I DARE YOU
นิสัยอย่างหนึ่งของคนก็คือ ไม่ชอบให้ใครดูหมิ่น จะทำอะไรก็ตามถ้ามีคนมาพูดทำนองเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หรือน้ำเสียงไม่เชื่อถือ อาจจะสวนกลับด้วยคำพูด หรือไม่ก็สายตา เผลอๆบางทีถ้าคนถูกว่าเป็นคนเลือดร้อน คนที่มีปากคอยหาเรื่องอาจจะโดนกำปั้นเข้าให้ หรือหนักที่สุดพวกก็ชักปืนออกมายิง
จึงปรากฏข่าวให้เห็นอยู่เสมอว่า มีเหตุตะลุมบอน หรือส่งลูกตะกั่วฝังหัวเพื่อน เพราะถูกอีกฝ่ายพูดหยามใจ
ถ้าเรียกตามสำนวนนิยายกำลังภายในของโกวเล้งก็ทำนองว่า ฆ่าได้ หยามไม่ได้ จึงต้องชักกระบี่ออกมาเสียบกันให้ตายไปข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปเลย
นั่นคือผลพวงที่เลวร้ายที่สุดของการพูดจาเข้าข่ายหมิ่นแคลนกัน อย่างเบาก็อาจจะตอบโต้ไปมาด้วยคำพูด ทะเลาะเบาะแว้งแล้วเลิกรา หรืออย่างดีก็เกิดท้าทายพิสูจน์ความจริงกันขึ้นโดยการกระทำ แบบนี้เป็นเรื่องน่าชม
หลายกรณีมีคนประสบความสำเร็จในกิจการงาน เพราะถูกหมิ่นแคลนเป็นเบื้องแรก แล้วเกิดการท้าทายเป็นลำดับต่อมา ในที่สุดเมื่อลงมือกระทำก็สำเร็จ ฝ่ายที่ถูกดูแคลนแต่แรกกลายเป็นฝ่ายชนะไป โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ
ฉะนั้น การท้าทายจึงมีอยู่สองแบบ คือการท้าทายอันเนื่องมาจากการดูถูกดูแคลนกันจนเกิดเรื่องอย่างที่พูดมาในตอนต้น อีกแบบหนึ่งก็คือการท้าทายกันทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งดีๆ การท้าทายแบบนี้อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ได้ผลประโยชน์ทั้งคนท้าและคนถูกท้า
ผมมีหนังสือที่อ่านประจำอยู่เล่มหนึ่งที่เขียนโดย วิลเลี่ยม เอช. เดนฟอร์ท แปลโดย ปสงค์อาสา ชื่อภาษาอังกฤษคือ I DARE YOU ชื่อภาษาไทยก็แปลตรงตัวว่า ผมท้าคุณ
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการท้าทายให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ เป็นการท้าทายในความหมายของการปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้มากมาย โดยผู้เขียนคือ วิลเลี่ยม เอช. เดนฟอร์ท เล่าเรื่องที่ตัวเขาเองถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นได้ รวมทั้งเรื่องของคนอื่นๆที่ถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อ
ตัว เดนฟอร์ท เองนั้น ตอนเป็นเด็กสุขภาพอ่อนแอ ขี้โรค ผอมกระร่อง อยู่มาวันหนึ่งคุณครูเรียกไปพบ ท้าว่า อย่างเธอนี่หล่อล่ำบึ๊กได้อย่างแน่นอน แข็งแรงปานช้างได้ไม่ยาก ถ้าไม่เชื่อลองออกกำลังกายดูซี ทำให้สม่ำเสมอ อย่างเอาจริงเอาจัง ครูท้าได้เลยว่าเธอจะทิ้งหุ่นไม้เสียบลูกชิ้นได้ในไม่ช้า
ปรากฏว่าเดนฟอร์ทฮึดตามแรงท้าของครู ด้วยต้องการจะพิสูจน์ว่าครูคิดผิดหรือคิดถูกก็ไม่ได้แจ้งไว้ แต่ผลที่ได้ก็คือ เขาหล่อบึ๊กจนสาวกรี๊ดอย่างที่ครูว่าจริงๆ
เดนฟอร์ทยังเล่าเรื่องการท้าทายของผู้จัดการที่มีต่อพนักงานฝ่ายขายที่มาลาออกโดยบอกเหตุผลว่าตนทำงานขายไม่ได้ จึงไม่สมควรอยู่ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำบริษัท แต่แทนที่ผู้จัดการจะรับใบลาออกกลับบอกว่า ออกไปข้างนอกเลยไอ้น้อง ไปเอาใบสั่งซื้อสินค้าที่เยอะที่สุดเท่าที่นายจะทำได้มาให้พี่เสียดีๆ คนอย่างน้องขายไม่ได้แล้วแมวที่ไหนมันจะขายได้วะ เชื่อพี่ ไปหาลูกค้าสิ เขารอเอ็งอยู่นะโว้ย!
พนักงานออกไปตามที่ผู้จัดการบอก แล้วกลับมาพร้อมกับใบสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ ขนาดตัวคนขายที่เพิ่งบอกว่าจะลาออกก็นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะทำได้มหโหฬารขนาดนี้
นี่เรียกว่าการท้าทายแบบสร้างสรรค์ แต่ในทางกลับกันถ้าผู้จัดการบ้องตื้น รับใบลาออกแถมยังพูดไล่หลังสมน้ำหน้าทำนอง กูว่าแล้ว จะไปได้สักกี่น้ำ กูท้าได้เลยว่าอดตายแหงๆ แบบนี้เผลอๆผู้จัดการนั่นแหละจะตาย เพราะแทนที่จะได้ใบลาออก อาจจะได้ลูกปืนแทน
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เสมอๆเวลาทำอะไรที่ต้องการกำลังใจ อ่านแล้วได้ผล ทำให้คึกคักขึ้นมาทันที บางครั้ง เขียนหนังสือจบเป็นเล่มในไม่กี่วัน เพราะอ่านหนังสือเล่มนี้
นักขายทั้งหลายก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อย เขาบันทึกไว้ว่า พวกตัวแทนประกันชีวิตอ่านแล้วออกไปขายรายใหญ่วงเงิน 5,000,000 ดอลล่าร์ รวยเละไปเลย
ไม่ว่าจะเป็นใคร จะทำอะไร อยู่ในฐานะใด ถ้าคิดจะทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ทำสิ่งที่เคยคิดว่าจะทำไม่ได้ ก็ลองใช้วิธีท้าทายนี่ก็ได้ไม่เสียหาย
เรียกว่าเอาใจออกมาวัดกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ว่าขนาดของใจเรานั้นใหญ่แค่ไหน
ที่ผมมาบอกคุณๆไม่ใช่ได้ประโยชน์ทางโฆษณาหรอกครับ แต่เป็นเพราะกฎเขามีไว้ว่า อ่านแล้วต้องบอกต่อ หรือมอบหนังสือเล่มนี้แก่คนอื่น เพื่อว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อๆกันไป เขาถึงกับเขียนขึ้นมาเป็นบทพิเศษเลยว่า ท้าให้แจกจ่ายสิ่งดีๆที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ไปสู่คนอื่นๆ
ก็เขาท้าผม…ผมก็เลยบอกคุณ!


Leave a Reply