CSR จาก GURU และจดหมายจาก ดร. โสภณ พรโชคชัย

ผมได้รับอีเมล์จากท่านอาจารย์ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CSR ระดับ GURU คนหนึ่งของไทย ท่านได้กรุณาส่งบทความเรื่อง CSR มาให้อ่านด้วย สืบเนื่องมาจากผมได้อ้างอิงถึงท่านในบทความเรื่อง ธรรมะสอนซีเอสอาร์ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา [อ่านฉบับออนไลน์ได้ที่นี่]

บทความที่ท่านอาจารย์ ดร.โสภณ พรโชคชัย แนบมากับจดหมายนั้น มีเนื้อหาดีมากครับ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผุ้อ่านที่ศึกาหรือกำลังดำเนินการกิจกรรม CSR ในองค์กร ผมจึงขออนุญาติยกบทความมาไว้ในที่นี้ พร้อมจดหมายโดยไม่ได้ตัดทอน ทั้งนี้ เพื่อให้ได้บรรยากาศจากท่าน อาจารย์ ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้ส่งจดหมายมา

เชิญอ่านครับ….

เรียน คุณโกศล อนุสิม ที่เคารพ

ผมเห็นเมื่อวานนี้ ท่านเขียนเรื่อง CSR โดยได้ให้ความเมตตากล่าวถึงผมด้วย ผมขอขอบพระคุณครับ ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติครับ

อย่างไรก็ตามการมี CSR ของวิสาหกิจนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ทุกคนก็ทำได้ ไม่ใช่ต้องเป็นกิจการขนาดใหญ่ กิจการขนาดเล็ก SME ก็ทำได้ครับ ผมขอส่งบทความสั้น ๆ มาให้อ่านเล่นครับ

==========================

ทำ CSR ง่ายนิดเดียว

การมี CSR ในวิสาหกิจนั้น ไม่ใช่เฉพาะวิสาหกิจขนาดใหญ่ วิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ หรือวิสาหกิจข้ามชาติ ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม ซึ่งรู้จักกันในนาม SME (Small and Medium Enterprises) ก็ต้องมี CSR และสามารถทำได้ง่ายโดยแสดงให้เห็นว่า การรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย ควรเป็นอย่างไร

ธุรกิจ SME

เราคงเคยได้ยินว่า แม่ค้าขายขนมจีน เอากระดาษทิชชูมาผสมในน้ำยา นัยว่าเพื่อลดต้นทุนให้ขายได้ราคาถูก ช่วยให้ขายได้ดีขึ้น หรือใส่ผงชูรสมากมายเพียงเพื่อให้คนติดใจในรสชาติโดยขาดความรับผิดชอบ หรือนำอาหารที่เสื่อมคุณภาพมาขายจนกระทั่งเด็กนักเรียนกินแล้วอาเจียนกันทั้งโรงเรียน เป็นต้น

ในธุรกิจไม่ว่าระดับ SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ มีคติชั่วร้ายอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ด้านได้-อายอด” กล่าวคือ ทำอะไรก็ได้ที่ขอเพียงให้ได้ผลตอบแทนงดงามในวันนี้โดยไม่รับผิดชอบ การทำธุรกิจเช่นนี้ย่อมไม่ยั่งยืนและยังเสี่ยงกับการถูกสั่งปิด เราจึงควรส่งเสริมธุรกิจให้รับผิดชอบ หาไม่ถือเป็นการละเมิด เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษ

บริษัทมหาชน

ก่อนหน้านี้ การขาด CSR อาจเห็นได้จากการที่เจ้าของเดิมของบริษัทมหาชนเดิม ทิ้งกิจการของตนเองหลังจากเข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ได้แล้ว โกงบริษัทของตนเอง จัดตั้งบริษัทลูกมาให้บริการแก่บริษัทแม่ที่เป็นบริษัทมหาชนโดยไม่ต้องแข่งขันอย่างเท่าเทียม หรือใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเพื่อบำรุงความสุขสบายของผู้บริหาร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต) ต่างมี มาตรการควบคุมบริษัทมหาชนรัดกุมกว่าแต่ก่อน และถือเป็นมาตรฐานที่ดีสำหรับวิสาหกิจอื่น ๆ นอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดความ โปร่งใส เป็นธรรม และปิดโอกาสการทุจริต

นายธนาคาร

เราคงเคยได้ยินว่า ธนาคารหลายแห่งที่เจ๊งไปนั้น เป็นเพราะการปล่อยกู้อย่างขาดความรับผิดชอบให้เครือญาติโดยขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันที่เพียงพอ ธนาคารหลายแห่งขโมยโครงการที่มีแนวคิดการตลาดดี ๆ ไปทำเสียเอง หรือกว่าจะกู้เงินได้ ก็ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ผู้จัดการสาขา และผู้จัดการเขต เป็นต้น

ธนาคารที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็คือการรับผิดชอบต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาฝากเงินหรือที่มากู้เงิน โดยการ “กวาดบ้าน” ตัวเองก่อน ปิดโอกาสที่จะเกิดทุจริต ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ เป็นต้น

ธนาคารหลายแห่งเป็นผู้อุปถัมภ์งานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมาย แต่กลับขูดรีดบีบคั้นแรงงานกับพนักงานอย่างรุนแรงและการปรับเพิ่มเงินเดือนก็ต้องอาศัยการเรียกร้องอย่างเอาเป็นเอาตายของพนักงาน กรณีเช่นนี้เป็นภาพที่ขัดแย้งกันเองอย่างชัดแจ้ง

สื่อมวลชน

เราได้ยินปัญหาของสื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ เช่น การเขียนเชียร์ดารา หรือผู้มีอุปการะคุณที่ลงโฆษณา หรือที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือการใช้ปากกาเป็นอาวุธในการทำร้ายคนอื่น ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มักเป็นข่าวที่ได้จากการแถลงข่าวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเสนอข่าวอาจคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภคน้อยกว่าผู้จ่ายเงินโฆษณาที่ทำให้สื่อมวลชนอยู่ได้ หนังสือพิมพ์จึงอาจเป็นเพียง “กระบอกเสียง” หรือเป็นเพียง “กระดาษเปื้อนหมึก” ไปในบางคราว

สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงไม่ควรเป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจ นายทุนข้ามชาติ หรือนายทุนในประเทศรายใหญ่ ๆ ที่มุ่งการเสนอข่าวเฉพาะบางมุมบางด้านอันถือเป็นการ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” และเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่รับผิดชอบ

เราอาจเคยได้ยินสำนักข่าวใหญ่ข้ามชาติบางราย ทำดีด้วยการอนุญาตให้พนักงานไป “ออกค่าย” ทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสโดยไม่ถือเป็นวันลา นี่ช่างเป็นกิจกรรมที่น่าซึ้งใจจริง ๆ แต่บทบาทหลักสื่อมวลชนก็คือการนำเสนอข่าวที่เที่ยงตรงต่างหาก

นักวิชาการ

คนไทยถือว่านักวิชาการเป็นครูบาอาจารย์ แต่ก็ควรตรวจสอบในด้านความรับผิดชอบเช่นกัน เพราะเราคงเคยได้ยินนักวิชาการประเภทใช้เกรดแลกกับของขวัญราคาแพงหรือความสัมพันธ์ฉันชู้สาว การไต่เต้าโดยมิชอบโดยอาศัยความเป็นนักวิชาการ หรือการโกงเวลานักศึกษาไปรับงานนอก ไปหากิน และหาชื่อเสียงส่วนตัว เป็นต้น

ในต่างประเทศ คนมีอาชีพวิชาการหรือรับราชการ จะเอาเวลาราชการไปทำมาหากินทางอื่นไม่ได้ เคยมีกรณีถูกไล่ออกจากราชการเพราะเอาเวลางานมาเขียนพ็อกเก็ตบุคมาแล้ว อาจารย์หรือนักวิชาการที่ดีต้องปฏิบัติต่อนักศึกษาเสมือนลูกค้าที่มีคุณ จะละเมิดไม่ได้ และไม่ทำตัวเป็นเจ้ากู เจ้าสำนัก เห็นลูกศิษย์เป็นแค่เบี้ย

ฝ่ายจัดซื้อ

ฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายอนุมัติต่าง ๆ มักมีความเสี่ยงที่จะทำลายเกียรติภูมิของวิสาหกิจหรือทำให้วิสาหกิจขาด CSR เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อมักจะรับสินบนจากคู่ค้าที่เสนอวัตถุดิบ สินค้า และบริการแก่วิสาหกิจดังกล่าว ผู้บริหารสูงสุดหรือผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อที่ฉ้อฉล มักอาศัยตำแหน่งหน้าที่เป็นช่องทางโกงกิน จะสังเกตได้ว่า ฝ่ายจัดซื้อที่ ฉ้อโกงมักจะทำตัวทรงอิทธิพลอย่างชัดเจน และมักมีคู่ค้ามา “ติดพัน” ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

วิสาหกิจที่มี CSR ต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี รู้จัก “กวาดบ้าน” ตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดโอกาสการทุจริตและประพฤติ มิชอบ วิสาหกิจที่ดียังควรมีนโยบายและจัดทำคู่มือให้คู่ค้า ลูกค้า และสังคมได้ทราบอย่างโปร่งใสว่า ธุรกิจของตนได้ดำเนินการจัดซื้ออย่างโปร่งใสและเป็นธรรมตามขั้นตอนอย่างไร และควรมีแผนกการรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เป็นอิสระ

นักวิชาชีพ

เราคงเคยได้ยินบริษัทบัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีบางราย ฉ้อฉลด้วยการลงลายมือชื่อตรวจสอบบริษัทนับแสนรายต่อปี บริษัทที่ปรึกษา เช่น ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินบางแห่งไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงผู้ประกอบวิชาชีพเรียกรับเงินจากลูกค้า หรือร่วมกับ ลูกค้าออกรายงานประเมินโกงธนาคาร หรือร่วมมือกับผู้บริหารธนาคารโกงธนาคารที่ตนบริหารอยู่ เป็นต้น ดังนั้น นักวิชาชีพที่ดีต้องไม่ “พาย-เรือให้โจรนั่ง” แต่ควรดำเนินวิชาชีพตามกฎหมาย ไม่ละเมิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

การควบคุมวิชาชีพนั้น รัฐบาลมักเป็นผู้ดำเนินการควบคุมโดยตั้งเป็นสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาวิศวกร และสภาสถาปนิก ในประเทศไทยยังมีวิชาชีพอีกหลายแขนงที่ยังไม่มีสภาวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าในประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา ยังไม่มีระบบควบคุมนักวิชาชีพ เพื่อให้ความไม่มีระบบและขาดการควบคุมนี้ เป็นช่องทางการโกงกินต่าง ๆ โดยใช้นักวิชาชีพเป็นตรายาง (rubber stamp)ต่อไป

ทุกธุรกิจขนาดใดก็ตามที่มุ่งหวังจะยั่งยืน ต้องมี CSR และทำได้โดยไม่ยาก โดยไม่ต้องลูบหน้าปะจมูก

ทั้งหมดนั้นคือข้อเขียนของ GURU ขนานแท้ ผมไม่บังอาจสรุปใดๆเพิ่มเติมได้ ขอเชิญพิจารณานำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่การงาน แก่องค์กร และแก่สังคมกันอย่างเต็มที่ครับ

ผู้เขียนขอคุย

โกศล อนุสิม

ขอขอบคุณที่ทุกท่านมาเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะตั้งใจมาหรือบังเอิญผ่านมาก็ถือว่าเป็นญาติมิตรที่มีน้ำใจมหาศาล เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดีก็ช่วยนำไปเผยแพร่บอกต่อด้วยนะครับ เพื่อประโยชน์ยิ่งๆขึ้น หากมีถ้อยทำใดเป็นการล่วงเกินก็ขออภัยเป็นอย่างสูง หากมีข้อคิดเห็นประการใดที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงการเขียนให้ดีขึ้น ขอได้ชี้แนะโดยพลัน และต่อจากนี้ก็ขอเชิญร่วมสนทนาประสาผองเพื่อนญาติมิตรได้เลยครับ...

เรื่องอื่นๆดีๆที่น่าอ่าน

2 Responses to “ CSR จาก GURU และจดหมายจาก ดร. โสภณ พรโชคชัย ”

  1. CSR ที่แท้จริง อย่าอ้างเพียงลอยๆ

    จากกระแส CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการที่ได้แพร่หลายจนกลายเป็นแฟชั่นกันอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่อ้างว่า ตนเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว โดยอ้างถึงกิจกรรมมากมายที่ดำเนินการให้กับ สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว กิจกรรมที่ทำไปเหล่านั้น กลับเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าและประโยชน์ที่องค์กรดังกล่าวได้รับกลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมที่อ้างถึงส่วนใหญ่นั้น เป็นหน้าที่ เป็นขั้นตอนการดำเนินงานของกิจการเท่านั้น

    กิจกรรมอะไรที่ไม่ถือว่าเป็น CSR

    กิจกรรม ที่องค์กรได้ทำ ตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มาตรฐานอาชีวอนามัย และมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ EIA (Environmental Impact Assessment) SIA (Social Impact Assessment) และ HIA ( Health Impact Assessment) นั้น ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมแต่อย่างใด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่กระทำไม่ได้ หากไม่กระทำ จะมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นๆ และอาจถึงขั้นถูกปิดกิจการไปเลยก็ได้ องค์กรจึงมีความจำเป็นต้องทำตาม โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม เช่นนี้แล้ว จึงถือได้ว่า การกระทำใดๆ ที่ทำตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมากล่าวอ้างได้ ว่านั่นเป็นการแสดงถึงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการนั้น

    ใน ส่วนของภาคธุรกิจเอกชนที่มีการแข่งขันสูง ในยุคปัจจุบัน การปฏิบัติต่อลูกค้า การบริการที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า เป็นการสร้างและรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ ให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าของกิจการซ้ำอีก ไม่หนีไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งอื่น เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ที่นำรายได้มาให้กับกิจการโดยตรง ซึ่งหากบริการไม่ดี ลูกค้าก็จะไม่เข้ามาใช้บริการอีก กิจการก็จะขาดรายได้ไป ดังนั้น การให้บริการที่ดีต่อลูกค้า การบริการหลังการขาย จึงเป็นเรื่องปกติวิสัยของกิจการที่จะต้องทำเพื่อความอยู่รอดและความเจริญ เติบโตของตนเองอยู่แล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม

    สำหรับงานประชาสัมพันธ์ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารองค์กร ก็เป็นหน้าที่ในการดำเนินงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีที่ถูกต้อง ให้เกิดแก่ประชาชนผู้รับข่าวสาร พื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในทางลบ อันจะก่อให้เกิดผลกระทบและเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานต่อไปในอนาคต ดังนั้น กิจกรรมในการประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม ตามความหมายที่แท้จริงแต่ประการใด

    แล้วเราจะแยกได้อย่างไรว่าอะไรคือความรับผิดชอบต่อสังคม

    ใน การจำแนกแยกภารกิจของกิจการที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม กับ การดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการออกจากกันนั้น ดูได้ง่ายๆ โดยเราสามารถตั้งคำถามกับตัวเองในอันดับแรกว่า กิจกรรมนั้น หากไม่ทำแล้ว จะมีผลอะไรในทางลบตามมาต่อกิจการหรือไม่ โดยยึดวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมเป็นสำคัญ กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมที่จำเป็นจะต้องทำ หากไม่ทำจะผิดกฎหมาย หรือไม่ทำแล้วจะทำให้ยอดขายลด ทำให้ลูกค้าหนี ไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการ ตลอดจนกิจกรรมที่ทำเพื่อป้องกันแก้ไขผลกระทบจากการดำเนินงาน กิจกรรมเพื่อป้องกันการต่อต้านคัดค้านจากประชาชนและชุมชน กิจกรรมนั้น ก็เป็นการดำเนินงานตามมาตรฐานของกิจการ ไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องทำ ไม่ใช่จะทำหรือไม่ก็ได้

    แต่หากกิจกรรมใด แม้ว่าไม่ทำ ก็ไม่มีผลต่อกิจการโดยตรง ถ้าไม่ทำก็ไม่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องใดๆ หรือกิจกรรมนั้น ไม่ได้มีเจตนาหรือไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้าง เพื่อการรักษาฐานลูกค้า และเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป ทำให้สังคมดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือชุมชน ประชาชน อยู่ดี มีสุข มากขึ้น โดยไม่คำนึงว่าประชาชนและพื้นที่ ที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้น จะอยู่ในพื้นที่รัศมีความรับผิดชอบหรือไม่ก็ตาม นั่นก็คือ ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ นั่นเอง

    ความรับผิดชอบต่อสังคม จึงไม่ได้หมายถึงแค่เพียงกิจกรรมการดำเนินงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน ชุมชนโดยตรงเท่านั้น แต่รวมไปถึงการดำเนินงานภายในของกิจการ ที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์พลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจน การเอาใจใส่ดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานลูกจ้างของกิจการ อีกด้วย

    แต่ ทั้งนี้ การที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคมได้นั้น องค์กรจะต้องไม่ละเลย เพิกเฉยต่อการดำเนินการตามมาตรฐานในการประกอบการ กล่าวคือ องค์กรจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เสียก่อน เป็นพื้นฐานสำคัญ จึงจะได้ชื่อว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพียงแต่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานอุตสาหกรรม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้เช่นกัน

    ซึ่ง เราอาจจะเปรีบเทียบเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่า มาตรฐานการดำเนินงาน ก็เปรียบได้กับ การจบปริญญาตรี และความรับผิดชอบต่อสังคม เปรียบได้กับปริญญาโท ซึ่งจะต้องผ่านปริญญาตรีเสียก่อน จึงจะเรียนและจบปริญญาโทได้ หากข้ามขั้นตอน ใช้หลักฐานปริญญาตรีปลอม มาสมัครในการเรียนปริญญาโท ก็เท่ากับปริญญาโทนั้น ไม่มีผล หรือเป็นโมฆะ ต้องถูกเพิกถอนไปนั่นเอง

    นอกจากนั้นแล้ว เรายังพบ CSR แบบขำๆ ปรากฎอยู่มากมายในสังคม เช่น การขอรับบริจาคชิ้นส่วนที่เปิดกระป๋องอลูมิเนียมชนิดพิเศษ (EASY OPEN) ซึ่งเป็นส่วนประกอบเพียง 1 % ของบรรจุภัณฑ์มาใช้ทำขาเทียมให้กับผู้พิการ แต่ชิ้นส่วนอื่นๆ อีก 99% กลับทิ้งให้เป็นขยะ ซึ่งจะดีกว่าหรือไม่ ถ้ากิจการจะรับคืนกลับมาทั้งหมด และนำส่วนที่ไม่ได้ใช้นั้น ไปทำลายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้เป็นภาระกับสังคมต่อไป

    บริษัท ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริจาคผ้าห่มกันหนาว 100,000 ผืน ที่มีเครื่องหมายโลโก้เหล้าเบียร์ ติดอยู่บนผ้าห่ม ให้กับชาวเขาในภาคเหนือ เป็นการช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์เหล้าเบียร์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สร้างปัญหาให้กับสังคมมากมาย ทั้งปัญหาครอบครัว อุบัติเหตุ ความยากจน

    หรือ ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจำนวนมาก ที่มีบรรจุภัณฑ์ประเภทหีบห่อ ถ้วย กล่อง และซอง ที่ทำมาจากพลาสติก พยายามสร้างภาพการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ปล่อยให้กล่อง หีบห่อ ซอง ถ้วย ถุงขนม ซึ่งทำจากพลาสติก กลายเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และสร้างภาวะให้โลกร้อนมากยิ่งขึ้น

    รวมถึง บริษัทที่มีกำไรนับหมื่นล้านบาท จากทรัพยากรของประเทศ ใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ 100 ล้านบาทต่อปี แต่จัดสรรงบช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมจริงๆเพียงปีละ 10-20 ล้านบาท จะเรียกได้ว่าบริษัทเหล่านี้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมได้หรือไม่

    ทั้ง นี้ ในด้านนโยบายการดำเนินงาน CSR ของกิจการนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดให้เป็นนโยบายหลักขององค์กร เป็นพันธกิจ มีกลยุทธ์ที่นำไปสู่การทำแผนปฏิบัติการ ด้วยงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ และในท้ายที่สุด คือการ สนับสนุน CSR สู่พนักงานในรูปของจิตอาสา ซึ่งนโยบาย CSR ของกิจการนี้ จะต้องไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุน และ ผลตอบแทนที่กิจการจะได้รับ แต่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด นี้ เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่องค์กรต่างๆ ควรร่วมกันตระหนักว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม นั้น ที่แท้จริงแล้วมีความหมายเช่นไร เพื่อหันกลับมาพิจารณาทบทวนการดำเนินงานขององค์กรเสียใหม่ว่า ต้องการยืนในจุดใดของสังคมกันแน่ และทบทวนว่ากิจกรรมหลายๆ กิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่นี้ เป็น CSR ที่แท้จริงหรือไม่ หยุดอ้าง CSR เพียงลอยๆ เสียที

    ******************************

  2. ขอบคุณครับ “คัดลอกมา” ที่นำข้อมูลมาเพิ่มเติมให้รู้กัน

    ข้อเขียนนี้เป็นข้อเขียนของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ด้วยใช่ไหมครับ

Leave a Reply

You can use these XHTML tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <blockquote cite=""> <code> <em> <strong>

eXTReMe Tracker Powered by  MyPagerank.Net