คนเคยหนุ่ม(3) : ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ
Posted by โกศล อนุสิม on
May 28, 2008

วิทยากร เชียงกูล เขียนบทกวีอันโด่งดังก่อนเกตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ชื่อ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” วิจารณ์ระบบการศึกษาไทย ซึ่งส่งผลต่อความคิดของหนุ่มสาวในยุคนั้น กลายเป็นบทกวีที่ได้รับการพูดถึงจนทุกวันนี้
ผมในวัยเด็กหนุ่ม ก็ได้รับความคิดอิทธิพลจากบทกวีดังกล่าวเช่นกัน ผมจดจำท่อนที่ว่า “ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ” อย่างขึ้นใจ ส่วนเนื้อหาอื่นนั้นก็พอจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง ตามประสาเด็กมัธยมปลายบ้านนอกคนหนึ่ง
ผมจำถ้อยคำ….ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์ฯ…ได้ขึ้นใจเพราะอยากจะมาเห็นด้วยตาตนเองในฐานะนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผม ณ ปี พ.ศ.โน้น 2525-2526 ความอยากดังกล่าวมีโอกาสที่จะเป็นจริงน้อยมาก แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดความเท่าเทียมกันของประชาชนไทย แต่ตามความเป็นจริงก็หาได้เท่าเทียมกันไม่ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่า ย่อมมีโอกาสอะไรดีๆมากกว่าอยู่แล้ว
tags: Thammasat, TU, ดอกหางนกยูง, ธรรมศาสตร์, นักศึกษาใหม่, โกศล อนุสิม
7 Comments
คนเคยหนุ่ม (2): ชีวิตจริงต้นฤดูฝน
Posted by โกศล อนุสิม on
May 13, 2008
ในที่สุดก็มาถึงกรุงเทพฯ นครหลวงของประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่ง ในเช้าวันต้นฤดูฝน!
ผมลงรถไฟที่หัวลำโพง พร้อมกับผู้คนมากมาย มากยิ่งกว่างานวัดที่บ้านเสียอีก ต่างหอบหิ้วข้าวของจากรถไฟเดินกันออกไปสู่ทางของใครของมัน ผมก็เดินสอดส่ายสายตาหาป้ายที่เขียนว่า นักศึกษาโครงการช้างเผือก ธรรมศาสตร์ ซึ่งรุ่นพี่เขาจะมารับที่หัวลำโพงแห่งนี้ ตามจดหมายที่ทางมหาวิทยาลัยแจ้งไป
ผมลืมเรื่องคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากอาการหลับๆตื่นๆบนรถไฟ ในตอนตีห้ากว่าๆ ที่รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะแสงไฟอันสว่างไสวของสนามบินดอนเมือง ที่เคยได้ยินแต่ชื่อ
กลางคืนของกรุงเทพฯ มันเหมือนกลางวันของบ้านนอกจริงๆครับเจ้านาย มันสว่างไสวอย่างนี้นี่เอง เขาจึงเรียกว่ามันเป็นเมืองแห่งแสงสีวิไล
ลูกๆหลานๆที่เกิดมาทีหลัง อาจสงสัย อะไรจะขนาดนั้น แต่นี่คือความจริงครับ เพราะเมื่อ 25 ปีก่อน บ้านนอกยังเป็นบ้านนอก กรุงเทพฯยังเป็นกรุงเทพฯ ไม่ได้มีถนนชั้นดีเชื่อมโยงเป็นตาข่ายเหมือนปัจจุบัน ที่บ้านผมนั้นโทรทัศน์ดูได้ชัดๆแค่ช่องเจ็ดสี เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มี โทรศัพท์มือถือยังเป็นเรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์ แม้โทรศัพท์พื้นฐานที่บ้านผมซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆกลางป่าเขา ชายแดนอุบลใต้สุดติดเขมรกับลาว ก็ยังไม่มีเลย การติดต่อสื่อสารที่เร็วที่สุดก็คือใช้โทรเลข ซึ่งไปรษณีย์ไทยเพิ่งยกเลิกเมื่อ 30 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา
ผมกับเพื่อนๆที่มาในฐานะเดียวกัน คือนักศึกษาเรียนดีจากชนบท รวมตัวกันที่จุดนัดพบหลายสิบชีวิต เราล้วนมาจากแผ่นดินอีสาน จากจังหวัดเดียวกับผมก็มี โดยรุ่นพี่ที่เป็นนักศึกษาเรียนดีรุ่นก่อนเรามาคอยรับจับต้อนน้องๆผู้มาใหม่ขึ้นรถบัสของมหาวิทยาลัยพาเข้าที่พักเป็นลำดับแรก
เพราะโลกหมุนไป จิตวิญญาณของคนจึงหมุนไป
Posted by โกศล อนุสิม on
March 9, 2008
ผมอยากจะเขียนถึงสถาบันการศึกษาที่ผมเคยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีก่อนคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเข้าธรรมศาสตร์เมื่อปี 2526 เด็กมหาวิทยาลัยรุ่นผมนั้นเป็นรุ่นที่แปลกพอสมควร เป็นรุ่นที่เรียนชั้นมัธยมที่เรียกว่า มัธยมศึกษา หรือ ม.ศ.รุ่นสุดท้าย ย้อนไประดับประถามปลายก็เป็นรุ่นที่เรียนประถมปีที่ 7 รุ่นสุดท้ายเหมือนกัน พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เป็นรุ่นที่เป็นรอยต่อระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยม (ในความเข้าใจของผม) กล่าวคือ เป็นช่วงสุดท้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผมได้รับรู้การกลับคืนเมืองของบรรดาผู้เข้าร่วมสงครามปฏิวัติ ได้ทันวาทะ “ผมคือสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พร้อมทั้งอ่านรวมเรื่องสั้น “ฤดูกาล” ด้วยความดื่มด่ำ ขณะเดียวกันรุ่นพี่ที่เข้ามหาวิทยาลัยมาก่อนสองสามปี ก็เอาหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงมาให้อ่าน ส่วนผมเองนั้นก็อ่านซาร์ตบ้าง อ่านการ์มูบ้าง อ่านโกวเล้ง อ่านทอม แคลนซี อ่านอาซิมอฟ อ่านสุชาติ สวัสดิ์ศรีและความเงียบ ขณะเดียวกันหนังสือแนว How to ก็กำลังเติบใหญ่ขยายตัวพร้อมกับเศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขัน คนจำนวนมากกระหายและแสวงหาความร่ำรวยตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผมก็อ่านหนังสือชุดที่แนะนำหนทางรวยของ เดล คาร์เนกี้ อย่างเอาจริงเอาจังเหมือนกัน
แน่นอนครับว่า พวกผม(คือบางส่วนของนักศึกษา ส่วนเล็กๆ) ย่อมจะตั้งคำถามต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งระบบการศึกษาที่เรากำลังศึกษาอยู่ ว่าแท้ที่จริงแล้วมันให้คำตอบอะไรแก่เราหรือไม่ สิ่งที่เราต้องเรียนกับสิ่งที่เราต้องการมันไปกันได้แค่ไหน ถ้าไปกันไม่ได้แล้วเราจะทำยังไง คนหนึ่งก็ว่า ไม่ต้องเรียนมันแล้ว ไปหาเอาจากทางอื่น อีกคนก็ว่า เรียนๆไปเถอะ ให้เสร็จๆไป จะได้ไปหาสิ่งที่เราต้องการจากทางอื่น
ผมจึงรู้สึกว่าเด็กมหาวิทยาลัยรุ่นผมนั้นจับฉ่ายเป็นยิ่งนัก บางครั้งไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ บางคนติดค้างอยู่ในมหาวิทยาลัยหลายปีกว่าจะเรียนจบ หลายคนเลิกเรียนไปเลย หลายคนจบออกมาตามระเบียบพร้อมด้วยความมึนงงในหัวใจ




