ปภาดา อมรนุรัตน์กุล กับหนังสือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ [ July 3rd, 2008 ] อยู่ในหมวด » Book Talk

ในบรรดาผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์และบล็อกทั้งหลาย คงกระหายที่จะให้เว็บไซต์หรือบล็อกของตนปรากฏอยู่ในหน้าต้นๆของการค้นหาใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google Search เป็นแน่แท้ ยิ่งเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย การทำธุรกิจออนไลน์ Blog Marketing , Make Money online, Affiliate Business หรือกระทั่ง aStore ของคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับ Amazon.com ก็ย่อมปรารถนาปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น

สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง Search Engine ก็ได้เปรียบ แต่สำหรับผู้ไม่รู้และอ่านภาฝรั่งไม่ออก ก็คงต้องปล่อยไปตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีผู้รู้แบ่งปันความรู้ แต่ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ที่มีผู้รู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทำให้เว็บไซต์และบล็อกปรากฎอยู่ในหน้าที่โดดเด่นของ Search Engine ทั้งหลาย นั่นคือหน้าหนึ่งของ Google ,yahoo, live, msn เป็นต้น

หนึ่งในหนังสือดังกล่าวก็คือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ ที่กำลังจะแนะนำนี้

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เปิ้ล” เจ้าของบล็อก Goople-adsense.com ที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการหารายได้ทางอินเตอร์เน็ตด้วย Google Adsense จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ TARADedu.com ราคา 162 บาท พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์ครั้งแรกเดือนเมษายน 2551

  อ่านต่อที่นี่…

Blog and Blogger จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก?

untitled001.jpgปัจจุบันการสื่อสารผ่าน Blog  ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมีความสะดวก สบาย และที่สำคัญมีของฟรีให้เลือกใช้จนตาลาย คนทั้งหลายจึงกระหน่ำเขียนบล็อกกันอย่างสนุกสนาน ทุกเรื่องราวตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ  นับเป็นยุคทองของบล็อกโดยแท้

หากย้อนหลังไปสัก 10 ปีก่อน การที่จะมีตัวตนในโลกออนไลน์ ด้วยการเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นช่างยุ่งยากและต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง ล่วงมาถึงวันนี้ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ก่อให้เกิดเว็บไซต์ยุคใหม่ ที่เรียกกันว่า web2.0 ที่เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้เขียนผู้อ่านสามารถโต้ตอบกันได้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้น  ต่างฝ่ายต่างแสดงตัวตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ

นั่นคือโลกออนไลน์ยุค web2.0 ที่พัฒนาจาก web site มาเป็น weblog หรือ blog ทำให้คนเขียน blog หรือ blogger เป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งนักคิด นักเขียน นักค้นคว้า นักการสื่อสาร นักธุรกิจ โดยประกอบกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ ขอเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็สามารถเป็นได้แล้วบนโลกออนไลน์

คนที่เขียนหนังสือเป็น สามารถเป็นนักเขียน ทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ ความรู้ต่างๆที่สื่อออกมาเป็นตัวหนังสือ  คนที่เป็นนักเขียนอยู่แล้วก็เป็นมาบล็อกเกอร์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ตามบ้านนอกคอกนา ในทุกแห่งที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง

ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีเว็บบล็อกบริการนักเขียนแบบไม่ต้องจ่ายเงิน เช่น เนชั่นบล็อกในเครือเนชั่น มีนักเขียนใหญ่เผยแพร่ผลงานผ่านบล็อกมากมาย ที่คุ้นชื่อดีมีทั้ง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อัศศิริ ธรรมโชติ  ไพวรินทร์ ขาวงาม โชคชัย บัณฑิต เป็นอาทิ

แม้แต่นักเขียนไร้อันดับอย่าง โกศล อนุสิม ก็มีบล็อกกับเขาด้วยเช่นกัน

อ่านต่อที่นี่ …

February 25th, 2008 | 9 คนคุยกัน

คิดเล่นๆ ถ้าหากว่า Microsoft เป็นเพื่อนกับ Google โลกนี้สิเป็นจังได๋

Bill Gates คือ Lord of Wars ตัวจริงรึเปล่า? ข่าวร้อนในวงการ IT ในปีนี้ คงเป็นข่าวเรื่องนายใบเสร็จค่าประตูรั้ว (Bill Gates) เจ้าพ่อความอ่อนโยนแบบจิ๋วๆ (Microsoft)  ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของยาหยอดหู (Yahoo) ซึ่งเป็น  Search engine ยักษ์ใหญ่อันดับสองรองจาก Google ด้วยราคามากกว่า 4 หมื่น4พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็เอา 30 คูณเข้าไป ก็ตก 4หมื่น4พันล้านบาท 30 ครั้งนั่นแหละ

การขอซื้อ Yahoo นั้น Bill Gates ทั้งพูดอ้อมแอ้มและพูดตรงๆว่า เพื่อที่จะแข่งขันกับ Google ได้ถนัดๆ เพราะลำพังตัวแกเองก็มีเครื่องไม้เครื่องมืออันใหญ่โตมโหฬารอยู่ คือบรรดาขุมความรู้ทางด้านซอฟท์แวร์ของ Microsoft เป็นเหมือนเสบียงเลี้ยงกองทัพ bot ของ Yahoo แล้ว การต่อกรกับกองกำลัง Search Engineของ Google ที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ก็คงเป็นการต่อสู้ที่สูสีกันมากขึ้น ว่างั้น

มองอีกมุมหนึ่ง นี่นับว่าเค้าลางของสงครามปรากฏชัดขึ้นแล้วพี่น้อง เจ้าพ่อความอ่อนโยนแบบจิ๋วๆประกาศสงครามอ้อมๆกับอาจารย์กู้แล้วมั้ยล่ะเนี่ย

สงครามโลกครั้งที่สาม เกิดขึ้นใน Cyber Space นี่เอง

เจ้าพ่อความอ่อนโยนแบบจิ๋วๆ แกคงอ่านสามก๊กหลายรอบพอดู จึงได้คิดหาพันธมิตรสร้างความเข้มแข็ง ยังกะเล่าปี่หาซุนกวนเพื่อรบกับโจโฉยังไงยังงั้นแหละ

การซื้อขายเพื่อควบรวมในกรณี Microsoft กับ Yahoo คงลากยาวไปอีกนาน ไม่เหมือนการตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคอย่างแน่นอน ถ้าหากรวมกับได้จริงๆ โฉมหน้าของโลก IT ก็คงเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก  บรรดามดปลวกอย่างพวกเราคงได้รับผลอะไรๆหลายๆอย่างเหมือนกัน

ไม่แน่ ของฟรีๆหลายอย่างอาจหายไปจากโลก IT  บ้างก็ได้  ก็แหม คุณครับ พ่อค้าน่ะ เขาก็ต้องเอากำไรทางใดทางหนึ่งอยู่แล้ว

นั่นเป็นเรื่องของการพยายามรวมกันของ Microsoft กับ Yahoo อีกสักพักคงรู้แหละว่าผลจะออกมาว่า นายใบเสร็จค่าประตูบ้านจะได้ออกใบเสร็จค่ายาหยอดหู (Yahoo) หรือไม่

ในขณะที่รอลุ้นระทึกอยู่นี้ (Gates ลุ้นน่ะไม่ใช่  Ko ลุ้น) ผมก็ลองคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป  คิดใหม่ คิดมุมกลับ คิดแผลงๆ คิดบ๊องๆว่า ถ้าเกิด Yahoo ปฏิเสธแล้ว Bill Gates เกิดมาได้อ่านบทความนี้แล้วทำตามว่า เรานี่จะมัวเป็นศัตรูกับ  Google อยู่ทำไม  แปรศัตรูให้เป็นมิตรไม่ดีกว่ารึ  ชนะโดยไม่ต้องรบ  รวมตำราสามก๊กและซุนหวูกลั่นกรองเอามาใช้  ไปคุยกับกูเกิ้ล  บอกว่าแทนที่ต่างคนต่างอยู่ หมั่นไส้กันตะหงิดๆรังแต่จะเสียอารมณ์ผสมสูญรายได้ เรามาคิดเป็นเพื่อนช่วยกันคุมซอย เอ็งคุมปากซอย ข้าคุมท้ายซอย แบ่งส่วนกันกินดีกว่า win-win

เอาล่ะซีครับพี่น้อง แบบนี้โลกสิเป็นจังได๋?

อ่านต่อที่นี่ …

February 24th, 2008 | 3 คนคุยกัน

สุข สูงสว่าง นักฝันผู้ยิ่งใหญ่-The great dreamer of Thai book world

suk1.jpgผมไม่รู้จัก สุข  สูงสว่าง เป็นการส่วนตัว  แต่คนรุ่นผม  ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่า ปีก่อน  เติบโตทางปัญญามาได้  โดยมีอิทธิพลของสุข  สูงสว่าง  อยู่ไม่มากก็น้อย

เด็กหนุ่มที่หัดอ่านหัดเขียนหนังสือเช่นผมเมื่อ 20 กว่า ปีที่แล้ว  ย่อมต้องอาศัยนิตยสารโลกหนังสือ  ที่ สุชาติ  สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ เป็นหนังสือเกี่ยวกับนักเขียนและวงการหนังสือที่ที่ดีที่สุดในช่วงที่ผมกำลังเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย  แม้ขณะนั้นผมจะทันแค่ช่วงท้ายๆก่อนที่โลกหนังสือปิดตัวลง  แต่โลกหนังสือก็ได้เปิดการรับรู้ของผมอย่างกว้างขวางและทอดยาวไกล

โลกหนังสือนี้แหละ ที่ สุข  สูงสว่างเป็นเจ้าของ   เป็นสุข  สูงสว่าง คนเดียวกันกับที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ดวงกมล ที่พิมพ์หนังสือดีๆส่งเสริมภูมิปัญญา เป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนปัญญาชนที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นเพราะโตไม่ทัน  แต่ก็ได้รับประโยชน์อันสูงยิ่งจากผลิตผลของดวงกมล  ซึ่งก็คือผลิตผลของสูข  สูงสว่าง

สุข  สูงสว่าง ชอบดื่มไวน์พอๆกับชอบหนังสือ  เมื่อสูข  สูงสว่างเปิดศูนย์หนังสือดวงกมลที่ซีคอนสแคว  ซึ่งเขาบอกแก่สังคมอย่างภูมิใจว่าเป็นศูนย์รวมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จึงเปิดร้านไวน์คู่กันด้วย แต่ผมดื่มไวน์ไม่เป็น  ผมจึงไม่ได้เป็นลูกค้าร้านไวน์  แต่ผมเป็นลูกค้าร้านหนังสือดวงกมลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย  ผมชอบเข้าไปเดินดูหนังสือที่นั่น  ไล่ดูที่ละชั้น  ดูปก  ดูชื่อคนเขียน ดูเนื้อใน  ยืนอ่าน  ลูบคลำ  ชื่นชม เป็นวันๆก็ยังไม่หมด  หนังสือทั้งไทยและต่างประเทศคงมีหลายหมื่นเล่ม  มูลค่าคงเป็นร้อยล้านบาท

สุข  สูงสว่าง ฝันใหญ่ปานนี้ และทำได้ใหญ่สมดังความฝัน  หนังสือของนักเขียนดังๆระดับโลกที่ผมเคยได้ยินแต่ชื่อ  พอมีดวงกมลซีคอนสแคว ผมได้เห็นหนังสือเล่มจริง เปิดดูข้างใน  อ่านเนื้อหา (จริงๆแล้วอ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ) ทำให้ความคิด จินตนาการบรรเจิด  เปิดสัมผัสการรับรู้ใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เมื่อสุข  สูงสว่าง ฝันที่จะสร้างหมู่บ้านนักเขียนในทำเลที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี  เป็นหมู่บ้านที่จะเปิดขายให้นักเขียนเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นที่ปักหลักสร้างสรรค์ผลงาน  หากสำเร็จจะเป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  อาจเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีนักเขียนไปปักหลักทำงานทีเดียวหลายๆคน  คิดดูเถิดครับว่า  หนังสือดีๆนับสิบนับร้อยเรื่องเขียนขึ้นที่นี่  สถานที่แห่งนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

อ่านต่อที่นี่ …

February 20th, 2008 | 2 คนคุยกัน

Nothing is Impossible-ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ของ กฤษณะ กฤตมโนรถ

กฤษณะ กฤตมโนรถผู้ทรงอิทธิพลที่ทำให้คนอื่นฟัง คิด เชื่อ  โดยความยอมรับนับถือและความศรัทธา  เป็นคนที่มีอิทธิพลในทางดีงามและสร้างสรรค์  ที่ทำให้คนอื่นได้ประโยชน์จากอิทธิพลของคนๆนั้น มีอยู่ไม่น้อยในโลกนี้ ดำรงอยู่ในทุกระดับของสังคมมนุษย์  เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่ได้เกิดจากความเรียกร้องต้องการของเจ้าตัว  หากแต่เกิดขึ้นเพราะผู้อื่นยกย่อง  เป็นฐานะที่ได้มาโดยความบริสุทธิ์โดยแท้

 ในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลดังกล่าวย่อมมีชื่อของ  กฤษณะ กฤตมโนรถ อดีตกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายตัวแทน บมจ.ประกันชีวิตอยุธยาอลิอันซ์ ซีพี ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัทเครือเคเคกรุ๊ป ซึ่งมีบริษัทในเครือหลายบริษัท มูลค่าสินทรัพย์นับพันล้านบาท

คนนอกวงการประกันชีวิตอาจรู้จักไม่มาก แต่ในวงการประกันชีวิตทั้งไทยและเอเชียแล้ว น้อยคนที่ไม่รู้จัก

กรณีของ กฤษณะ  กฤตมโนรถ นี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง เกี่ยวกับการสั่งสมบารมีของผู้ทรงอิทธิพล

ในโลกของการประกันชีวิต  คงมีน้อยคนที่ปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของ กฤษณะ  กฤตมโนรถ ไม่เพียงแต่จะยิ่งใหญ่ในประเทศไทยเท่านั้น  ชื่อเสียงยังแผ่ขจายไปต่างประเทศ  ได้รับการยอมรับทั้งจากนักขายประกันชีวิตและคนนอกวงการประกันชีวิต            นักขายเป็นจำนวนมากที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก กฤษณะ  กฤตมโนรถ  ผ่านคำพูด ข้อเขียน นำประสบการณ์ของเขาไปประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ  แน่นอนว่าไม่สำเร็จกันทุกคน  แต่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จนั้น กฤษณะ  กฤตมโนรถ มีส่วนส่งเสริมไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างแน่นอน

ทำไมจึงได้รับการยอมรับขนาดนี้  คนที่ไม่เคยรู้จักอาจสงสัย

  อ่านต่อที่นี่ …

อีกมุมหนึ่งของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม:พยายามไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง

 คงมีคนเป็นจำนวนมากที่รู้จักชื่อของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์  ในฐานะดังกล่าวเขาคือบุคคลสำคัญที่คนทั้งpaiboon002.jpgประเทศรู้จัก  แต่อีกมุมหนึ่งก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในมุมของตน  ทำในสิ่งที่ตนคิด เชื่อ และศรัทธา ได้รับการยอมรับนับถือในหมู่คนที่เกี่ยวข้องด้วย

ก่อนที่ผมจะกล่าวถึง ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มากกว่านี้ ผมขอท้าวความถึงมูลเหตุที่ผมต้องเขียนถึงท่านผู้นี้สักหน่อย

ในชีวิตของคนๆหนึ่งนั้น  ต้องพบเห็นคนเป็นจำนวนมาก คนที่ได้พบเห็นนั้นต่างก็มีความคิด พฤติกรรม แตกต่างกัน  มีทั้งคนที่เราชอบและไม่ชอบ มีทั้งคนที่เรานับถือและไม่นับถือ มีทั้งคนที่เราชื่นชมและไม่ชื่นชม  มีทั้งที่อยู่ฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงกันข้าม 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาของชีวิต  นับแต่ก้าวมาสู่โลกแห่งการงานทำมาหาเลี้ยงชีวิต อันเป็นโลกที่ต้องผจญกับความจริง  ผมก็ได้พบเห็นคนหลายประเภท  ความคิดและพฤติกรรมของคนที่ได้พบเห็น ทั้งนอกและในสถานที่ทำงาน  ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ   ล้วนแต่ได้ทำให้ได้แง่คิดมุมมองที่เป็นประโยชน์ 

คนบางจำพวกเป็นคนที่หิวโหยทุกสิ่งทุกอย่าง  เหมือนเกิดมาไม่เคยได้อิ่ม  ถ้ามีโอกาสจะต้องกอบโกยเอาสิ่งต่างๆมาเป็นของตน ฉกได้เป็นฉก ขอได้เป็นขอ  แม้แต่ความเห็นอกเห็นใจก็ต้องการจากผู้อื่นเป็นอันมาก  ต้องการให้คนรัก คนเอาอกเอาใจ  ต้องการความอบอุ่นจากมิตร โดยที่ตัวเองไม่เคยคิดที่จะให้แก่ใครเลย ก็มี

คนบางจำพวกก็ชอบที่จะเอาเปรียบ  นิดๆหน่อยๆก็เอา ขอให้รู้สึกว่าตนได้เปรียบคนอื่น  คนพวกนี้รู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่ง

คนสองแบบข้างต้น เป็นพวกที่นิยมเบียดเบียนคนอื่น  ฉกฉวยเอาสิ่งที่เป็นของคนอื่นมาเป็นของตน

แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับพวกแรก  คือไม่ชอบเอาอะไรจากคนอื่น  ทุกสิ่งทุกอย่างแสวงหามาได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น แต่ทว่า คนประเภทนี้นอกจากไม่ยอมเอาอะไรจากคนอื่นแล้ว  แม้จากตัวเองก็ไม่อยากจะหยิบฉวยอะไรเลย เช่น บางคนมีทรัพย์มากมาย แต่ไม่ยอมใช้จ่าย เพราะกลัวจะเสียทรัพย์ ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก  เบียดเบียนตนเองให้เกิดทุกข์

ทั้งคนที่ชอบเบียดเบียนคนอื่นและเบียดเบียนตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นพวกสุดโต่ง มีความสุขบนความทุกข์  ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ฝ่ายหนึ่งสุขบนความทุกข์ของตนเอง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ชื่นชมคนทั้งสองแบบข้างต้น  และผมเชื่อแน่ว่า คงมีคนเพียงจำนวนน้อยที่ชื่นชมคนสองแบบดังกล่าว

แล้วเราน่าจะชื่นชมคนแบบไหน

อ่านต่อที่นี่ …

February 19th, 2008 | 1 คนคุยกัน

เกิดเป็นคนใหม่ให้ดีกว่าเดิม

การเกิดใหม่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนให้คนทั้งหลายอยู่กับปัจจุบัน  คือไม่นึกติดอยู่กับอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะการติดกับอดีตและกังวลกับอนาคต จะทำให้ปัจจุบันเสียหาย เพราะคนเรานั้นย่อมมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน  เมื่อทำปัจจุบันให้ดีแล้ว อดีตหรืออนาคตก็ย่อมไม่เสียหาย

พระองค์ทรงสอนให้คนอยู่กับปัจจุบันด้วยการมีสติ คือระลึกได้อยู่เสมอว่าขณะนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่  คือการรู้ตัวอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เมื่อมีสติก็จะทำให้มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วก็จะทำอะไรๆได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

เมื่อพระองค์ทรงสอนให้คนอยู่กับปัจจุบัน ไม่ยึดติดในอดีต ไม่กังวลในอนาคต  อดีตจะทำอะไรมาก็ช่างให้ทิ้งไป  คนเรานั้นย่อมทำทั้งความดีและความชั่วมากบ้างน้อยบ้างด้วยกันทุกคน  เมื่อไม่ยึดติดกับอะไรและไม่กังวลกับอะไรแล้ว ก็ย่อมใช้กาลเวลาปัจจุบันพัฒนาตนเองได้ดี

ฉะนั้น สาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระอริยะคือพระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ จึงมาจากคนทุกประเภท เช่น

มาจากชนชั้นสูง เป็นเจ้าฟ้าเจ้าเป็นแผ่นดิน เป็นรัชทายาท เป็นเจ้าชาย เจ้าหญิง  เมื่อมาอยู่ในปัจจุบัน ไม่ติดอดีต ก็กลายเป็นพระอริยะ

มาจากชนชั้นนำ เป็นพราหมณ์ เป็นพ่อค้า เป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  เมื่อมาเป็นสาวกและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ ก็กลายเป็นพระอริยะ มีทั้งที่ยังครองเรือนอยู่ได้คือพระโสดาบันก็มาก  และที่สละทุกอย่างออกบวชเป็นพระอริยสงฆ์ก็มาก

มาจากชนชั้นล่าง ทั้งกรรมกร ทาส คนเป็นโรคเรื้อน เมื่อได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์ พิจารณาด้วยปัญญาโดยไม่นึกถึงสิ่งอื่นใด ไม่กังวลถึงอนาคตที่ยากลำบากของตนเอง ก็เป็นพระอริยะได้

แม้กระทั่งอาชญากรทั้งหลาย ที่ทำความผิดมาอย่างโชกโชน  เมื่อละทิ้งความเลวที่ตนทำ ตั้งใจฟังคำสั่งสอนและปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ก็กลายเป็นพระอริยะเบื้องต้นและเป็นพระอรหันต์ได้

บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้เกิดใหม่ คือตายจากฐานะที่ตนเคยเป็น ไม่ว่าจะดีชั่วแบบโลกๆ แล้วเดใหม่ในฐานะอริยบุคคล ที่เป็นผู้บริสุทธิ์  เป็นคนดีอย่างเที่ยงแท้

ที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างของการเกิดใหม่ ที่มีเหตุปัจจัยจากการไม่ยึดติดติดอดีต กังวลอนาคตแต่อยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้ดีที่สุดจนเกิดผลที่ดีที่สุด  ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างให้เราสามารถ “เรียนธรรม” จากกรณีดังกล่าวนี้ได้

เพราะการเกิดใหม่ดังกล่าวของพระอริยเจ้าทั้งหลายในพระพุทธศาสนา  เป็นตัวอย่างของการพัฒนาตนเองให้แก่บุคคลธรรมดาอย่างเราๆท่านๆได้เป็นอย่างดี  มีคนเป็นจำนวนมากและองค์กรเป็นจำนวนมาก ได้เกิดใหม่เพราะการมุ่งทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเป็นตัวอย่างมาแล้ว

อ่านต่อที่นี่ …

February 12th, 2008 | 4 คนคุยกัน

Dhamma Delivery : ธรรมะสร้างกำลังใจ ล้างทุกข์ของลูกหนี้

 

reantam1.jpgชื่อหัวข้อคราวนี้ พ้องกับชื่อรายการโทรทัศน์และชื่อหนังสืออันโด่งดังของท่านพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ที่ท่านเป็นพระนักเทศน์ชื่อดังขวัญใจวัยหนุ่มสาวในปัจจุบัน เป็นความตั้งใจของผมครับ เพราะผมก็ชื่นชมและอนุโมทนาในสิ่งที่ท่านได้เผยแผ่ธรรมให้เข้าใจง่าย นำไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่คนทั้งหลาย

พอขึ้นเรื่องธรรมแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ  ธรรมะคือสิ่งที่ดีงาม เมื่อเราปฏิบัติแล้วก็จะเห็นความสุข ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับสูงขึ้นไป 

ผมก็อยากจะเล่าประสบการณ์ตัวเองในเรื่องธรรมะนี้สักหน่อย  อย่าเพิ่งเอือมนะครับ

ขอเริ่มจากเมื่อหลายปีมาแล้ว  ผมล้มเหลวจาการทำธุรกิจ หรือเรียกตรงๆว่าเจ๊งนั่นแหละครับ  จบลงด้วยความบอบช้ำทั้งภายนอกภายใน ไม่ได้กินน้ำบัวบกเพราะรู้ว่าช่วยไม่ได้  ธุรกิจที่คิดฝันว่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองซะที หลังจากก่อนหน้านี้พลาดมาหลายครั้ง ก็เป็นอันว่าซ้ำรอยเดิมอีกเสียแล้ว

ธุรกิจตามความฝันครั้งที่เท่าไรก็จำไม่ได้นับจบลงพร้อมกับมีเดิมพันติดปลายนวมที่มีเครื่องหมายลบเป็นตัวเลข 6 หลักขึ้น ทำอย่างไรล่ะทีนี้ ก็ต้องทุกข์นะซี

ทุกข์จริงๆนะครับคนเป็นหนี้นี่ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งของตนเองและของเจ้าหนี้ (เอื๊อก!)

แต่ดีหน่อยที่เคยชินกับการล้มลุกคลุกคลานแบบนี้มามาก (ยังไม่เข็ด) แต่มันก็ทุกข์หนักแหละ เพราะตั้งใจว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว คือจะไม่ยอมเป็นแบบคราวก่อนๆอีก แต่มันก็เป็น  จึงผิดหวังมาก  ทุกข์มาก  มืดมนมาก… เคว้งคว้างดั่งใบไม้ที่หลุดลอย… เหมือนเพลงเขาว่าแหละ

แต่ช้าแต่ ผมไม่คิดฆ่าตัวตายหรอกนะ คิดแต่จะหาทางออกไปจากความทุกข์นี่ล่ะ

  อ่านต่อที่นี่ …

February 8th, 2008 | 1 คนคุยกัน

KOSOLTALK.COM| Powered by WordPress | Blue Weed by Blog Oh! Blog | Entries (RSS) and Comments (RSS).