หนังสือคอมพิวเตอร์ 5 เล่มที่อ่านในรอบปี 2550
Posted by โกศล อนุสิม on
March 12, 2008
หนังสือ เป็นสื่อความรู้ที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาได้ สื่ออื่นๆแม้จะดูสะดวก สบาย ก้าวหน้า กว่าหนังสือ แต่เมื่อบวก ลบ คูณ หาร ข้อดี ข้อเสีย เทียบกันแล้ว หนังสือยังเป็นสื่อที่ดีที่สุดอยู่นั่นเอง
หนังสือสามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถาน ทุกกาลเวลา พกพาสะดวก แม้กำลังกิจกรรมอื่นอยู่ก็สามารถอ่านหนังสือไปด้วยได้ ไม่เชื่อก็ลองเอาหนังสือเข้าไปอ่านตอนอึดูสิ (หลายๆคนทำเป็นกิจวัตร) ได้ทั้งความรู้และความรู้สึกสบายไปพร้อมๆกัน ส่วนสื่ออื่นๆนั้นต้องมีข้อด้อยกว่าหนังสือสักอย่างหนึ่งแน่นอน ลองนึกดูดีๆ เช่น มีใครจะอุ้มโน้ตบุ๊คไปอ่านไฟล์ตอนอึบ้าง เหอๆ
ดังนั้น หนังสือจึงเป็นสื่อที่สามารถสร้างฐานความรู้แก่มนุษย์ไปอีกยาวนาน ขอฟันธงฉับๆตรงนี้เลย
คนต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่จำเริญแล้ว ผู้คนอ่านหนังสือปีละหลายๆเล่ม ส่วนประเทศไทยเรานั้น อ่านได้นับเป็นบรรทัด จะจริงเท็จอย่างไรก็เป็นเรื่องที่เขาวิจัยออกมา เห็นวิจัยออกมาเมื่อใดก็นับได้เป็นบรรทัดทุกทีแหละ ก็ว่ากันไป
เมื่อหนังสือเป็นสื่อให้ความรู้ที่ดีที่สุด คนจึงอ่านหนังสือ ทุกคนย่อมต้องอ่านหนังสือเพื่อหาข้อมูล ความรู้ ในสิ่งที่ตนยังไม่รู้และต้องการรู้ ในรอบปีที่ผ่านมา ลองนึกๆดูว่าอ่านหนังสืออะไรบ้าง เอ้า มาลองนึกไปพร้อมๆกัน หรือจะอ่านบทความนี้ก่อนแล้วค่อยนึกก็ได้
ผมขอเลือกหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ เพราะทุกวันนี้เราๆท่านๆผูกพันกับคอมพิวเตอร์กันมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนบางกลุ่มไปแล้ว (ก็พวกเรานี่แหละ ที่กำลังอ่านบล็อกอยู่นี่) ผมขอเลือกมา 5 เล่ม ด้วยว่า 5 เล่มนี้ได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด
หนังสือ 5 เล่มนี้ มีเรื่องอะไรบ้าง ก็เชิญตามมาดู…
กาลเวลาผ่านไป ใจยังระลึกถึงยิปซีแห่งอันดามัน
Posted by โกศล อนุสิม on
March 11, 2008
ใครที่ไปเยือนฝั่งทะเลตะวันตก หากสังเกตอย่างถี่ถ้วนก็จะรู้สึกว่า ทะเลไทยฝั่งอันดามันสวยแบบลึกลับ ถ้าเป็นคนก็สวยแบบเงียบขรึม น่าค้นหา น่าศึกษา น่าทำความรู้จัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดูแล้วไม่เบื่อ ทะเลอันดามันเป็นแบบนี้
ผมได้ไปเยือนทะเลอันดามันเป็นครั้งแรกเมื่อสัก 20 ปีก่อนเพราะเพื่อนชาวใต้ ในสมัยยังมีชื่อเป็นนักศึกษา แต่ตัวนั้นไม่ค่อยได้อยู่ในห้องเรียน ได้แต่ตะลอนไปตามบ้านนอกคอกนา เมืองต่างๆ โดยมีเหตุผลโก้ๆว่าเพื่อเรียนรู้โลกเรียนรู้ชีวิต
คิดได้เช่นนี้แล้วรู้สึกเท่ห์ชะมัด ทั้งยังคิดเอาว่ามีความชอบธรรมที่จะหนีห้องเรียนขึ้นอักโข จะทุกข์ก็ตอนใกล้สอบนั่นแหละ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบข้อสอบอาจารย์ จึงต้องอ่านหนังสือหัวปั่น ยืมสมุดแล็กเชอร์ของเพื่อนให้วุ่นวาย
ทะเลอันดามันสวยงาม ชีวิตของคนพื้นถิ่นก็งดงาม เพื่อนชาวใต้พาผมท่องตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เกาะที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หาดที่ไม่อยู่ในแผนที่ของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความงดงามบริสุทธิ์ ไปนอนค้างอ้างแรมที่หมู่บ้านชาวประมง ฟังเสียงลมทะเลกระซิบกระซาบกับแผ่นดินทั้งวันทั้งคืน
ไม่ต้องเจอคนพลุกพล่าน ไม่รำคาญพวกนักท่องเที่ยวประเภทที่ไปทะเลแล้วเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน ไปป่าก็พรากก้อนกรวดก้อนหินจากป่า ทิ้งขยะไว้เกลื่อน
คราวนั้น ผมนอนชายทะเล เอาหูแนบแผ่นดิน ฟังเสียงโลก อย่างมีความสุข
tags: ชาวเล, แรงบันดาลใจ, โรงเรียนชีวิต
4 Comments
เพราะโลกหมุนไป จิตวิญญาณของคนจึงหมุนไป
Posted by โกศล อนุสิม on
March 9, 2008
ผมอยากจะเขียนถึงสถาบันการศึกษาที่ผมเคยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีก่อนคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเข้าธรรมศาสตร์เมื่อปี 2526 เด็กมหาวิทยาลัยรุ่นผมนั้นเป็นรุ่นที่แปลกพอสมควร เป็นรุ่นที่เรียนชั้นมัธยมที่เรียกว่า มัธยมศึกษา หรือ ม.ศ.รุ่นสุดท้าย ย้อนไประดับประถามปลายก็เป็นรุ่นที่เรียนประถมปีที่ 7 รุ่นสุดท้ายเหมือนกัน พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เป็นรุ่นที่เป็นรอยต่อระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยม (ในความเข้าใจของผม) กล่าวคือ เป็นช่วงสุดท้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผมได้รับรู้การกลับคืนเมืองของบรรดาผู้เข้าร่วมสงครามปฏิวัติ ได้ทันวาทะ “ผมคือสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พร้อมทั้งอ่านรวมเรื่องสั้น “ฤดูกาล” ด้วยความดื่มด่ำ ขณะเดียวกันรุ่นพี่ที่เข้ามหาวิทยาลัยมาก่อนสองสามปี ก็เอาหนังสือสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุงมาให้อ่าน ส่วนผมเองนั้นก็อ่านซาร์ตบ้าง อ่านการ์มูบ้าง อ่านโกวเล้ง อ่านทอม แคลนซี อ่านอาซิมอฟ อ่านสุชาติ สวัสดิ์ศรีและความเงียบ ขณะเดียวกันหนังสือแนว How to ก็กำลังเติบใหญ่ขยายตัวพร้อมกับเศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขัน คนจำนวนมากกระหายและแสวงหาความร่ำรวยตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผมก็อ่านหนังสือชุดที่แนะนำหนทางรวยของ เดล คาร์เนกี้ อย่างเอาจริงเอาจังเหมือนกัน
แน่นอนครับว่า พวกผม(คือบางส่วนของนักศึกษา ส่วนเล็กๆ) ย่อมจะตั้งคำถามต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งระบบการศึกษาที่เรากำลังศึกษาอยู่ ว่าแท้ที่จริงแล้วมันให้คำตอบอะไรแก่เราหรือไม่ สิ่งที่เราต้องเรียนกับสิ่งที่เราต้องการมันไปกันได้แค่ไหน ถ้าไปกันไม่ได้แล้วเราจะทำยังไง คนหนึ่งก็ว่า ไม่ต้องเรียนมันแล้ว ไปหาเอาจากทางอื่น อีกคนก็ว่า เรียนๆไปเถอะ ให้เสร็จๆไป จะได้ไปหาสิ่งที่เราต้องการจากทางอื่น
ผมจึงรู้สึกว่าเด็กมหาวิทยาลัยรุ่นผมนั้นจับฉ่ายเป็นยิ่งนัก บางครั้งไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ บางคนติดค้างอยู่ในมหาวิทยาลัยหลายปีกว่าจะเรียนจบ หลายคนเลิกเรียนไปเลย หลายคนจบออกมาตามระเบียบพร้อมด้วยความมึนงงในหัวใจ
Big Blog : Suthichai yoon - ดูคนใหญ่มาเดินในบล็อก
Posted by โกศล อนุสิม on
March 7, 2008
อันที่จริงแล้ว บทความนี้ผมเขียนไว้ใน Media Talk Blog แต่เห็นว่า เพื่อนพี่น้องทั้งหลายที่เข้ามาเยี่ยมที่นี่ อาจไม่ได้ไปที่โน่น จึงขอยกมาไว้ที่นี่ เป็นการทำซ้ำกับที่โน่น แต่ที่ไหนๆก็อ่านได้เหมือนกันแหละครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันนี้ Blog เป็นทั้งสื่อและเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลัง พลังของบล็อกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้ เช่น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ซึ่งสื่อหลักอื่นๆไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่บล็อกเกอร์นำมาเผยแพร่ผ่านบล็อกได้อย่างฉับพลันทันที ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์การค้าในกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า โลกได้รู้ข่าวครั้งแรกผ่านบล็อก
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทั้งหลายจึงนิยมเขียนบล็อกเผยแพร่ความคิดที่ตนคิดและข้อมูลที่ตนมี ออกสู่สายตาสาธารณชน เป็นสื่อที่สามารถส่งสารได้อย่างไม่จำกัด ทั้งเวลา สถานที่ และชนิดของสาร
คนใหญ่คนโตในทุกแวดวงจึงมีบล็อกของตนเองเพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นๆ และในที่นี้ผมขอคุยถึงบล็อกของ สุทธิชัย หยุ่น คนใหญ่แห่งเครือเนชั่น ซึ่งชื่อนี้คงไม่ต้องแนะนำอะไรเพิ่มเติม
ผมยอมรับว่าเป็นแฟนประจำของ สุทธิชัย หยุ่น มานานแล้ว คอลัมน์กาแฟดำ ของเขานั้นเป็นคอลัมน์แรก หรือไม่เกินลำดับที่สามที่ต้องอ่านเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แม้ว่าหลายๆครั้งผมจะไม่เห็นด้วย หรือเห็นขัดแย้งกับสิ่งที่เขานำเสนอผ่านคอลัมน์นั้น แต่ก็ต้องอ่าน เหมือนดื่มกาแฟแหละครับ ถึงบางครั้งจะไม่อร่อยแต่ก็ต้องดื่ม
เพราะเหตุใดรึ…
Blog Brand and Brand Blog : เล่าเรื่องบทความ “การสร้างแบรนด์ให้บล็อก”
Posted by โกศล อนุสิม on
March 3, 2008
ผมขออนุญาตบอกข่าวเรื่องที่เขียนในบล็อก MediaTalkBlog ซึ่งตั้งใจให้เป็นบล็อกเกี่ยวกับ สื่อ (Media) และการสื่อสาร(Communication) อันเป็นการเขียนถึงสื่อประเภทต่างๆและการสื่อสาร ในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นต่อบทบาทและสถานะของสื่อ รวมถึงปรากฏการณ์ด้านสื่อและการสื่อสารในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นประโยชน์แก่นักเรียนนิเทศศาสตร์และการสื่อสารเป็นเบื้องตน และผู้สนใจทั่วไปเป็นเบื้องปลาย
ที่สำคัญ เพื่อทบทวนความรู้และพัฒนาความคิดของผมในฐานะนักเรียนนิเทศศาสตร์และการสื่อสาร และในขณะเดียวกันก็เป็นผู้สร้างและผู้ใช้สื่อด้วย
เขียนๆไปก็ได้ฟื้นทฤษฎีและความรู้ที่เคยเรียนทั้งในชั้นเรียนปริญญาตรีและปริญญาโทวิชานิเทศศาสตร์ไปด้วย เรียกว่าได้เคาะสนิมที่เกาะในสมองจนเขลอะให้ร่วงออกไปได้บ้างแหละครับ
ผมเพิ่งเขียนบทความชุด “Blog Brand and Brand Blog : การสร้างยี่ห้อให้บล็อก” ซึ่งมีด้วยกัน 3 ตอน โดยเป็นการศึกษาและวิเคราะห์การสร้าง Brand หรือยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้าให้บล็อกของบล็อกเกอร์ 3 คน คือ
How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (2)
Posted by โกศล อนุสิม on
March 3, 2008
นายแบบที่ 1 : นายหัวใจแม่น้ำ
ตอนที่แล้ว ได้เกริ่นถึงเรื่องนายเอาไว้ในเรื่อง How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (1) ทีนี้ ก็จะคุยถึงเรื่องนายแบบแรกที่นึกออก นั่นคือ นายหัวใจแม่น้ำ
ในหมู่ของนักบริหารที่ได้ชื่อว่าเป็นนายหรือเจ้านาย ไม่ว่าจะเรียก CEO, CFO, CAO, MD, ประธาน ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ ทั้งองค์กรใหญ่ระดับโลก หรือเล็กขนาดครอบครัว น่าจะมีผู้ที่สวมวิญญาณเป็นนายแบบที่ตั้งหัวเรื่องไว้ข้างบนอยู่ไม่น้อย นั่นคือนายที่มีหัวใจดั่งแม่น้ำ ทั้งกว้าง ลึก ยาว และคลั่ง
ในชีวิตที่วนเวียนอยู่กับการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ผมพบเจอนายแบบนี้น้อยที่สุด นับได้เพียงแค่สองหรือสามคนเท่านั้น จึงอนุมานเอาเองว่า ในบรรดานายทั้งหลายในโลกนี้นายพันธุ์นี้คงมีน้อย
ก่อนจะพูดถึงนายที่เป็นคน ก็ขอพูดถึงแม่น้ำก่อน แน่นอนล่ะครับว่า เมื่อเอ่ยถึงแม่น้ำแล้วก็ย่อมจะนึกถึงสายน้ำอันชุ่มเย็น ไหลมาจากป่าทึบเขาสูง มาหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มเย็น ที่ไหนมีน้ำที่นั่นย่อมมีชีวิต จะว่าแม่น้ำเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ก็ไม่ผิด
ในความเป็นจริง แม่น้ำไม่ได้ทำอันตรายแก่ใครเลย เว้นเสียแต่ตอนน้ำหลากในหน้าฝน สายน้ำไหลคลั่งรุนแรง ท่วมสองฟากฝั่ง ทำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินได้ แต่นั่นก็นานๆครั้ง ไม่ใช่จะเกิดขึ้นทุกๆหน้าฝน
นายหัวใจแม่น้ำก็แบบนี้แหละครับ
ผมยอมรับว่า ประทับใจนายแบบนี้เป็นพิเศษ เพราะได้เรียนรู้สิ่งดีๆจากนายหัวใจแม่น้ำเยอะมาก ที่ตั้งชื่อว่านายหัวใจแม่น้ำ ก็ด้วยเหตุที่นายเองมีบุคลิกแบบแม่น้ำนั่นแหละครับ คือ มีความกว้าง ความลึก ความยาว และ ไหลคลั่ง ในบ้างครั้ง
ผู้อ่านคงเริ่มสงสัยล่ะสิท่าว่า กว้าง ลึก ยาว คลั่ง นี่มันยังไงกันแน่ คนที่คิดพิศดารก็อาจจะเริ่มรู้สึกตะ หงิดๆแล้วว่า พูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังทะแม่งชอบกล
ตื่นๆๆๆ แล้วตามผมไปหาเจ้านายดีกว่า…




