คนเคยหนุ่ม (2): ชีวิตจริงต้นฤดูฝน

rasadapisek.jpgในที่สุดก็มาถึงกรุงเทพฯ นครหลวงของประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่ง ในเช้าวันต้นฤดูฝน!

ผมลงรถไฟที่หัวลำโพง  พร้อมกับผู้คนมากมาย  มากยิ่งกว่างานวัดที่บ้านเสียอีก ต่างหอบหิ้วข้าวของจากรถไฟเดินกันออกไปสู่ทางของใครของมัน  ผมก็เดินสอดส่ายสายตาหาป้ายที่เขียนว่า นักศึกษาโครงการช้างเผือก ธรรมศาสตร์ ซึ่งรุ่นพี่เขาจะมารับที่หัวลำโพงแห่งนี้  ตามจดหมายที่ทางมหาวิทยาลัยแจ้งไป

ผมลืมเรื่องคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากอาการหลับๆตื่นๆบนรถไฟ  ในตอนตีห้ากว่าๆ ที่รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพฯ  โดยเฉพาะแสงไฟอันสว่างไสวของสนามบินดอนเมือง ที่เคยได้ยินแต่ชื่อ

กลางคืนของกรุงเทพฯ มันเหมือนกลางวันของบ้านนอกจริงๆครับเจ้านาย  มันสว่างไสวอย่างนี้นี่เอง เขาจึงเรียกว่ามันเป็นเมืองแห่งแสงสีวิไล

ลูกๆหลานๆที่เกิดมาทีหลัง อาจสงสัย อะไรจะขนาดนั้น แต่นี่คือความจริงครับ เพราะเมื่อ 25 ปีก่อน บ้านนอกยังเป็นบ้านนอก กรุงเทพฯยังเป็นกรุงเทพฯ ไม่ได้มีถนนชั้นดีเชื่อมโยงเป็นตาข่ายเหมือนปัจจุบัน  ที่บ้านผมนั้นโทรทัศน์ดูได้ชัดๆแค่ช่องเจ็ดสี    เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มี  โทรศัพท์มือถือยังเป็นเรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์  แม้โทรศัพท์พื้นฐานที่บ้านผมซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆกลางป่าเขา ชายแดนอุบลใต้สุดติดเขมรกับลาว ก็ยังไม่มีเลย  การติดต่อสื่อสารที่เร็วที่สุดก็คือใช้โทรเลข ซึ่งไปรษณีย์ไทยเพิ่งยกเลิกเมื่อ 30 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา

ผมกับเพื่อนๆที่มาในฐานะเดียวกัน คือนักศึกษาเรียนดีจากชนบท รวมตัวกันที่จุดนัดพบหลายสิบชีวิต เราล้วนมาจากแผ่นดินอีสาน  จากจังหวัดเดียวกับผมก็มี   โดยรุ่นพี่ที่เป็นนักศึกษาเรียนดีรุ่นก่อนเรามาคอยรับจับต้อนน้องๆผู้มาใหม่ขึ้นรถบัสของมหาวิทยาลัยพาเข้าที่พักเป็นลำดับแรก

Read the rest of this entry »

eXTReMe Tracker