Generation D Type : รูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่น Digital
Posted by โกศล อนุสิม on
March 19, 2008
ผมได้ความคิดเรื่อง Generation D มาจากการสังเกตการณ์ใช้ชีวิตของคนรุ่นนี้ ซึ่งมีรูปแบบชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นพี่รุ่นพ่ออยู่มาก อันเนื่องมาจากอิทธิพลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารแบบดิจิตอลที่ส่งผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นนี้เป็นอย่างมาก
เทคโนโลยีทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีการพิมพ์ วิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคน การเกิดขึ้นของโทรศัพท์มือถือยุคแรกในระบบอนาล็อกเมื่อ 20 กว่าปีก่อนก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างขนานใหญ่
เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาระบบดิจิตอลได้กำเนิดขึ้นและถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันนี้ ระบบดิจิตอลเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนอย่างกว้างขวาง อุปกรณ์แทบทุกชนิดผลิตขึ้นโดยเทคโนโลยีดิจิตอล
คนที่เติบโตขึ้นมาในยุคดิจิตอลน่าจะอยู่ในช่วงอายุ 30 ปีลงมา คนรุ่นนี้คุ้นเคยกับอุปกรณ์เครื่องใช้สอยที่ประกอบด้วยระบบดิจิตอลที่สะดวกสบาย อำนวยให้ชีวิตเคลื่อนไหวไปด้วยความรวดเร็ว เทคโนโลยีในยุคนี้มีราคาถูกและใช้งานง่าย คนที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีจึงสามารถรับเอาเข้ามาในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อวิธีคิด การดำเนินชีวิตของพวกเขา แม้จะยังไม่ปรากฏเด่นชัด แต่ก็มีเครื่องบ่งชี้หลายๆอย่าง ดังที่ผมเคยเขียนไว้ในตอนแรก [อ่านที่นี่] ที่จะได้ตั้งข้อสังเกต หรือสมมติฐานเพิ่มเติมในบทความนี้
รูปแบบของการใช้ชีวิตของคนรุ่น Generation D (ขอเรียกว่า Generation D Type ไปพลางๆก่อน) ข้อบ่งชี้ส่วนหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ และจะปรากฏผลชัดเจนในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ ประกอบด้วย 3 F 3 I
อันดับแรก ว่าด้วยเรื่อง 3 F ได้แก่
ลูกน้องสมองใส : The Good,The Bad and The Ugly (2)
Posted by โกศล อนุสิม on
March 17, 2008
คราวที่แล้วได้คุยเกริ่นถึงเรื่องลูกน้องแบบต่างๆ ผู้ที่ยังไม่ได้อ่านก็ขอเชิญไปอ่านได้ที่นี่ครับ คราวนี้ก็จะมาบรรยายถึงลูกน้องแต่ละแบบที่ได้เกริ่นไว้ในตอนที่แล้ว
มาเริ่มที่แบบแรกเลย คือ The Good Band : พวกทำดี แบ่งเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย พวกทำดีตลอด พวกทำดีตามลม และพวกทำดีตามหลัง แต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่สามารถทำเทียมหรือเลียนแบบได้ ว่างั้น เพราะได้รับการหล่อหลอมมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ถูกฝังอยู่ใน DNA เลยก็ว่าได้ พฤติกรรมของแต่ละระดับเป็นดังนี้
ระดับที่ 1. พวกทำดีตลอด พฤติกรรมก็ตามชื่อนั่นแหละครับ คือมีความดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว กลุ่มนี้จะเป็นลูกน้องที่มีคุณภาพที่สุด คือไม่ต้องสอนมาก มีความรู้ความสามารถและศักยภาพพร้อมที่จะทำงานได้ ยึดถือความถูกต้อง ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ สรุปว่า สิ่งใดที่ดีตามบรรทัดฐานของสังคม คนกลุ่มนี้เขาจะมีอยู่ในจิตใจ ดังนั้น ถ้ามีลูกน้องแบบนี้มากๆก็สบายใจหายห่วง (แต่จะมีเยอะได้รึขอรับ?)
ระดับที่ 2. พวกทำดีตามลม พื้นฐานทางจิตใจของพวกนี้มีความดีอยู่ แต่ไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่าใดนัก เป็นพวกสำนึกดีแบบมีเล่ห์เหลี่ยม การจะทำความดีนั้นขึ้นอยู่กับทิศทางลม บางครั้งเกิดห่ามขึ้นมาก็ละเว้นความดีไปชั่วคราว พฤติกรรมของพวกนี้ก็คือ จะต่อต้านแบบสันติอหิงสา ไม่โต้แย้ง ไม่เถียง แต่ไม่ทำ เมื่อมีเหตุที่ต้องเอาโทษก็จะรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี มีเหตุผลแก้ต่างได้แบบขุ่นบ้างใสบ้าง จะเทียบแล้วก็เป็นเหมือนโคนันทวิศาล (คนแก่หน่อยที่เคยเรียนคงจะพอจำกันได้ คนยังหนุ่มยังสาวที่ไม่ได้เรียนก็ถามคนแก่ใกล้ตัวดู) จะใช้ทำอะไรก็ต้องมีกลวิธีหน่อย ต้องพูดกันดีๆ ยกย่อง ให้เกียรติ ถ้าถูกใจล่ะก็ถึงไหนถึงกัน เมื่อวัดกันจริงๆประสิทธิภาพจะดีกว่าพวกประเภทแรกเสียด้วยซ้ำ ถ้างานลุยๆก็ต้องใช้กลุ่มนี้ให้ได้
ระดับที่ 3. พวกทำดีตามหลัง เป็นกลุ่มที่สำนึกดีแต่ไม่มีความมั่นใจ พื้นฐานเป็นคนที่มีจิตใจดี ยึดมั่นในความดี ความถูกต้อง แต่ขาดความมั่นใจ กลุ่มนี้จะถูกชักจูงได้ง่าย ส่วนมากแล้วจะเข้ากันได้กับพวกระดับที่ 2 เพราะพวกระดับที่ 2 จะมีลูกล่อลูกชนในการดึงกลุ่มนี้เข้าไปเป็นพวก ถ้าหากจะทำผิดพลาดก็เพราะทำตามพวก ขอให้มีผู้นำเถอะ พวกระดับ 3 จะตามไปทันที แต่ถ้าหากถูกดึงไปในทางที่ไม่ดี เมื่อรู้ตัวแล้ว สำนึกของความเป็นคนดีจะคอยดึงให้กลับมาสู่ร่องรอยที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็น กลุ่มนี้จะเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลที่ถูกชักจูงให้ร่วมกระทำได้
The Generation D 2.0 : ผู้สร้างอนาคต
Posted by โกศล อนุสิม on
March 16, 2008

ก่อนจะพูดถึง Generation D 2.0 ขอพูดถึงคนรุ่นก่อนๆที่มีบทบาทต่อเนื่องกันมา นั่นคือ หากนับรุ่น (Generation) ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่และมีบทบาทสำคัญในปัจจุบันนี้ ประกอบไปด้วย
1.Generation Baby Boom (ขอเรียกว่า Gen.B)ซึ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันส่วนหนึ่งอยู่ในวัยใกล้เกษียณ และจำนวนมากอยู่ในวัยเกษียณ Gen. B ยังคงมีบทบาทในภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ได้แก่ ผู้นำทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของประเทศและของโลก ผู้นำภาคธุรกิจที่ยังมีอำนาจในการกำหนดทิศทางขององค์กร ได้แก่ บรรดาประธานกรรมการ (Chairman) ประธานเจ้าหน้าบริหาร (Chief Executive Officer-CEO) และผู้ที่อยู่ในระนาบเดียวกัน คนรุ่นนี้มีความคิดอนุรักษ์นิยม ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความระมัดระวัง ยึดมั่นในหลักการเป็นอย่างสูง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี่มาก
2.Generation X (Gen.X) ซึ่งเป็นผลผลิตของ Gen.B อยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ เป็นกำลังสำคัญในการบริหารองค์กรในปัจจุบัน มีความคิดต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ เชื่อในเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นมากกว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คน Gen.X มีบทบาทสำคัญในการนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาสู่สังคมโลก
3.Generation Y (Gen.Y) เป็นแรงงานสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม อายุอยู่ในช่วง ปลาย 20-ช่วงปลาย 30 คนรุ่นนี้กำลังเติบโตเพื่อที่ก้าวไปแทนที่ของคน Gen.X คน Gen.Y เติบโตมาพร้อมๆกับเทคโนโลยีการสื่อสาร (IT) สมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่เห็นชัดเจนก็คือ โทรศัพท์มือถือ Analog กับ Web 1.0 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสื่อสารแบบไร้สาย คนรุ่นนี้เติบโตไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลถึงชีวิตของพวกเขา ดังนั้น คนรุ่นนี้จึงนิยมการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด มีความยืดหยุ่นสูงกว่าคนรุ่น Gen.X ใจร้อนและเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ดังนั้น คนรุ่น Gen.Y จึงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรากฐานให้แก่สังคมในปัจจุบัน ซึ่งต่อไปในอีก 10-20 ข้างหน้า พวกเขาก็จะก้าวขึ้นไปรับผิดชอบดูแลสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมา แทน Gen.X
แล้วคน Generation D2.0 (ขอเรียกสั้นๆว่า Gen.D) คือคนพวกไหนกันล่ะ…
ลูกน้องสมองใส : The Good, The Bad and The Ugly (1)
Posted by โกศล อนุสิม on
March 14, 2008
พาดหัวเรื่อง แบบนี้ คนที่เป็นคอหนังเคาบอยคงจำชื่อนี้ได้ เป็นหนังเคาบอยสมัยคุณพ่อยังหนุ่มๆ แสดงโดยลุงคลิ้นต์ อีสต์วูด (Clint Eastwood) สมัยยังหล่อเฟี้ยว (อันที่จริงตอนนี้แกก็ยังหล่อเพรียวลมสมอายุอยู่นา) อีกคนแสดงโดยลุงลี แวน คลีฟ (Lee Van Cleef) ดาวร้ายที่ร้ายกาจจริงๆ คือแสดงความเลวได้แบบสุดๆ (แต่ตัวจริงเป็นอย่างไรไม่ทราบ) อีกคนคือ ลุงเอลลี่ วอลเลค (Eli Wallach) ทั้งสามแสดงเป็นตัวละครเอกในเรื่องที่มีอยู่ด้วยกันสามคน พฤติกรรมก็เป็นดังชื่อเรื่องนั่นแล คือ เป็น The Good, The Bad and The Ugly แปลเป็นไทยก็คงทำนอง โหด เลว ดี หรือ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดนั่นแหละครับ
หนังเรื่องนี้สะท้อนแก่นแท้ของใจคนได้อย่างดีเยี่ยม เป็นเรื่องการชิงเหลี่ยม ชิงไหว ชิงพริบของคนสามคน ที่มีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย แต่ละคนมีพฤติกรรมทั้งดี ทั้งเลว แตกต่างกัน เหมือนที่มีอยู่ทั่วไปในหมู่มนุษย์
ทุกๆคนก็มีดีมีเลวอยู่ในตัวทั้งสิ้น ต่างแต่ว่า คนใดจะพกอะไรไว้มากเป็นพิเศษจนกลายเป็นนิสัยถาวรของตัวเอง คงไม่มีใครจะเป็นอะไรเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ โลกและชีวิตไม่ใช่แท่งสีที่จะมีเฉพาะขาวหรือดำอย่างเดียว
มีขาวมาก ขาวน้อย ดำมาก ดำน้อย ขาวๆดำๆ ดำๆขาวๆ แล้วแต่บุญวาสนาของใครของมัน
แต่เอ๊ะ หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องของลูกน้องยังไง
ผมกำลังจะบอกเดียวนี้แหละครับ
How to be a good Boss : นายแบบไหนที่ว่าดี (3)
Posted by โกศล อนุสิม on
March 14, 2008
นายแบบที่ 2 : นายหัวใจเนียน
นั่งอ่านข่าวเรื่องราวของ ฯพณฯ ทั้งหลายที่กำลังบริหารบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ อ่านแล้วก็ให้รู้สึกหดหู่แกมสลดใจ ขนาดว่าทำตัวทำใจเป็นกลางทางการเมืองแล้วก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า บ้านเราเมืองเราจะไปข้างหน้ายังไงกันนี่ รัฐมนตรีกับนายกฯเดินไปคนละทาง รัฐมนตรีกับข้าราชการพูดกันคนละอย่าง รัฐมนตรีว่าการกับรัฐมนตรีช่วยคุยกันคนละเรื่อง แล้ว ความหวังของบ้านเมืองจะมีไหมนี่
ยังดีที่เห็นข่าวผู้ว่ากรุงเทพฯ นายอภิรักษ์ เกษะโยธิน ที่ถูก คตส. ชี้มูลความผิดเรื่องทุจริตการซื้อรถดับเพลิง ที่มีมาตั้งแต่สมัยผู้ว่าฯชื่อสมัคร สุนทรเวช โดยนายอภิรักษ์ ประกาศยุติบทบาทการเป็นผู้ว่า กทม. ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น เช่นเดียวกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภาที่ประกาศยุติการทำงานในฐานะประธานฯ เมื่อ กกต.ประกาศให้ใบแดงแล้วส่งให้ศาลฎีการพิจารณาตัดสิน นับว่ายังมีคนที่แสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรมอยู่ (ถึงจะถูกกระแนะกระแหนว่าสร้างภาพ) ขอแสดงความชื่นชมทั้งสองท่าน ใน ที่นี้ด้วย
อ้าว เขียนเรื่องนาย แล้วทำไมไปถึงเรื่องการเมือง ถอยๆๆๆ
ข่าวสดๆ ข่าวคาวๆ ข่าวฉาวโฉ่ : ใครเป็นเหยื่อที่แท้จริง
Posted by โกศล อนุสิม on
March 13, 2008
คนทั้งหลายชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะคนดังๆ เช่น ดาราน้อยใหญ่ นักกีฬาชื่อดัง นักการเมือง คนร่ำรวย ผู้นำทางสังคม ฯลฯ ย่อมเป็นอาหารอันโอชะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของคน โดยมีสื่อเป็นตัวกลางในการเสนอข่าวสารข้อมูลทั้งหลายตอบสนองความต้องการของคนอยากรู้ โดยเสาะหาเรื่องราวของคนดังมาเสนอ คนดังจึงคู่กับสื่อมาด้วยเหตุนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวไม่ดี ข่าวที่เป็นไปในทางเสียหาย คนชอบยิ่งนัก จึงปรากฏว่า ข่าวคาว ข่าวฉาวโฉ่ ของคนดังกลายเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเป็นข่าวใหญ่ในทีวีอยู่เสมอๆ
ข่าวนั้นจะจริงหรือไม่จริง คนตกเป็นข่าวต้องรับความเสียหายไปอย่างเต็มๆ คนที่สะใจก็คือผู้รับรับข่าวสาร ได้รู้เรื่องของคนอื่นสนองความต้องการสอดรู้สอดเห็น และที่ได้ผลประโยชน์ก็คือสื่อ ขายข่าวได้ ส่งให้เรตติ้งกระฉูด ยอดขายกระจาย
และจึงปรากฏอยู่เสมอว่า คนดังที่ตกเป็นข่าว ขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องสื่อ เรียกค่าเสียหายและปกป้องชื่อเสียงของตน กว่าคดีจะจบคนก็ไม่สนใจแล้ว เพราะมีเรื่องมันส์ๆอื่นๆเกิดขึ้นมาแทนทุกๆวัน
นั่นคือปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างคนดังกับสื่อ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ แต่หากสังเกตดูดีๆจะเห็นว่า ทุกวันนี้ความขัดแย้งดังกล่าวลดน้อยลง คนดังมีทีท่าเป็นมิตรกับสื่อมากขึ้น เพราะอะไร






