คุยเฟื่องเรื่องญาติบล็อก

graphic2-13.gif

ผมถือว่าตัวเองเข้าสู่ความเป็นบล็อกเกอร์สมบูรณ์แบบเมื่อเริ่มเขียนบล็อก Kosoltalk.com นับจากโพสต์แรกถึงวันนี้ก็ร่วม 4 เดือนแล้ว  นับว่ายังเป็นบล็อกเกอร์วัยเด็กน้อยอยู่มาก (อิอิ) แต่รู้สึกอบอุ่นใจในโลกของบล็อเกอร์ที่ไม่เงียบเหงาเลย  นับตั้งแต่คอมเมนต์แรกโดยคุณไวพจน์ แห่ง Waipot.com มาเจิมให้ ก็ปรากฏว่ามีมาเยี่ยมกันเป็นอันมาก ทำให้รู้สึกอบอุ่นในและขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

ท่านทั้งหลายที่มาเยือนแบบส่งเสียงก็ดี แบบเงียบๆก็ดี ผมถือว่าท่านคือญาติของผม เห็นญาติบล็อกของ Kosoltalk.com เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ผมก็จะขอคุยกับท่านผ่านหน้านี้

ลำดับแรก ต้องขอพูดถึงนายเดย์แห่ง iDayblog.com ก่อน เพราะหากไม่มีนายเดย์ผมก็คงไม่ได้ใช้ WordPress และก็ไม่ได้มาทำบล็อกนี้เป็นแน่  ด้วยหนังสือ Wordpress บล็อกเกอร์วัยจ๊าบ ของนายเดย์แท้ๆที่ทำให้วัยโก๋แก่อย่างผมรู้เรื่องบล็อกมากขึ้น และตัดสินใจทำตามที่นายเดย์บอกไว้ในหนังสือ จนกลายมาเป็น Kosoltalk.com แห่งนี้ เอกลักษณ์ของนายเดย์อย่างหนึ่งก็คือ มีมุขและคำเด็ดๆถูกใจผมอยู่เสมอ  ที่ผมชอบและเอามาใช้บ่อยๆคำหนึ่งก็คือ รัฐมนตรีฉันดูชา กระทรวงฉันดูชา (ICT แปลงตามเสียงเป็น I see tea) ก็ลองนึกดูว่า กระทรวง ICT ของไทยคล้ายๆชาหรือไม่ (แบบไหนว่า? ก็คิดเอาเอง เหอๆ) ถ้าเห็นผมใช้คำนี้ที่ไหนก็จงนึกถึงหน้านายเดย์ (ผมยังไม่เคยเห็นหน้าเป็นๆของเขาสักที) นับว่านายเดย์เป็นผู้มีอุปการะคุณเรื่องบล็อกเป็นอย่างยิ่ง

Read the rest of this entry »

Blogology and Blog Study ฝันอยากจะเห็นเป็นความจริง

kosolbloglog.bmpผมเฝ้ามองการเกิดขึ้นของสื่อสมัยใหม่ด้วยความหวังในทางที่ดี ทั้งสื่อเกิดใหม่อย่างเช่นสื่ออินเตอร์เน็ตและสื่อดิจิตอล ทั้งที่แตกตัวจากเสื่อกระแสหลักมาเป็นสื่อทางเลือก เช่น เคเบิลทีวีกับทีวีดาวเทียม ที่พัฒนาการมาจากสื่อทีวี  วิทยุชุมชน วิทยุผ่านดาวเทียม วิทยุดิจิตอล (ผ่านทางอินเตอร์เน็ต) สื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น  และผู้คนก็สามารถเข้าถึงข่าวสารได้มากขึ้นเช่นกัน อิทธิพลของสื่อสมัยใหม่ดังกล่าวนับวันแต่จะเพิ่มขึ้น

เมื่อหันมามองอย่างจำเพาะเจาะจงที่สื่ออินเตอร์เน็ต  การเกิดขึ้นของสื่อดังกล่าวทำให้เกิดช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น  โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง  นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สื่อชนิดนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 20 ปีก็ครอบคลุมโลกไว้ทั้งหมด

การแตกแขนงออกมาจากเว็บไซต์ของเว็บบล็อก ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับการแตกแขนงออกจากสื่อกระแสหลักของ เคเบิลทีวี และวิทยุชุมชน นั่นคือ  ข้อจำกัดของเว็บไซต์แบบเดิมที่มีอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญคือ เป็นการสื่อสารทางเดียวและค่าใช้จ่ายสูง  ทำให้มีการคิดค้นเว็บสมัยใหม่ขึ้นมาที่เรียกกันว่า เว็บบล็อก (Weblog) จนกระทั่งเรียกขานกันอย่างลงตัวว่าบล็อก (Blog) ในปัจจุบัน ตามที่พวกเราชาวบล็อก (Blogger) ทั้งหลายทราบกันดีอยู่แล้ว

บล็อกนี่เองที่สร้างปรากฏการณ์ของการสื่อสารในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน นั่นคือ สื่อภาคพลเมือง (Citizen Journal) และนักข่าวพลเมือง (Citizen Reporter) โดยสื่อก็คือบล็อก และนักข่าวก็คือบล็อกเกอร์ นั่นเอง

Read the rest of this entry »

Blog, Blogger ในฐานะ Citizen Journal, Citizen Reporter

finger.jpgปัจจุบันบล็อกไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งบล็อกเดี่ยวๆที่บล็อกเกอร์ทำขึ้นมาโดยใช้ซอฟท์แวร์ของผู้ให้บริการฟรี อาทิ Word Press  หรือเขียนขึ้นมาเอง   และ Free Blog ที่มีอยู่มากมายทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมถึง บล็อกขององค์กรต่างๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปทำบล็อกฟรี ซึ่งจำนวนบล็อกที่แท้จริงนั้น ไม่มีใครได้สำรวจอย่างจริงจัง  แต่ก็น่าจะใกล้เคียงกับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต  เพราะเมื่อรู้จักใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักบล็อก

Blog ได้กลายเป็นคลื่นแห่งการสื่อสารลูกใหม่ของศตวรรษที่ 21  ที่สืบเนื่องมาจากผลของ “คลื่นลูกที่สาม” ใน ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ตามทฤษฎีของ อัลวิน ทอฟเลอร์ ที่แบ่งสังคมมนุษย์ออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงคลื่นลูกที่ 1  ยุคการเกษตร คลื่นลูกที่สอง  ยุคอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่สาม ยุคข้อมูลข่าวสาร ซึ่งการเกิดขึ้นของ Blog นั้นย่อมเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information and Communication Technology-ICT) และ Blog ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ICT ดังกล่าว โดยมีสถานะเป็น ทั้ง Technology และ Information and Communication ด้วย

คลื่นลูกที่สามได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมอย่างรวดเร็วและแบบก้าวกระโดด  โดยเฉพาะเทคโนโลยี ICT ได้สร้างสรรค์เครื่องมือสื่อสารใหม่ๆที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกชนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทุกระดับชั้น เทคโนโลยีเหล่านี้กระจายไปได้ทุกซอกมุมของโลก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ Blog เท่านั้นครับ

Read the rest of this entry »

Blogger อย่างพวกเรามี CSR กับเขาหน่อยเป็นไร

Blogger อย่างพวกเรามี CSR กับเขาหน่อยเป็นไรหลายคนคงได้ยิน ได้ฟัง และบางคนอาจจะได้ลงมือปฏิบัติเรื่อง CSR (Corporate Social Responsibility) ที่นับว่าเป็นเรื่องยอดนิยมขององค์กรทั้งหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรจากผู้บริโภค  ต่างก็มีกิจกรรม CSR กันอย่างเอาจริงเอาจัง นับเป็นการตื่นตัว(และอาจมั่วนิ่ม) พอๆกับเรื่อง ธรรมาภิบาล (Good Governance)

ทั้งเรื่อง CSR และ Good Governance นี้ล้วนแต่พวกฝรั่งเป็นต้นคิด เป็นมาตรฐานของพวกฝรั่ง แล้วเผยแพร่มาสู่สังคมไทย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็เพิ่งเข้ามาไม่กี่ปีนี้เอง  รวมถึงมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ISO ประเภทต่างๆ รวมถึงอะไรอีกร้อยแปดพันเก้า  เกินจะยกมากล่าวในที่นี้ได้หมด

Corporate Social Responsibility นั้นชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกว่าการคืนกำไรแก่สังคม ที่องค์กรธุรกิจทั้งหลายซึ่งได้ดูดเอาทรัพยากรของสังคมไปมากมาย  มีความเจริญเติบโตมั่นคงแล้ว ก็ต้องคืนอะไรแก่สังคมคือผู้บริโภคสินค้าของตน ด้วยวิธีการต่างๆ

คนที่อธิบายเรื่อง CSR ได้ถูกใจผมเป็นอันมากนั้น คือ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จาก เว็บไซต์นิตยสาร Positioning ในส่วน Comment โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย อธิบายว่า การมี CSR นั้น หมายถึง “การเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเหมาะสมโดยไม่ไปเบียดเบียนฝ่ายใด วิสาหกิจที่มี CSR ย่อมไม่ขูดรีดแรงงานลูกจ้าง ไม่ฉ้อโกงลูกค้า ไม่เอาเปรียบคู่ค้า ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำร้ายชุมชนโดยรอบที่ตั้งของวิสาหกิจด้วยการก่อมลพิษ วิสาหกิจที่ขาด CSR ย่อมสะท้อนถึงการขาดซึ่งความโปร่งใส ผู้บริหารในแทบทุกระดับมักหาผลประโยชน์เข้าตัวเองหรือฉ้อโกง   การมี CSR เป็นการทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย (แต่ถ้าใครจะทำให้ดีเกินมาตรฐานกฎหมายหรือจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเพิ่มเติมก็อีกเรื่องหนึ่ง) หรืออีกนัยหนึ่งคือการไม่ทำผิด หมิ่นเหม่หรือหลบเลี่ยงกฎหมายแรงงาน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอาญา ด้วยเหตุนี้การทำ CSR จึงต้องมีกรอบกฎหมายบังคับ”

นั่นย่อมแสดงว่า การที่องค์กรใดจะมี CSR อย่างแท้จริงได้ ต้องประกอบธุรกรรมตามกฎหมาย และทำ CSR เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย  จึงหมายความต่อไปว่า องค์กรใดก็ตามที่ประกอบธุรกิจด้วยความไม่โปร่งใส หลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนกฎหมาย เอาเปรียบผู้อื่น เอาเปรียบสังคม แม้จะทำ CSR ได้เริดหรูเพียงใด ก็ไม่ได้เข้าหลักการ CSR ที่แท้จริงตามความหมายของ ดร.ดร.โสภณ พรโชคชัย (ซึ่งไม่รู้ว่าจะมี CSR ที่แท้จริงในเมืองไทยสักกี่เปอร์เซ็นต์กัน)

เอาล่ะ พักเรื่อง CSR ขององค์กรธุรกิจเขาไว้เท่านั้น ที่นี้มาว่าเรื่อง  CSR ขององค์กร Blogger ของเรา (ว่าเข้าไปนั่น) ดูสิว่า เราจะทำ CSR กันหรือไม่ เพื่อใคร อย่างไร

Read the rest of this entry »

Big Blog : Suthichai yoon - ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก

Suthichaiyoonblogอันที่จริงแล้ว บทความนี้ผมเขียนไว้ใน Media Talk Blog  แต่เห็นว่า เพื่อนพี่น้องทั้งหลายที่เข้ามาเยี่ยมที่นี่ อาจไม่ได้ไปที่โน่น จึงขอยกมาไว้ที่นี่ เป็นการทำซ้ำกับที่โน่น แต่ที่ไหนๆก็อ่านได้เหมือนกันแหละครับ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันนี้ Blog เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง    พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้  เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ  ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที  ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก

เมื่อเป็นเช่นนี้  คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี  ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด  ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร

คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ  และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ สุทธิชัย หยุ่น  คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม 

ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว  คอลัมน์กาแฟดำ ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ  ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม

เพราะเหตุใดรึ…

Read the rest of this entry »

eXTReMe Tracker