เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2)

เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2)คราวที่แล้ว กล่าวถึง 5 แนวโน้มไปแล้ว คราวนี้ มาว่าต่อถึง 5 แนวโน้มที่เหลือที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตครับ

6. อำนาจโลกใหม่ (น่าจะเรียกว่า New World Power) นั่นคือ อำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่เคยเรียกว่าประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนาเมื่อ 20 ปีก่อน  อันหมายถึงประเทศที่อยู่นอกทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ  ในปัจจุบันนี้มีหลายประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญได้แก่ จีน อินเดีย  บราซิล และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ที่ลุกขึ้นยืนตั้งหลักได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ท้าทายมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม อย่างกลุ่ม ยุโรป อเมริกา  ญี่ปุ่น ซึ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ คือ

จีน มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่ง แม้เศรษฐกิจของจีนจะเป็นไปในลักษณะการรับจ้างผลิตสินค้าแต่ก็มีการพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบการเงินการธนาคาร การลงทุนอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก มีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงเริ่มเข้าไปลงทุนในบรรษัทใหญ่ๆของสหรัฐเมริกา  มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเซ้งกิจการขนาดยักษ์ที่มีปัญหา แต่ก็ถูกกีดกันจากทั้งรัฐบาลและองค์กรธุรกิจในสหรัฐ ที่น่าจับตามองก็คือจีนขยายการลงทุนไปยังประเทศในทวีปอาฟริกา ซึ่งจีนกำลังมีบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของดินแดนที่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจังมาก่อน 

อินเดีย กลายเป็นมหาอำนาจทางไอทีรายใหม่ของโลก รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรไอทีและวิทยาศาสตร์ป้อนให้แก่บริษัทต่างๆทั้งยุโรปและอเมริกา กลายเป็นแหล่ง Out Source ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ยังไม่นับการที่ทุนอินเดียรุกคืบเข้าไปครอบครองกิจการในอเมริกาและยุโรปอย่างช้าๆ

บราซิล ประเทศในทวีปอเมริกาใต้แห่งนี้กำลังเป็นที่จับตามองในแง่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรอันสมบูรณ์ โดยเฉพาะการค้นพบบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีปริมาณสำรองเป็นจำนวนมาก และการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจของบราซิลเติบโตแข็งแรง รวมไปถึงการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ บราซิลก็ทำได้ไม่แพ้ชาติอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งเงินทุนจำนวนมากมายมหาศาลที่เกิดจากการขายน้ำมัน ซึ่งถูกนำไปต่อยอดด้วยการลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ  โดยเฉพาะอเมริกานั้น นับเป็นแหล่งลงทุนแหล่งใหญ่ของเศรษฐีน้ำมันจากตะวันออกกลาง อันได้แก่ รัฐบาลและบรรดาชีก เจ้าชาย ผู้นำประเทศ ที่เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการต่างๆทั่วอเมริกาไปแล้ว

ประเทศทั้งหลายเหล่านี้คือมหาอำนาจรายใหม่ของโลกที่กำลังเขย่าเจ้าพ่อรายเก่าๆอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ภายใน 10 ปีข้างหน้าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น  ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไป และจะตามมาด้วยดุลอำนาจทางทหารและการเมืองโลก ก็จะตามมาอย่างช้าๆ  ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าด้านเศรษฐกิจหลายเท่า แต่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เหมือนที่เคยเปลี่ยนจากมหาอำนาจยุโรปมาเป็นอเมริกาเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา

7. อาชีพและสำนักงานออนไลน์ (ขอตั้งชื่อให้ว่า E-Career and E-Office) สืบเนื่องมาจากอินเตอร์เน็ตได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างขนานใหญ่ ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่เรียก E-Commerce มาสู่การเกิดอาชีพอิสระทางอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องสังกัดองค์กรใดๆแต่ก็ทำธุรกรรมกับบุคคลและองค์กรต่างๆทางอินเตอร์เน็ตได้  ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็น E-Career ไปพลางๆก่อน  โดย E-Career นี้นับวันแต่จะขยายตัวขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การทำธุรกิจในลักษณะ Affiliate  กับเว็บไซต์ใหญ่ๆ อาทิ Yahoo, Google, Commission Junction, Amazon เป็นต้น  นำมาสู่การใช้สำนักงานในลักษณะ E-Office ที่ไม่ต้องมีอาคารสำนักงาน พนักงาน หรืออุปกรณ์ใดๆที่สำนักงานพึงมี หากแต่ใช้พียงคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันนี้มีครอบคลุมอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ที่ยึดอาชีพ E-Career ใช้สำนักงาน E-Office ทำงานที่ใดก็ได้ และไม่จำกัดเวลา  นี่คือสิ่งที่จะเกิดและขยายตัวจนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ จะเป็นการพลิกโฉมหน้า “อาชีพ” อิสระให้เข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้งหนึ่ง

8.วิกฤตการณ์พลังงานและอาหาร (ขอเรียกเท่ห์ๆว่า Food and Fuel Crisis) จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานเกิน 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  โดยไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง และน่าจะพุ่งขึ้นไปจนถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว โลกก็จะไม่สามารถรับมือกับราคาน้ำมันได้  จะทำให้เกิดความโกลาหลด้านพลังงานไปอีกระยะหนึ่ง 

ในช่วงเวลาแห่งการโกลาหลนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่จะทำให้เกิดกระแสลมพัดกลับ นั่นคือ จะมีการคิดค้นและพัฒนาพลังงานทางเลือกอย่างจริงจังจนสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ และกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่สามารถเลือกได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะทำให้เกิดการเร่งมือค้นหาแหล่งน้ำมันอย่างขนานใหญ่  โดยเฉพาะในทะเลหลวงอันกว้างใหญ่  ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีการค้นหาและขุดเจาะน้ำมันมีศักยภาพค้นหาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ๆจะเกิดขึ้น เช่น ที่บราซิลเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้  ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานและเหมืองแร่ของบราซิลเคยประกาศว่า น่าจะมีน้ำมันดิบอยู่มากถึง 3 หมื่น 3 พันล้านบาร์เรล  ด้วยปัจจัยทั้งสองประการคือ การพัฒนาพลังงานทางเลือกและค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ จะทำให้ราคาน้ำมันหวนคืนสู่ความสมดุลอีกครั้งหนึ่ง  นั่นคือ ระดับ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ผลกระทบจากความโกลาหลด้านพลังงาน จะนำไปสู่ความโกลาหลด้านอาหารด้วย นั่นคือ พืชที่ใช้เป็นอาหารจะถูกดึงเข้าไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น และเกษตรกรก็จะหันไปปลูกพืชที่ใช้ผลิตพลังงานมากกว่าพืชที่ใช้เป็นอาหาร รวมถึงต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตพืชทั้งหลายเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับผลกระทบเรื่องความแห้งแล้งทำให้การผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารขึ้น กลายเป็นความโกลาหล ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งจะทำให้วิกฤตการณ์โลกร้อนที่เป็น Talk of the World อยู่ในขณะนี้กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยในสมอง  กว่าเรื่องยุ่งๆของข้าวปลาอาหารจะสงบลงได้คงกินระยะเวลาหลายปี

9. บทบาทของสหรัฐอเมริกากับระเบียบโลก (USA and World Order) ปี 2551 จะเป็นปีที่สหรัฐอเมริกาเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แทน จอร์จ บุช ที่หมดวาระลงหลังจากครองตำแหน่งสองสมัย  ขณะนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า  หนึ่งในสามคน คือ จอห์น แม็คเคน  ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคริพับลิกัน กับ บารัค โอบามา และ ฮิลลารี คลินตัน ที่กำลังขับเคี่ยวกันเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต หากใครชนะก็จะได้เป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ จอห์น แม็คเคน  ทั้งสามคนนี้ไม่ว่าใครชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ก็จะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ที่มีประเทศเกิดใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาที่ครองความเป็นเจ้าในการดูแลระเบียบโลก  ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่จะต้องพบกับความจริงว่า ขณะนี้ อำนาจของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เริ่มจากอำนาจทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ผู้กุมชะตากรรมเศรษฐกิจโลกแต่เพียงผู้เดียว วิกฤตการณ์ซับไพรม์ที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอ่อนแอและเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐ  การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งเร้าให้เศรษฐกิจสหรัฐอาจถึงกาลวินาศจนพังราบเหมือนครั้ง The Great Depression เมื่อประมาณ 70-80 ปีก่อน                

ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐไม่ว่าใครก็ตามในสามคนดังกล่าว จะต้องพบกับแรงกดดันมหาศาลทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ให้ทบทวนบทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก  ว่าจะยังทำตัวเป็นเศรษฐีสงครามที่ส่งทหารไปติดหล่มสงครามในต่างแดน หรือจะยอมเสียหน้าด้วยการถอนทหารเพื่อกลับมาเยียวยาเศรษฐกิจของตนให้ดีก่อน  หากเลือกทำประการหลังย่อมทำให้สหรัฐอเมริกาค่อนข้างเสียหน้าอยู่บ้าง  แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความเป็นมหาอำนาจมือหนึ่งลดลงแต่ประการใด เพราะอย่างไรเสีย ดุลอำนาจทางทหารก็ยังตัดสินกันด้วยจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่มีในครอบครอง และเทคโนโลยีทางทหารที่ก้าวหน้ากว่าใครเพื่อน ซึ่งสหรัฐอเมริกามีเพียบพร้อมทั้งสองอย่าง เพียงแต่อาจจะต้องเลิกกร่างลงบ้าง  ด้วยความจำเป็นและจำยอม

เมื่อสหรัฐอเมริกาถอยฉากเข้าไปอยู่ในบ้านตัวเองแล้ว ผู้เล่นรายใหม่ๆก็จะได้โอกาสออกมาวาดลวดลายเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้เข้าสู่โฉมใหม่ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

10. การปรากฏตัวของคนรุ่นดิจิตอล (Generation Digital Appearance น่าจะใช่นะ) จะปรากฏเด่นชัดขึ้น  บทบาทของคนรุ่นนี้จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่การรับผิดชอบงานที่สูงขึ้นในองค์กร จะเริ่มมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนเปลี่ยนแปลง ควบคุมทิศทางการเติบโตขององค์กรแล้ว  และในส่วนของผู้ที่ยึดวิถีทางแห่ง  E-Career and E-Office ก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างมั่นคง และส่งต่อประสบการณ์ ความคิด ความสำเร็จ สู่รุ่นน้องๆต่อไป ผ่านเครือข่าย E-Learning ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งต่อไปจะมีการสร้างกลุ่มก้อนความร่วมมือของคนรุ่น Gen.D ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของปัจเจกชนตามแนวโน้มข้อที่ 1 ในตอนที่แล้ว คนรุ่น Gen.D ที่มีความเป็นปัจเจกชนสูงแต่เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายการสื่อสารสมัยใหม่  จะก่อให้เกิดพลังของปัจเจกชนที่ชัดเจนขึ้น  ซึ่งภายในระยะ 10 ปีต่อจากนี้ไป Generation D รุ่นต้นๆก็จะมีอายุ 35-40 ปี ซึ่งนับว่าเติบโตมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว

นี่คือ 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา ในระยะ 10 ปีข้างหน้านี้  ขอย้ำในที่นี้ว่า นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ที่ประมวลจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น พฤติกรรมโดยรวมของคนเรา ความก้าวหน้าทางด้านต่างๆ รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก  แต่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดก็คือคนนั่นเอง

ผมก็ขอจบเพียงเท่านี้  เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลานๆท่านใด มีความคิดเห็นอย่างไร ก็เชิญถกกันได้โดยเสรีนะครับ.

ผู้เขียนขอคุย

โกศล อนุสิม

ขอขอบคุณที่ทุกท่านมาเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะตั้งใจมาหรือบังเอิญผ่านมาก็ถือว่าเป็นญาติมิตรที่มีน้ำใจมหาศาล เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดีก็ช่วยนำไปเผยแพร่บอกต่อด้วยนะครับ เพื่อประโยชน์ยิ่งๆขึ้น หากมีถ้อยทำใดเป็นการล่วงเกินก็ขออภัยเป็นอย่างสูง หากมีข้อคิดเห็นประการใดที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงการเขียนให้ดีขึ้น ขอได้ชี้แนะโดยพลัน และต่อจากนี้ก็ขอเชิญร่วมสนทนาประสาผองเพื่อนญาติมิตรได้เลยครับ...

เรื่องอื่นๆดีๆที่น่าอ่าน

8 Responses to “ เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2) ”

  1. สวัสดีครับวันนี้ผมมาเยี่ยมครับ อยากจะมาแลก link ครับ พอดีผมนำlink
    ไปติดที่ http://www.taledee.com แล้วครับ

  2. ขอบคุณครับ คุณMa_Lii ติดให้เช่นกันแล้วครับ
    ขอให้มีพลังสร้างสรรค์โดนๆยิ่งขึ้นนะครับ

  3. ขอบคุณครับ Taledee ที่กรุณา
    ผมติดลิงค์ให้เช่นกันครับ
    ขอให้มีพลังสร้างสรรค์เพิ่มยิ่งขึ้นครับ

  4. ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมน่ะครับ

  5. ขอบคุณชายกลางที่แวะมาเยี่ยมเช่นกันครับ

  6. ขอบคุณที่ทีติดลิงค์ แต่ดูแนวโน้มอีก สิบปีข้างหน้า คุณโกศลเป็นเศรษฐีใหม่แน่เลย..

  7. ขอบคุณครับคุณMa_Lii ที่มาเยือนบ้านอีก
    ผมก็วางแผนไว้เช่นนั้นแหละครับ เหอๆ

  8. [...] 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 [...]

Leave a Reply

You can use these XHTML tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <blockquote cite=""> <code> <em> <strong>

eXTReMe Tracker Powered by  MyPagerank.Net