ปภาดา อมรนุรัตน์กุล กับหนังสือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ [ July 3rd, 2008 ] อยู่ในหมวด » Book Talk

ในบรรดาผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์และบล็อกทั้งหลาย คงกระหายที่จะให้เว็บไซต์หรือบล็อกของตนปรากฏอยู่ในหน้าต้นๆของการค้นหาใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google Search เป็นแน่แท้ ยิ่งเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย การทำธุรกิจออนไลน์ Blog Marketing , Make Money online, Affiliate Business หรือกระทั่ง aStore ของคู่ค้าที่ทำธุรกิจกับ Amazon.com ก็ย่อมปรารถนาปรากฏอยู่บนหน้าหนึ่งของ Google ด้วยกันทั้งสิ้น

สำหรับผู้ที่มีความรู้เรื่อง Search Engine ก็ได้เปรียบ แต่สำหรับผู้ไม่รู้และอ่านภาฝรั่งไม่ออก ก็คงต้องปล่อยไปตามมีตามเกิด ถ้าไม่มีผู้รู้แบ่งปันความรู้ แต่ปัจจุบันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ที่มีผู้รู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการทำให้เว็บไซต์และบล็อกปรากฎอยู่ในหน้าที่โดดเด่นของ Search Engine ทั้งหลาย นั่นคือหน้าหนึ่งของ Google ,yahoo, live, msn เป็นต้น

หนึ่งในหนังสือดังกล่าวก็คือ Google Webmaster เครื่องมือลับ Google สำหรับเว็บมาสเตอร์ ที่กำลังจะแนะนำนี้

หนังสือเล่มนี้ เขียนโดย ปภาดา อมรนุรัตน์กุล หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เปิ้ล” เจ้าของบล็อก Goople-adsense.com ที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการหารายได้ทางอินเตอร์เน็ตด้วย Google Adsense จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ TARADedu.com ราคา 162 บาท พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์ครั้งแรกเดือนเมษายน 2551

  อ่านต่อที่นี่…

“WordPress กระแทกใจบล็อกเกอร์วัยจ๊าบ” คู่มือบล็อกเกอร์มือใหม่

wordpress_blog_book.jpgผู้คนเล่าลือกันว่า ปัจจุบัน บล็อก WordPress เป็นที่นิยมของบรรดา Blogger หน้าเก่าใหม่ในโลกอันขรุขระนี้มาก ยอดพุ่งปรู๊ดปร๊าดเป็นเรือนหลายๆแสนแล้ว รวมถึง kosoltalk.com นี้ด้วย อะฮ่อยๆ แต่ข้อมูลทั้งหลายเกี่ยวกับ WordPress ยังเป็นภาษาอังกฤษ ดังนั้น ผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษสั้นกว่าหางอึ่งจึงทรมานมากในการที่จะปรับแต่งบล็อกให้เริดๆได้ อันนี้ ตัวกระผมเองก็เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ทรมานนั้น

และแล้ว ก็เหมือนมีเทวดามาโปรด เมื่อมีหนังสือชื่อ “WordPress กระแทกใจบล็อกเกอร์วัยจ๊าบ” ออกมาให้อ่าน เขียนโดย เดชา ไชยเมือง หรือนายเดย์แห่ง iDayBlog.com ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่วัยจ๊าบๆ หนังสือของนายเดย์นั้นเหมาะสำหรับทุกวัย รวมถึงวัยรุ่นตอนปลายที่กำลังย่างสู่วัยชราอย่างกระผมนี้ด้วย

แต่ก่อนนี้ก็เห็นว่า wp น่าเล่นเป็นอย่างยิ่ง เคยลองๆแต่ก็ไม่ค่อยถนัดเคยเลิก รู้สึกว่าเล่น blogger ง่ายกว่าแยะ จับแปะ copy and paste ง่ายกว่านัก เพลินไปกับ blogger เป็นอย่างยิ่ง เปิดบัญชีกับ wp ไว้แต่ไม่ได้มาใส่อะไร จนเห็นหนังสือของนายเดย์นี่แหละ ซื้อมาอ่านจึงตัดสินใจใช้ wp ทำบล็อกเลย

แต่ช้าแต่ ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์เทวดานะครับ ประเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าชื่นชมยกย่องคนอีสานคือกันเกินเหตุ (นายเดย์เป็นรุ่นลูกหลานของกระผมแหละนะ) หากแต่หนังสือเล่มนี้ให้แนวทางในการใช้งาน wp สำหรับคนที่ไม่รู้ไว้ดีมาก ประโยชน์อยู่ที่มือใหม่สุดๆอย่างกระผมนี้แหละ ทำให้รู้โครงสร้าง รายละเอียด วิธีการทำงานของ wp ในอันที่จะทำความเข้าใจแล้วใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

สำนวนการเขียนของนายเดย์ก็อ่านสนุก มีลูกเล่นแพรวพราว ผ่อนคลายและได้ความรู้ นำไปสู่การปฏิบัติ ครบสูตรทั้งภาควิชาการและการทำจริง ว่างั้น

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อ บังเอิญว่าได้อ่านข้อเขียนนี้ ถ้ายังมีปัญหากับการใช้ wp ก็แนะนำให้ซื้อมาอ่านดูครับ ที่แนะนำก็เพราะผมได้ใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้มาก เป็นแนวทางในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในการทำบล้อกด้วย wp ต่อไป ส่วนเซียนทั้งหลายที่ฝีมือเป็นยอด ไปมาไร้ร่องรอย ดั่งมังกรเทพยดา เห็นหัวมิเห็นหางนั้น คงไม่ต้องใช้หนังสือเล่มนี้แล้ว

ขอเป็นกำลังใจให้นายเดย์ได้เขียนหนังสือดีๆออกมาอีก เป็นประโยชน์แก่มือใหม่วัยจ๊าบๆและจู๊ดๆ ทุกวัย ทุกเพศ ทุกอายุ เพื่อการพัฒนาภูมิปัญญาและฝีมือของบล็อกเกอร์ไทย

เอ้า…นายเดย์ รับไปเลย เสียงปรบมือ ซวดๆ.

January 29th, 2008 | 8 คนคุยกัน

I DARE YOU

นิสัยอย่างหนึ่งของคนก็คือ  ไม่ชอบให้ใครดูหมิ่น  จะทำอะไรก็ตามถ้ามีคนมาพูดทำนองเหยียดหยาม  ดูถูกดูแคลน  หรือน้ำเสียงไม่เชื่อถือ  อาจจะสวนกลับด้วยคำพูด  หรือไม่ก็สายตา  เผลอๆบางทีถ้าคนถูกว่าเป็นคนเลือดร้อน  คนที่มีปากคอยหาเรื่องอาจจะโดนกำปั้นเข้าให้  หรือหนักที่สุดพวกก็ชักปืนออกมายิง

                จึงปรากฏข่าวให้เห็นอยู่เสมอว่า  มีเหตุตะลุมบอน หรือส่งลูกตะกั่วฝังหัวเพื่อน  เพราะถูกอีกฝ่ายพูดหยามใจ

                ถ้าเรียกตามสำนวนนิยายกำลังภายในของโกวเล้งก็ทำนองว่า  ฆ่าได้ หยามไม่ได้  จึงต้องชักกระบี่ออกมาเสียบกันให้ตายไปข้างหนึ่ง  หรือทั้งสองข้างไปเลย

                นั่นคือผลพวงที่เลวร้ายที่สุดของการพูดจาเข้าข่ายหมิ่นแคลนกัน  อย่างเบาก็อาจจะตอบโต้ไปมาด้วยคำพูด ทะเลาะเบาะแว้งแล้วเลิกรา  หรืออย่างดีก็เกิดท้าทายพิสูจน์ความจริงกันขึ้นโดยการกระทำ  แบบนี้เป็นเรื่องน่าชม

                หลายกรณีมีคนประสบความสำเร็จในกิจการงาน เพราะถูกหมิ่นแคลนเป็นเบื้องแรก  แล้วเกิดการท้าทายเป็นลำดับต่อมา  ในที่สุดเมื่อลงมือกระทำก็สำเร็จ  ฝ่ายที่ถูกดูแคลนแต่แรกกลายเป็นฝ่ายชนะไป โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

                ฉะนั้น การท้าทายจึงมีอยู่สองแบบ คือการท้าทายอันเนื่องมาจากการดูถูกดูแคลนกันจนเกิดเรื่องอย่างที่พูดมาในตอนต้น  อีกแบบหนึ่งก็คือการท้าทายกันทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ซึ่งเป็นสิ่งดีๆ  การท้าทายแบบนี้อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน  ได้ผลประโยชน์ทั้งคนท้าและคนถูกท้า

                ผมมีหนังสือที่อ่านประจำอยู่เล่มหนึ่งที่เขียนโดย วิลเลี่ยม  เอช. เดนฟอร์ท  แปลโดย ปสงค์อาสา  ชื่อภาษาอังกฤษคือ I DARE YOU  ชื่อภาษาไทยก็แปลตรงตัวว่า ผมท้าคุณ

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการท้าทายให้ผู้คนทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จ  เป็นการท้าทายในความหมายของการปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เหลือเชื่อได้มากมาย  โดยผู้เขียนคือ วิลเลี่ยม  เอช. เดนฟอร์ท  เล่าเรื่องที่ตัวเขาเองถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นได้  รวมทั้งเรื่องของคนอื่นๆที่ถูกท้าทายให้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อ

อ่านต่อที่นี่ …

วิถีของคนคิดใหญ่

 ในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ที่ขนาดของใจใหญ่จนไม่สามารถวัดได้นั้น ในยุคสมัยของตน บางคนถูกมองว่าบ้า หรือขวางโลก ที่รุนแรงก็ถึงขั้นถูกทำร้ายและทำลายโดยสังคมหรือโดยผู้กุมอำนาจรัฐจนถึงแก่ชีวิตก็มี  ดังปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อยู่เสมอมา

                นับเนื่องตั้งแต่ยุคกรีกของพวกฝรั่งมังค่า ดังเช่น   โสกราตีส นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่เชื่อว่ามนุษย์มีอิสระเสรี มีความเท่าเทียมกัน สอนลูกศิษย์แบบแปลกแหวกแนว คือตั้งคำถามแล้วถกเกียงหาคำตอบ เปิดให้แต่ละคนใช้กึ๋นอย่างเต็มที่   พฤติกรรมและความคิดแบบนี้จึง สวนทางกับแบบแผนของสังคมเข้า  ผู้มีอำนาจบังคับให้เลิกคิดแต่ท่านโสกราตีสไม่ยอม  ผู้มีอำนาจจึงสั่งว่าถ้าไม่เลิกคิดแบบนั้นก็จงกินยาพิษตาย  ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ท่านโสกราตีส ใจเด็ดยอมหักไม่ยอมงอ เลือกกินยาพิษ  ตายแล้วโด่งดังอยู่ในประวัติศาสตร์ต่อมาเป็นพันๆปี

                ปัจจุบันมนุษย์ยอมรับในความเป็นปัจเจกชน ความเท่าเทียมกัน เทิดทูนความเสมอภาค กลายเป็นวิถีทางอันดีงาม  นี่เรียกได้ว่า ท่านโสกราตีส เป็นนักคิดข้ามเวลา เป็นคนคิดใหญ่คนหนึ่ง เป็นความคิดที่เปลี่ยนโลกเปลี่ยนโฉมหน้าของสังคมมนุษย์

                นักวิทยาศาสตร์อย่างท่านกาลิเลโอก็เช่นกัน   อุตส่าห์สร้างกล้องส่องดวงจันทร์ยันดวงอาทิตย์จนเห็นความจริงจึงประกาศความรู้ใหม่ ฟันธงสนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส นักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ลงไปว่า โลกนี้มิใช่ศูนย์กลางของจักรวาลหรือสวรรค์วิมานใด  หากแต่เป็นก้อนกลมๆโคจรรอบดวงอาทิตย์  ผลเป็นอย่างไรรึ  ก็ทำให้หลวงพ่อทั้งหลายที่ยึดกุมอำนาจในการปกครอง กำหนดความถูกต้องดีงาม  ภายใต้ร่มเงาของพระผู้เป็นเจ้ามานานแสนนานก็เต้นผาง เล่นงานท่านกาลิเลโอโดยจับเข้าคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระเจ้า ขัดขืนลิขิตสวรรค์  ทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชน  ในกรณีท่านกาฯผู้เห็นโลกกลมก็ไม่ต่างจากท่านโสกราตีส แห่งกรีก  คือเหยียบตาปลาผู้มีอำนาจเข้า   ถ้ายอมๆเขาหน่อยก็ย่อมสุขสบาย  แต่มีหรือที่คนใจใหญ่  คิดการใหญ่ คิดข้ามเวลา อย่างทั้งสองท่านจะยอมทรยศต่อสัจจะ  จึงต้องไปสู่จุดจบแบบไม่แฮปปี้เอ็นดิ้ง

                หรือในยุคใกล้ๆที่เห็นอย่างชัดเจนก็มี   นักคิดอย่างท่านมหาตมะ คานธี แห่งอินเดียที่คิดการใหญ่นำพาชาวอินเดียเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ  การเรียกร้องอิสรภาพของท่านสวนทางกับสิ่งที่มนุษย์เคยปฏิบัติกันมานั่นคือการจับอาวุธขึ้นต่อสู้  แต่ท่านคานธีเชื่อมั่นในอหิงสาคือสันติวิธี  แม้จะถูกปราบถูกข่มเหงก็ไม่ตอบโต้  เชื่อมั่นในวิถีทางแห่งการเรียกร้องโดยสันติ  จนในที่สุดอินเดียก็ได้เอกราชเพราะการต่อสู้แบบอหิงสา  ความคิดของท่านคานธีได้รับการยอมรับไปทั่วโลก   สาธุคุณมาร์ติน ลูเธอ คิง ผู้นำคนดำที่เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกันให้แก่คนดำในสหรัฐ ก็ได้รับอิทธิพลความคิดจากมหาตมะ คานธี  นำไปใช้อย่างได้ผล  แม้ในปัจจุบันนี้ความคิดของท่านคานธีก็ยังมีอิทธิพลอยู่ในหมู่นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของโลก  เป็นแนวความคิดหลักอย่างหนึ่งของมวลมนุษย์

บิล เกตส์  เจ้าผู้ครองอาณาจักรไมโครซอฟก็เป็นคนหนึ่งที่ขนาดของใจไม่ธรรมดา ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยมาทำคอมพิวเตอร์กับเพื่อน  แรกๆคนอาจมองว่าบ้า คงมีแต่นายเกตส์กับเพื่อนเท่านั้นที่เชื่อมั่นในความคิดใหญ่ของตน  มองเห็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในบ้านเรือนและสำนักงานล่วงหน้าก่อนใครเขา  จึงลงมือปฏิบัติการ  จนกลายเป็นเสมือนราชาผู้สร้างและครอบครองอาณาจักรเครื่องกลที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนค่อนโลกในปัจจุบัน

         อ่านต่อที่นี่ …

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

 

ประโยคที่เป็นหัวเรื่องข้างต้น หลายคนคงรู้ว่าคือคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ยี่สิบ และคงยิ่งใหญ่ไปอีกหลายศตวรรษ นั่นคือ อัลเบิร์ต  ไอสไตน์  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว  ซึ่งได้ย้ายไปเป็นพลเมืองประเทศสหรัฐอเมริกา  สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองที่นั่น  ดังที่เราท่านรู้จักกันดีแล้ว             หลายๆคนคงชอบวลีนี้  จินตนาการสำคัญกว่าความรู้  หากไม่เป็นจริง คนที่ยิ่งใหญ่อย่างไอสไตน์ ที่เคยสอบตกเมื่อสมัยเด็ก  แต่กลายเป็นนักฟิสิกซ์ปราดเปรื่องเมื่อเป็นผู้ใหญ่ คงไม่พูดประโยคนี้ขึ้นมา

            เหตุที่จินตนาการสำคัญกว่าความรู้  เพราะจินตนาการนำไปสู่ความคิด ความคิดนำไปสู่การแสวงหาความรู้ จินตนาการสอนกันได้ยาก เป็นพรสวรรค์ส่วนตัว  ส่วนความรู้นั้นสอนกันได้  หากไม่มีจินตนาการ คงยากที่จะเกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ  หรือกว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆขึ้นมา ก็คงต้องรอให้เกิดเหตุบังเอิญขึ้นก่อน  เหมือนไอแซค นิวตัน โดนแอปเปิ้ลหล่นใส่หัวจึงเข้าใจแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่อาคีมีดิสปวดเมื่อยแล้วลงอ่างอาบน้ำ  จึงค่อยค้นพบความรู้เรื่องปริมาตรการตวง จนอุทาน ยูเรกา ดังลั่นโลกมาจนถึงทุกวันนี้

            บทพิสูจน์คำพูดของไอสไตน์นั้นมีให้เห็นอย่างชัดเจน   สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้  เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยี่ต่างๆ  ล้วนเกิดในจินตนาการมาก่อน  จากนั้นจึงนำมาสู่การคิดค้นและพัฒนาความรู้  จนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นของจริงให้ลูบคลำจับต้องได้

            ย้อนหลังไปหลายร้อยปี ลิโอนาโด  ดาวินชี จินตนาการถึงการบิน  อยากเห็นคนบินในอากาศได้เหมือนนก  จากนั้นก็ร่างภาพในจินตนาการลงบนแผนกระดาษ เพื่อคิดค้นหาหนทางที่จะทำให้คนบินได้เหมือนนก  แต่ยังไม่สำเร็จก็ขึ้นสวรรค์ไปก่อน  หากไม่มีคนอย่างดาวินชีจินตนาการไว้  คนรุ่นต่อๆมาอาจยังไม่มีใครนึกถึง  อาจไม่มีพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินที่บินได้ครั้งแรกเมื่อร่วมร้อยปีก่อน  ปานนี้เราอาจเพิ่งกำลังหัดทำเครื่องร่อน  ไม่ใช่นั่งเครื่องบินไอพ่นไปรอบโลก  กระทั่งสร้างยานอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ได้

            เรื่องมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ก็เช่นกัน  มนุษย์จินตนาการว่าได้ไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนไปได้จริงตั้งนมนาน โดย เอช.จี. เวลล์  นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังชาวอังกฤษ  ส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ได้สำเร็จตั้งแต่ก่อนมีองค์การนาซ่านับร้อยปี  ผ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของเขา  ด้วยจินตนาการของเวลล์  จึงทำให้คนรุ่นหลังคิดค้นความรู้พัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถทำการได้สำเร็จ  มอบโอกาสนักบินอวกาศ นีล  อาร์ม สตรอง เปล่งวาจาอันเริดหรูว่า “นี่คือก้าวเล็กๆของคนๆหนึ่ง  แต่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ “ เมื่อได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นคนแรก

            เมื่อจินตนาการสำคัญกว่าความรู้  มนุษย์เราย่อมต้องเป็นหนี้พวกที่ชอบจินตนาการ  ซึ่งดูไปแล้วเบื้องแรกอาจดูเหมือนเพ้อฝัน  ดาวินชีอาจถูกพวกพ้องเย้ยหยันที่คิดฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้   ดีหน่อยที่เขาเป็นคนสำคัญอยู่ก่อนแล้วสังคมจึงอาจยิ้มเยาะไม่มากนัก  ส่วน เอช.จี. เวลล์ ที่ส่งคนไปดวงจันทร์ในนิยายวิทยาศาสตร์  สังคมในยุคของเขาคงไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอะไร  ถือเป็นเพียงสิ่งบันเทิงใจ เป็นหนังสืออ่านเล่น  แม้แต่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ยุคหลัง เอช.จี.เวลล์  อย่าง อาร์เธอร์  ซี. คล้าก  หรือ ไอแซค  อาสิมอฟ  ที่มีทั้งดาวเทียม โทรทัศน์  โทรศัพท์ภาพ  โทรศัพท์มือถือ เกมส์คอมพิวเตอร์ เมื่อปรากฎในหนังสือครั้งแรกก็เป็นเพียงเรื่องอ่านเล่น  แต่ในที่สุดจินตนาการเหล่านั้นก็เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคิดค้นความรู้สร้างสรรค์ให้กลายเป็นจริง  หรือจินตนาการในหนังเรื่องสงครามแห่งดวงดาวของสปิลเบิร์กแห่งฮอลลีวู้ด  หลายสิ่งหลายอย่างก็กลายเป็นจริงหรือใกล้เป็นจริงแล้ว

อ่านต่อที่นี่ …

“สอนให้รวยด้วย amazon” หนังสือ How To แห่งปี

 amazonmakemoney-thai-2.png                                   

เมื่อช่วงปลายปี 2550 ที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “สอนให้รวยด้วย amazon” วางแผง นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในตลาดหนังสือเมืองไทย นั่นคือ จำหน่ายหมดในเวลารวดเร็ว ต้องพิมพ์ซ้ำภายในไม่ถึงเดือน แสดงให้เห็นถึงความต้องการระดับ “หิวกระหาย” ของผู้ซื้อเลยทีเดียว

สิทธิศักดิ์ บุญมาก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ makemany.com เว็บไซต์เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ marketting online และผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจกับเว็บไซต์ชื่อดังคือ amazon.com ซึ่งชื่อนี้ไม่ต้องบรรยายก็รู้ว่าเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชอันดับหนึ่งของโลก เริ่มจากขายหนังสือจนปัจจุบันนี้มีสินค้าจิปาถะ เรียกว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แม้แต่หวดนึ่งข้าวเหนียว ครก สากกะเบือของไทยก็ยังมีจำหน่าย

หนังสือเล่มนี้ถูกกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก ในหมู่ผู้หารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ตของไทย มีการพูดคุยกันในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ คำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ อยู่ภายใต้แนวคิดที่ผู้เขียนวางไว้ว่า “สอนให้รวยด้วย amazon สร้างรายได้ภายใน 3 เดือนโดยไม่ต้องลงทุน” อันเป็นรูปแบบการทำธุรกิจกับเว็บไซต์อเมซอน รวมถึงเว็บไซต์ ลักษณะเดียวกันนี้ ทำให้ดึงดูดใจคนที่สนใจเรื่องราวของการหารายได้จากอินเตอร์เน็ต รวมถึงผู้ที่กำลังทำอยู่ได้เป็นอย่างดี

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายวิธีการ ขั้นตอน รายละเอียด ไว้ได้ดีมาก  สามารถทำความเข้าใจได้ในเวลารวดเร็ว  แม้แต่คนที่ไม่มีความชำนาญในการใช้อินเตอร์เน็ตก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่วิธีการทำการค้ากับเว็บไซต์อเมซอนเท่านั้น ผู้เขียนยังมีข้อแนะนำอื่นๆที่มีประโยชน์อย่างมาก เช่น การทำ SEO หรือการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ร้านค้า ให้เป็นที่รู้จักของผู้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ความสำเร็จของหนังสือ “สอนให้รวยด้วย amazon” ส่วนหนึ่งคงมาจากการขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์กับเว็บไซต์ใหญ่ยักษ์รายนี้ของคนไทย  ส่วนมากแล้วข้อมูลที่มีอยู่เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อมีหนังสือภาษาไทยออกมาแล้วจึงตรงกับความต้องการของผู้ “หิวกระหาย” ข้อมูลทั้งหลาย จึงขายเกลี้ยงแทบจะในพริบตาก็ว่าได้

ในบรรดาผู้หิวกระหายข้อมูลนั้น ย่อมรวมผมอยู่ด้วยหนึ่งคน

ต้องขอขอบคุณผู้เขียนคือ สิทธิศักดิ์ บุญมาก ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา ทำให้คนไทยเป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการทำมาค้าขายหารายได้เข้าประเทศผ่านเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่นี้  เป็นการเปิดโลก marketting online ให้ผู้ที่อ่านภาษาอังกฤษระดับ snake fish fish ได้เห็นแสงสว่างเจิดจ้าเลยทีเดียว

ผมจึงขอยกหนังสือ “สอนให้รวยด้วย amazon” ของ สิทธิศักดิ์ บุญมาก ให้เป็น “หนังสือ how to แห่งปี 2550” ครับ

January 26th, 2008 | 11 คนคุยกัน

งานใหญ่ๆของคนเล็กๆ

  ผมเคยไปที่แคนเบอรา  เมืองหลวงของออสเตรเลีย  เป็นเมืองที่สวยงาม  สงบ น่าอยู่  ดูไม่ค่อยวุ่นวายเหมือนบางกอกบ้านเรา ทั้งๆที่เป็นเมืองหลวง  เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศหนึ่ง อาจเป็นเพราะว่า ไม่มีผู้คนมากระจุกตัวอยู่นั่นเป็นสิบล้านคน  จึงทำให้ไม่อึกทึก                ถึงที่นั่นจะน่าอยู่อย่างไร  ก็เพียงความรู้สึกที่ได้เห็นอย่างผิวเผิน  ถ้าให้เลือกอยู่  ผมก็ยังเลือกบางกอก

                ที่ผมเขียนถึงเมืองแคนเบอรา มิใช่เพราะชื่นชมดมก้นพวกฝรั่งไปทุกเรื่อง  แต่ผมชื่นชมพวกเขาอย่างหนึ่ง ที่เขาให้เกียรติแก่คนเล็กๆ  คนธรรมดาสามัญที่ไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่  แต่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง  นั่นคือทหารที่ออกไปรบในนามของประเทศชาติและเสียชีวิตในสมรภูมิต่างๆทั่วโลก

                เขาสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงคราม  มีกำแพงจารึกชื่อทหารที่ไปรบแล้วเสียชีวิตไว้  ให้ผู้คนที่เป็นญาติมิตรลูกหลานได้จดจำรำลึกถึง   ถึงแม้จะตายไปหลายสิบปี  แต่ลูกหลานที่เกิดภายหลัง ได้รับรู้วีรกรรมของบรรพบุรุษผ่านชื่อที่จารึกไว้

                ครบรอบวันตายหรือวันเกิด หรือวันอะไรก็ตาม  ทหารหาญของชาติเหล่านี้จะได้รับการเคารพเยี่ยมเยือนจากเชื้อสายของตน  ณ กำแพงจารึกชื่อแห่งนี้  จะเห็นได้ว่า  หลายๆชื่อมีดอกไม้สีแดงแปะติดอยู่  นั่นแสดงว่าผู้ที่สืบเชื้อสายจากเขาได้มาแสดงความเคารพและระลึกถึง

                ทหารเหล่านี้เป็นคนธรรมดา  แต่งานของพวกเขายิ่งใหญ่  เขาตายเพื่อประเทศของเขา  ตายแทนคนนับล้านๆคน  การที่ประเทศให้เกียรติ  สังคมให้ความยกย่อง  ชนรุ่นหลังให้ความเคารพนับถือ  นับว่าสมค่ากับที่พวกเขาเสียสละชีวิต

                เมื่อเห็นกำแพงนี้แล้ว ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของคนเล็กๆเหล่านี้ขึ้นมาทันที คนพวกนี้แหละที่ทำให้พวกนายพลและแม่ทัพทั้งหลายมีชื่อเสียง  แม่ทัพที่ส่วนมากแล้วเป็นคนแก่  ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะส่งคนหนุ่มเหล่านี้ไปตายแทน

                คนแก่ที่บ้าอำนาจอย่างฮิตเลอร์  เป็นผู้ยิ่งใหญ่เพราะใช้ชีวิตของคนหนุ่มๆชาวเยอรมันสร้างอาณาจักรไรซ์ที่สาม  และถูกคนแก่อย่างรุสเวลท์,ไอเซ็นฮาว , เชอร์ชิล  ใช้ชีวิตคนหนุ่มฝ่ายของตนเข้าเข่นฆ่าคนหนุ่มฝ่ายตรงกันข้ามจนได้ชัยชนะ  กลายเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้มีชื่ออมตะในประวัติศาสตร์

                หรือคนใหญ่อย่างจิ๋นซี , โจโฉ ,เล่าปี ,ซุนกวน,  ขงเบ้ง  ก็ล้วนใหญ่ขึ้นมาได้เพราะชีวิตของไพร่ราบทหารเลว  ฉะนั้น หากพิเคราะห์ให้ดีแล้ว คนธรรมดาจึงเป็นฝ่ายค้ำจุนหนุนส่งคนสำคัญทั้งหลาย  หาใช่คนสำคัญเหล่านั้นเก่งกล้าโดยลำพังไม่

                กิจใดที่ใหญ่ๆจึงยิ่งต้องอาศัยคนธรรมดาเป็นจำนวนมาก  ฉะนั้น คนธรรมดาเหล่านี้จึงเป็นผู้สร้างกิจอันใหญ่ๆนั้นให้สำเร็จ  หากปราศจากคนธรรมดาแล้ว ต่อให้เก่งกล้าสักแค่ไหน  ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็ไม่อาจจะทำสำเร็จโดยลำพัง

              อ่านต่อที่นี่ …

พ่อของลูก

เราเคยได้ยินได้ฟังเสมอว่า พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก  เพราะสอนให้ลูกรู้จักกิน นอน เดิน นั่ง  สอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ลืมตาดูโลก  จนกระทั่งลูกเติบใหญ่จนมีลูกของลูกแล้ว  ภาระของครูคนแรกก็ยังไม่จบสิ้น จนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งนั่นแหละจึงจะหยุดลง

                เมื่อเป็นลูกเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พ่อแม่คือครูของเราอย่างแท้จริง  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้นั้น ก็เพราะพ่อแม่คอยสั่งสอน

                เราเรียนรู้จากพ่อแม่  และเป็นการเรียนที่ไม่มีวันจบ

                แต่เมื่อมีลูกของเราเอง  มุมมองของเราค่อยๆเปลี่ยนไป   ในฐานะที่เป็นพ่อแม่  เราทำหน้าที่เป็นครูของลูก  ขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้จากลูกไปด้วย-ลูกก็เป็นครูของพ่อแม่ได้เช่นกัน

                ผมเป็นพ่อของลูก  ผมรู้สึกเช่นนี้

                เป็นความรู้สึกที่ไม่นึกว่าจะมีได้  หลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เรียนรู้  ถ้าไม่มีลูก รับรองว่าไม่รู้เด็ดขาด

                ลูกสอนให้รู้ว่า  คนเราสามารถรักคนอื่นได้มากกว่ารักตัวเองจริงๆ  นั่นคือรักลูก

                คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิต  ไม่ค่อยถนอมมันนัก  ใช้มันอย่างเพลิดเพลินสุรุ่ยสุร่าย  เมื่อมีลูกแล้ว  กลับทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น  ดูแลชีวิตให้ดีได้   ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควร   อย่างน้อยก็มีสำนึกที่ดีงามขึ้น

                ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายก่ายกอง  เมื่อมีลูก   ใจที่เคยหยาบกระด้างก็อ่อนโยน  เด็กๆที่เคยสร้างความรำคาญให้กลับกลายเป็นความชื่นบาน  ลูกสอนให้เรารู้จักรักคนอื่น  อย่างน้อยก็ลูกของคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกับลูกเรา  เห็นแล้วทำให้เอ็นดู ชื่นชม ยินดี

                คนเรามักยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก  ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อตัวเราเป็นเบื้องต้น  แต่เมื่อมีลูกแล้ว ลูกสอนให้เรารู้ว่า  ตัวของเรานั้นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกอีกต่อไป  แต่เป็นคนอื่นที่มิใช่ตัวเรา  คนๆนั้นก็คือลูก

                เราเลี้ยงลูกให้เติบโต  สอนเขาให้ช่วยเหลือตัวเอง  ขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้จากเขาไปพร้อมๆกัน  เพราะสิ่งใดที่ลูกไม่รู้ แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องรู้  เราต้องขนขวายเรียนรู้ก่อนเพื่อที่จะมาสอนเขา 

                พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูกเติบโตเป็นคนดี  ทำสิ่งที่ถูกต้อง  การที่เขาจะเป็นได้ ย่อมต้องอาศัยตัวอย่างจากพ่อแม่เป็นพื้นฐาน  ดังนั้น  การเป็นคนดี  การทำสิ่งที่ถูกต้อง  พ่อแม่ก็ต้องเรียนรู้ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลูก

                การเป็นพ่อแม่คนนี่ไม่ใช่เรื่องหมูๆเลย  ต้องเรียนรู้แม้กระทั่งการทำตนเป็นคนดี

                ผมเข้าใจพ่อก็ตอนที่ได้เป็นพ่อนี่แหละ

                เราเป็นพ่อของลูกเพียงคนเดียวยังทำอะไรมากมายขนาดนี้  แล้วพ่อของเราที่เป็นพ่อของลูกหลายคนจะลำบากขนาดไหน

                ลูกได้สอนให้ผมเห็นถึงความลำบากของพ่อ  สอนให้รู้ถึงความรักของพ่อ

                นี่ขนาดเราเป็นพ่อนะครับ ไม่ใช่แม่ที่อุ้มท้องอย่างยากลำบาก  จึงไม่ต้องสงสัยว่าแม่จะรักลูกมากขนาดไหน ลึกซึ้งเพียงใด

ธรรมชาติของคนนั้น ว่ากันว่าทำความไม่ดีได้ง่ายกว่าทำดี

                การเป็นพ่อที่มีคุณภาพคือสอนให้ลูกเป็นคนดีได้นี่  ไม่ใช่เรื่องหมูๆเลยนะครับ  เพราะเราก็ต้องเป็นคนดีอย่างที่อยากจะให้ลูกเราเป็น

                พ่อแบบหนึ่งเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี เป็นที่ยกย่องยอมรับ  พ่ออีกแบบหนึ่งเลี้ยงลูกแบบเสียคน  กลายเป็นพ่อที่โลกประนาม  มีลูกให้โลกสาปแช่ง ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่เนืองๆ

                คนเป็นพ่อทั้งหลาย  น่าจะสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราเป็นพ่อของลูกแบบไหน ต้องการเป็นพ่อแบบใด

                ก็คงต้องถามหัวใจตัวเองดู!

KOSOLTALK.COM| Powered by WordPress | Blue Weed by Blog Oh! Blog | Entries (RSS) and Comments (RSS).