ออะไรได้ หรือเฮียเจ๊ฟแห่ง Amazon จะผลิตเครื่องอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิก หรือ Amazon Kindle ออกมาขายก็ไม่สามารถจะแทนหนังสือกระดาษได้โดยพลัน เฮียแกก็ยังขายหนังสือผ่านเว็บไซต์แกเหมือนเดิม ที่ต่างจากเดิมก็คือเฮียแกรวยขึ้น เพราะคนซื้อทั้งหนังสือกระดาษ ซื้อทั้งเครื่องอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิก แล้วต้องซื้อหนังสืออิเล็คทรอนิกที่ต้องอ่านผ่านเครื่องนั่นอีก รวยหลายต่อ ฮา…