เจ้าชีวิต
Posted by โกศล อนุสิม on
April 25, 2008

ใครเคยสังเกตบ้างว่า ชีวิตของคนเรานี่แปลกมาก ดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมได้ บังคับให้อยู่ในกำมือของเรา แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว กลับไม่ใช่ เราไม่สามารถควบคุมชีวิตให้อยู่ในกรอบและเกณฑ์ที่เราต้องการได้เสมอไป เรากลับเป็นฝ่ายต้องเดินตามชีวิต มันจะพาไปไหนเราก็ต้องตามต้อยๆ ทุกข์สุขอย่างไรก็แล้วแต่ชีวิตจะเป็น
ในทุกงานที่ผ่านมา พบได้พบเห็นคนเป็นจำนวนมาก ที่ถูกชีวิตบังคับควบคุม ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาเป็นฝ่ายควบคุมชีวิต เป็นเจ้าแห่งชีวิตของตนเอง
อย่างเช่นเรื่องนี้ที่ผมเกี่ยวข้องเมื่อสิบปีกว่าก่อน…
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในยุคสมัยที่ตนรุ่งโรจน์ มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเพียงแค่เค้าโรงเรื่อง ยังไม่ลงมือเขียน สำนักพิมพ์ก็จับจองจ่ายเงินให้แล้ว เกียรติยศและสตางค์หลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย มากเหมือนน้ำหลาก ราวกับจะไม่มีวันหมด ตอนนั้นแหละที่ชีวิตอยู่ในกำมือ จะใช้มันอย่างไรก็ได้
แล้ววันหนึ่งน้ำที่เคยหลากก็แห้งหายไปฉับพลัน เหมือนน้ำป่าบ่ามาแรงก็แห้งไปเร็ว เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
ผ่านยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ไปแล้ว ชีวิตที่เคยเป็นเจ้าของ จะใช้มันอย่างไรก็ได้ กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถจะใช้งานมันได้ ชีวิตกลับมาควบคุมเราไว้ในกำมือ
เขามือตกหรือก็เปล่า ยังเขียนหนังสือดีเช่นเดิม แต่ชีวิตไม่ให้โอกาสเขาอีกแล้ว เหมือนกับมันจะบอกว่า เอ็งพอแล้ว ใช้ข้าตามใจมามากแล้ว ที่นี้ข้าจะใช้เอ็งบ้าง
สุข สูงสว่าง นักฝันผู้ยิ่งใหญ่-The great dreamer of Thai book world
Posted by โกศล อนุสิม on
February 20, 2008
ผมไม่รู้จัก สุข สูงสว่าง เป็นการส่วนตัว แต่คนรุ่นผม ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่า ปีก่อน เติบโตทางปัญญามาได้ โดยมีอิทธิพลของสุข สูงสว่าง อยู่ไม่มากก็น้อย
เด็กหนุ่มที่หัดอ่านหัดเขียนหนังสือเช่นผมเมื่อ 20 กว่า ปีที่แล้ว ย่อมต้องอาศัยนิตยสารโลกหนังสือ ที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ เป็นหนังสือเกี่ยวกับนักเขียนและวงการหนังสือที่ที่ดีที่สุดในช่วงที่ผมกำลังเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย แม้ขณะนั้นผมจะทันแค่ช่วงท้ายๆก่อนที่โลกหนังสือปิดตัวลง แต่โลกหนังสือก็ได้เปิดการรับรู้ของผมอย่างกว้างขวางและทอดยาวไกล
โลกหนังสือนี้แหละ ที่ สุข สูงสว่างเป็นเจ้าของ เป็นสุข สูงสว่าง คนเดียวกันกับที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ดวงกมล ที่พิมพ์หนังสือดีๆส่งเสริมภูมิปัญญา เป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนปัญญาชนที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นเพราะโตไม่ทัน แต่ก็ได้รับประโยชน์อันสูงยิ่งจากผลิตผลของดวงกมล ซึ่งก็คือผลิตผลของสูข สูงสว่าง
สุข สูงสว่าง ชอบดื่มไวน์พอๆกับชอบหนังสือ เมื่อสูข สูงสว่างเปิดศูนย์หนังสือดวงกมลที่ซีคอนสแคว ซึ่งเขาบอกแก่สังคมอย่างภูมิใจว่าเป็นศูนย์รวมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จึงเปิดร้านไวน์คู่กันด้วย แต่ผมดื่มไวน์ไม่เป็น ผมจึงไม่ได้เป็นลูกค้าร้านไวน์ แต่ผมเป็นลูกค้าร้านหนังสือดวงกมลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ผมชอบเข้าไปเดินดูหนังสือที่นั่น ไล่ดูที่ละชั้น ดูปก ดูชื่อคนเขียน ดูเนื้อใน ยืนอ่าน ลูบคลำ ชื่นชม เป็นวันๆก็ยังไม่หมด หนังสือทั้งไทยและต่างประเทศคงมีหลายหมื่นเล่ม มูลค่าคงเป็นร้อยล้านบาท
สุข สูงสว่าง ฝันใหญ่ปานนี้ และทำได้ใหญ่สมดังความฝัน หนังสือของนักเขียนดังๆระดับโลกที่ผมเคยได้ยินแต่ชื่อ พอมีดวงกมลซีคอนสแคว ผมได้เห็นหนังสือเล่มจริง เปิดดูข้างใน อ่านเนื้อหา (จริงๆแล้วอ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ) ทำให้ความคิด จินตนาการบรรเจิด เปิดสัมผัสการรับรู้ใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อสุข สูงสว่าง ฝันที่จะสร้างหมู่บ้านนักเขียนในทำเลที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านที่จะเปิดขายให้นักเขียนเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นที่ปักหลักสร้างสรรค์ผลงาน หากสำเร็จจะเป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาจเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีนักเขียนไปปักหลักทำงานทีเดียวหลายๆคน คิดดูเถิดครับว่า หนังสือดีๆนับสิบนับร้อยเรื่องเขียนขึ้นที่นี่ สถานที่แห่งนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง
Posted by โกศล อนุสิม on
February 19, 2008
คงมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้จักชื่อของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ในฐานะดังกล่าวเขาคือบุคคลสำคัญที่คนทั้ง
ประเทศรู้จัก แต่อีกมุมหนึ่งก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในมุมของตน ทำในสิ่งที่ตนคิด เชื่อ และศรัทธา ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่คนที่เกี่ยวข้องด้วย
ก่อนที่ผมจะกล่าวถึง ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มากกว่านี้ ผมขอท้าวความถึงมูลเหตุที่ผมต้องเขียนถึงท่านผู้นี้สักหน่อย
ในชีวิตของคนๆหนึ่งนั้น ต้องพบเห็นคนเป็นจำนวนมาก คนที่ได้พบเห็นนั้นต่างก็มีความคิด พฤติกรรม แตกต่างกัน มีทั้งคนที่เราชอบและไม่ชอบ มีทั้งคนที่เรานับถือและไม่นับถือ มีทั้งคนที่เราชื่นชมและไม่ชื่นชม มีทั้งที่อยู่ฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงกันข้าม
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต นับแต่ก้าวมาสู่โลกแห่งการงานทำมาหาเลี้ยงชีวิต อันเป็นโลกที่ต้องผจญกับความจริง ผมก็ได้พบเห็นคนหลายประเภท ความคิดและพฤติกรรมของคนที่ได้พบเห็น ทั้งนอกและในสถานที่ทำงาน ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ล้วนแต่ได้ทำให้ได้แง่คิดมุมมองที่เป็นประโยชน์
คนบางจำพวกเป็นคนที่หิวโหยทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเกิดมาไม่เคยได้อิ่ม ถ้ามีโอกาสจะต้องกอบโกยเอาสิ่งต่างๆมาเป็นของตน ฉกได้เป็นฉก ขอได้เป็นขอ แม้แต่ความเห็นอกเห็นใจก็ต้องการจากผู้อื่นเป็นอันมาก ต้องการให้คนรัก คนเอาอกเอาใจ ต้องการความอบอุ่นจากมิตร โดยที่ตัวเองไม่เคยคิดที่จะให้แก่ใครเลย ก็มี
คนบางจำพวกก็ชอบที่จะเอาเปรียบ นิดๆหน่อยๆก็เอา ขอให้รู้สึกว่าตนได้เปรียบคนอื่น คนพวกนี้รู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่ง
คนสองแบบข้างต้น เป็นพวกที่นิยมเบียดเบียนคนอื่น ฉกฉวยเอาสิ่งที่เป็นของคนอื่นมาเป็นของตน
แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกแรก คือไม่ชอบเอาอะไรจากคนอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างแสวงหามาได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น แต่ทว่า คนประเภทนี้นอกจากไม่ยอมเอาอะไรจากคนอื่นแล้ว แม้จากตัวเองก็ไม่อยากจะหยิบฉวยอะไรเลย เช่น บางคนมีทรัพย์มากมาย แต่ไม่ยอมใช้จ่าย เพราะกลัวจะเสียทรัพย์ ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เบียดเบียนตนเองให้เกิดทุกข์
ทั้งคนที่ชอบเบียดเบียนคนอื่นและเบียดเบียนตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นพวกสุดโต่ง มีความสุขบนความทุกข์ ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของตนเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชื่นชมคนทั้งสองแบบข้างต้น และผมเชื่อแน่ว่า คงมีคนเพียงจำนวนน้อยที่ชื่นชมคนสองแบบดังกล่าว
แล้วเราน่าจะชื่นชมคนแบบไหน




