ปรากฏการณ์แบกข้าวสารเข้ากรุงเทพฯ เรื่องนี้มีนัยสำคัญ
สงกรานต์ปีนี้มีคนออกจากกรุงเทพฯตอนต้นเทศกาลและกลับเข้ามาตอนท้ายเทศกาลอย่างหนาแน่นเหมือนเช่นทุกปี ในช่วงวันหยุดยาว 5 วันนั้น กรุงเทพฯว่างผู้คนแทบจะเรียกว่าเงียบเหงา เพราะคนจำนวนมากที่อาศัยอยูกรุงเทพฯเป็นคนบ้านนอก เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว ทั้งปีใหม่และสงกรานต์ จึงพากันหลั่งไปไปบ้านนอก เพื่อร่วมกิจกรรมกับครอบครัว
เมื่อผู้คนกลับสู่กรุงเทพฯ ความโกลาหลก็เกิดที่สถานีขนส่งต่างๆ ที่ผู้คนจำนวนมากแออัดยัดเยียดกันออกจากท่ารถมุ่งกลับที่พัก ปีนี้ต่างจากทุกปีเพราะมีคนเป็นจำนวนมากแบกข้าวสารจากบ้านเข้ามกรุงเทพฯด้วย ซึ่งเรื่องนี้เมื่อพิจารณาแล้ว เป็นเรื่องที่มีนัยอันอันสำคัญแฝงอยู่ สมควรที่จะได้ร่วมกันพิจารณาในที่นี้
แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงนัยอันสำคัญที่ว่านั้น ขอกล่าวถึงความเป็นมาแห่งนัยนั้น ที่สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน จนส่งผลให้กรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียวที่มีปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ที่นี่อย่างพร้อมมูล มากกว่าเมืองใดๆในประเทศ
กรุงเทพฯจึงเป็นเมืองโตเดี่ยวเหมือนกับเมืองหลวงของประเทศเอเชียอื่นๆ ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกัน อันได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย จากาตาร์ของอินโดนีเซีย มะนิลาของฟิลิปปินส์ โซลของเกาหลีใต้ ฯลฯ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในยุคเดียวกัน ภายใต้แนวคิดทำประเทศให้ทันสมัย (Modernization) โดยได้รับอิทธิพล การสนับสนุนส่งเสริม ของประเทศตะวันตก อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
แน่นอนว่าการสนับสนุนของชาติตะวันตกในการทำให้เอเชียทันสมัยขึ้น ย่อมเป็นไปเพื่อค้ำยันและสร้างอำนาจอิทธิพลของตน เพื่อคานอำนาจของจีนที่กลายเป็นยักษ์ตื่นหลังสงครามปฏิวัติจบลงด้วยชัยชนะของกองทัพประชาชนที่นำโดยเหมาเจ๋อตุง อีกทั้งจีนยังเป็นพันธมิตรแนบแน่กับสหภาพโซเวียต ประเทศคอมมิวนิสต์รายใหญ่แห่งยุโรป ร่วมกันแผ่อิทธิพลเพื่อครอบงำเอเชีย ด้วยการส่งออกสงครามปลดแอกมายังประเทศในอินโดจีนและหมู่เกาะต่างๆในแปซิฟิก อันได้แก่เวียดนามใต้ ลาว กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งแต่ละประเทศมีพรรคคอมมิวนิสต์ทำสงครามกับรัฐบาล เพื่อปลดปล่อยประเทศตามอุดมการณ์ของตน
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยจึงยึดแบบแผนที่ประเทศตะวันตกวางกรอบไว้ให้ นั่นคือ การส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการทดแทนการนำเข้าสินค้าต่างๆ และก้าวไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนักลุงจากประเทศตะวันตกเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอย่างขนานใหญ่ ผ่านกฎหมายส่งเสริมการลงทุนที่ให้สิทธิต่างๆอย่างแทบจะเรียกได้ว่ายกใส่พานถวาย ทั้งสิทธิทางภาษีรายได้ ภาษีศุลกากร และอื่นๆอีกจิปาถะ โรงงานอุตสาหกรรมจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ดในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) พร้อมอยู่แล้ว คือ ระบบไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอุตสาหกรรม
การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้ประเทศทันสมัยขึ้น ประชาชนมีรายด้ายได้ตัวหัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจคือ GNP และ GDP
ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานขยายตัวออกไปสู่ชนบท ตามแนวคิดในยุคเริ่มแรกของการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นั่นคือ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก เงินดี มีงานทำ” ความทันสมัยที่เริ่มก่อตัวและเติบโตที่กรุงเทพฯ ก็ขยายตัวออกสู่ชนบท
เมื่อโรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑลขยายตัว สิ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการก็คือแรงงาน และแรงงานก็มีอยู่ที่ภาคการเกษตร ดังนั้น แรงงานภาคเกษตรจึงถูกดึงเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรม ยิ่งโรงงานขยายตัวมากขึ้น แรงงานภาคเกษตรก็เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะรายได้มากกว่าและแน่นอนกว่า จึงนำมาสู่การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ “ผู้เฒ่าเฝ้าบ้านและเลี้ยงหลานที่บ้านนอก” โดยเฉพาะในชนบทภาคอีสาน เพราะคนหนุ่มสาวเข้ามาในทำงานในกรุงเทพฯ จนแทบเกลี้ยงหมู่บ้าน ส่งเงินไปให้พ่อแม่จ้างคนมาทำนา
สภาพดังกล่าวได้ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ ที่คนชนบทหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งมีครอบครัวปักหลักเป็นคนกรุงเทพฯ แต่อีกส่วนหนึ่งใช้กรุงเทพฯเป็นที่ทำมาหากิน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆก็หลั่งไหลกลับบ้าน ดังจะเห็นได้จากช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กรุงเทพฯแทบจะเป็นเมืองร้าง และที่ผ่านมาหมาดๆก็คือเทศกาลสงกรานต์
นี่ย่อมเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากเป็นการกระทำของกรุงเทพฯที่ดึงเอาคนชนบทหรือบ้านนอกมาใช้งานอย่างยาวนาน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯหรือโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดึงเอาคนบ้านนอกหรือแรงงานภาคการเกษตรเข้ามาใช้งาน จนคนบ้านนอกจำนวนไม่น้อยกลายเป็นคนกรุงเทพฯ ผลิตลูกหลานให้เป็นพลเมืองของกรุงเทพฯ จำนวนมาก และผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็เชื่อแน่ว่า มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนบ้านนอกที่ถูกกรุงเทพฯดึงเข้ามาด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง และส่วนหนึ่งก็เป็นลูกหลานของคนบ้านนอกที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯเมื่อหลายสิบที่ผ่านมา
แน่นอน เจ้าของบล็อกโกศลทอล์คแห่งนี้ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนบ้านนอกที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ จนมีลูกเป็นคนกรุงเทพฯไปแล้ว!
ภาพของคนบ้านนอกหลั่งไหลกลับบ้านในวันหยุดเทศกาลและหลั่งไหลกลับเข้ากรุงเทพฯเมื่อหมดเทศกาล เป็นหลักฐานอันชัดเจนที่สนับสนุนคำกล่าวที่ว่า คนกรุงเทพฯดึงเอาคนบ้านนอกมาใช้งานจนแทบหมดหมู่บ้าน จะมีภาพเช่นนี้ปรากฏทุกๆปี แต่ปีนี้ (สงกรานต์ 2551) มีบางสิ่งจากบ้านนอกเข้ามาในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น นั่นคือ ข้าวสาร
สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ได้เผยแพร่ภาพคนบ้านนอกกลับเข้ากรุงเทพฯพร้อมแบกกระสอบขนาดเล็กใส่ข้าวสารมาจากบ้าน เพื่อนำมาบริโภคในกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปีแรก ที่เห็นคนจำนวนมากแบกข้าวสารจากบ้านนอกมาด้วย แม้ปกติจะมีเช่นนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่มากถึงขนาดที่เห็นในปีนี้
จากการสอบถามของสื่อมวลชน ถึงเหตุผลที่นำข้าวสารมาจากบ้าน คำตอบก็คือ ปีนี้ราคาข้าวสูงขึ้น หากซื้อข้าวสารกินรายได้อาจจะไม่พอใช้จ่าย การนำข้าวสารมาจากบ้านทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ บางคนถึงขนาดบอกว่า นำข้าวสารมามากพอที่จะกินไปจนถึงช่วงวันหยุดยาวคราวหน้า เพื่อจะได้กลับบ้านไปเอาข้าวสารมากินอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่า กรุงเทพฯไม่เพียงแต่เอาคนบ้านนอกมาใช้งานเท่านั้น แต่ยังเอาข้าวสารบ้านนอกมาอีกด้วย ทำไมกรุงเทพฯจึงโลภมากเช่นนี้
นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องผิดพลาดของอะไรสักอย่าง อาจเป็นระบบการบริหารจัดการของประเทศเรา หรืออาจเป็นความผิดพลาดของผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่มีอำนาจในการดำเนินงานสาธารณะ ที่ไม่สามารถสร้างกลไกการดูแลผู้คนที่ดีได้
นี่เป็นเพียงปรากฏการณ์บางอย่างที่อาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ยังมีส่วนของภูเขาน้ำแข็งจมอยู่ใต้น้ำทำให้มองไม่เห็น นั่นคือปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆที่มีอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไข รอวันเวลาที่จะระเบิดออกมา เหมือนภูเขาน้ำแข็งละลายทำให้น้ำในทะเลเพิ่มขึ้น จนท่วมโลกในวันหนึ่งข้างหน้า เหมือนประเทสไทยที่มีปัญหาหมักหมมอยู่ทุกวันนี้
ดังนั้น หากคิดให้หนักขึ้นก็จะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์แบกข้าวสารเข้ามากินในกรุงเทพฯของคนวันนอกเมื่อสงกรานต์ ปี 2551 ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มีนัยสำคัญของปัญหาซ่อนอยู่ เราทุกคนต้องช่วยกันขบคิดแล้วเผยแพร่ออกไป เพื่อให้สาธารณชนได้รู้ อย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้เกิดสติปัญญาเพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่การดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เห็นหรือยังว่า ปรากฏการณ์คนแบกข้าวสารเข้ากรุงเทพฯนั้น มีนัยสำคัญไม่ธรรมดาจริงๆ.
…
ภาพประกอบ จาก Bangkokbiznews.com


Leave a Reply