The Generation D 2.0 : ผู้สร้างอนาคต
Posted by โกศล อนุสิม on
March 16, 2008

ก่อนจะพูดถึง Generation D 2.0 ขอพูดถึงคนรุ่นก่อนๆที่มีบทบาทต่อเนื่องกันมา นั่นคือ หากนับรุ่น (Generation) ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่และมีบทบาทสำคัญในปัจจุบันนี้ ประกอบไปด้วย
1.Generation Baby Boom (ขอเรียกว่า Gen.B)ซึ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันส่วนหนึ่งอยู่ในวัยใกล้เกษียณ และจำนวนมากอยู่ในวัยเกษียณ Gen. B ยังคงมีบทบาทในภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ได้แก่ ผู้นำทางการเมืองที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของประเทศและของโลก ผู้นำภาคธุรกิจที่ยังมีอำนาจในการกำหนดทิศทางขององค์กร ได้แก่ บรรดาประธานกรรมการ (Chairman) ประธานเจ้าหน้าบริหาร (Chief Executive Officer-CEO) และผู้ที่อยู่ในระนาบเดียวกัน คนรุ่นนี้มีความคิดอนุรักษ์นิยม ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป มีความระมัดระวัง ยึดมั่นในหลักการเป็นอย่างสูง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี่มาก
2.Generation X (Gen.X) ซึ่งเป็นผลผลิตของ Gen.B อยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ เป็นกำลังสำคัญในการบริหารองค์กรในปัจจุบัน มีความคิดต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ เชื่อในเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นมากกว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คน Gen.X มีบทบาทสำคัญในการนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาสู่สังคมโลก
3.Generation Y (Gen.Y) เป็นแรงงานสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม อายุอยู่ในช่วง ปลาย 20-ช่วงปลาย 30 คนรุ่นนี้กำลังเติบโตเพื่อที่ก้าวไปแทนที่ของคน Gen.X คน Gen.Y เติบโตมาพร้อมๆกับเทคโนโลยีการสื่อสาร (IT) สมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ที่เห็นชัดเจนก็คือ โทรศัพท์มือถือ Analog กับ Web 1.0 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสื่อสารแบบไร้สาย คนรุ่นนี้เติบโตไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลถึงชีวิตของพวกเขา ดังนั้น คนรุ่นนี้จึงนิยมการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด มีความยืดหยุ่นสูงกว่าคนรุ่น Gen.X ใจร้อนและเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ดังนั้น คนรุ่น Gen.Y จึงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างรากฐานให้แก่สังคมในปัจจุบัน ซึ่งต่อไปในอีก 10-20 ข้างหน้า พวกเขาก็จะก้าวขึ้นไปรับผิดชอบดูแลสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมา แทน Gen.X
แล้วคน Generation D2.0 (ขอเรียกสั้นๆว่า Gen.D) คือคนพวกไหนกันล่ะ…
กาลเวลาผ่านไป ใจยังระลึกถึงยิปซีแห่งอันดามัน
Posted by โกศล อนุสิม on
March 11, 2008
ใครที่ไปเยือนฝั่งทะเลตะวันตก หากสังเกตอย่างถี่ถ้วนก็จะรู้สึกว่า ทะเลไทยฝั่งอันดามันสวยแบบลึกลับ ถ้าเป็นคนก็สวยแบบเงียบขรึม น่าค้นหา น่าศึกษา น่าทำความรู้จัก มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดูแล้วไม่เบื่อ ทะเลอันดามันเป็นแบบนี้
ผมได้ไปเยือนทะเลอันดามันเป็นครั้งแรกเมื่อสัก 20 ปีก่อนเพราะเพื่อนชาวใต้ ในสมัยยังมีชื่อเป็นนักศึกษา แต่ตัวนั้นไม่ค่อยได้อยู่ในห้องเรียน ได้แต่ตะลอนไปตามบ้านนอกคอกนา เมืองต่างๆ โดยมีเหตุผลโก้ๆว่าเพื่อเรียนรู้โลกเรียนรู้ชีวิต
คิดได้เช่นนี้แล้วรู้สึกเท่ห์ชะมัด ทั้งยังคิดเอาว่ามีความชอบธรรมที่จะหนีห้องเรียนขึ้นอักโข จะทุกข์ก็ตอนใกล้สอบนั่นแหละ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบข้อสอบอาจารย์ จึงต้องอ่านหนังสือหัวปั่น ยืมสมุดแล็กเชอร์ของเพื่อนให้วุ่นวาย
ทะเลอันดามันสวยงาม ชีวิตของคนพื้นถิ่นก็งดงาม เพื่อนชาวใต้พาผมท่องตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เกาะที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก หาดที่ไม่อยู่ในแผนที่ของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความงดงามบริสุทธิ์ ไปนอนค้างอ้างแรมที่หมู่บ้านชาวประมง ฟังเสียงลมทะเลกระซิบกระซาบกับแผ่นดินทั้งวันทั้งคืน
ไม่ต้องเจอคนพลุกพล่าน ไม่รำคาญพวกนักท่องเที่ยวประเภทที่ไปทะเลแล้วเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน ไปป่าก็พรากก้อนกรวดก้อนหินจากป่า ทิ้งขยะไว้เกลื่อน
คราวนั้น ผมนอนชายทะเล เอาหูแนบแผ่นดิน ฟังเสียงโลก อย่างมีความสุข
tags: ชาวเล, แรงบันดาลใจ, โรงเรียนชีวิต
4 Comments
เราต่างก็พบมุมมืดของชีวิต
Posted by โกศล อนุสิม on
March 1, 2008
เมื่อสมัยหนุ่ม ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านนิยายกำลังภายใน โดยเฉพาะผลงานของโกวเล้ง มังกรโบราณผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนตีแผ่เบื้องลึกจิตใจของมนุษยชาติออกมาได้อย่างถึงแก่น
หากเป็นดังที่นักวิจารณ์วิเคราะห์ว่า โกวเล้งได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมคลาสสิคของฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นผลงานของเออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ หรือ วิลเลี่ยมส์ โฟล์คเนอร์ นั้นจริง ก็ต้องยิ่งซูฮกอาจารย์โกวเล้งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ที่สามารถทิ้งกลิ่นอายของต้นแบบ แล้วสร้างสรรค์วรรณกรรมอันเป็นแบบฉบับของตนขึ้นมา กลายเป็นต้นแบบของนิยายกำลังภายในแนวใหม่
ตัวละครในนิยายของโกวเล้ง มักมีบุคลิกสองด้านที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งเป็นด้านสว่าง ด้านดี ที่แสดงถึงความเลอเลิศของคนๆหนึ่ง ขณะเดียวกันก็แสดงด้านมืด ด้านที่ด้อย อันแสดงให้เห็นถึงความต่ำต้อยของคนๆนั้นออกมา ดังนั้นตัวละครของโกวเล้งแทบทุกตัว ล้วนแต่มีทั้งความสุขความทุกข์ในคราวเดียวกัน มีทั้งความอ่อนแอ ความเข้มแข็ง มีทั้งด้านดีและด้านเลว ไม่มีใครดีหรือเลว ขาวหรือดำเพียงด้านเดียว
มนุษยชาติย่อมเป็นเช่นนี้ มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างในจิตใจ เพียงแต่ด้านไหนจะเผยออกมามากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานที่ เวลา และพื้นฐานของคนๆนั้น
Blog and Blogger จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก?
Posted by โกศล อนุสิม on
February 25, 2008
ปัจจุบันการสื่อสารผ่าน Blog ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมีความสะดวก สบาย และที่สำคัญมีของฟรีให้เลือกใช้จนตาลาย คนทั้งหลายจึงกระหน่ำเขียนบล็อกกันอย่างสนุกสนาน ทุกเรื่องราวตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ นับเป็นยุคทองของบล็อกโดยแท้
หากย้อนหลังไปสัก 10 ปีก่อน การที่จะมีตัวตนในโลกออนไลน์ ด้วยการเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นช่างยุ่งยากและต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง ล่วงมาถึงวันนี้ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT ก่อให้เกิดเว็บไซต์ยุคใหม่ ที่เรียกกันว่า web2.0 ที่เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้เขียนผู้อ่านสามารถโต้ตอบกันได้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างแสดงตัวตนให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ
นั่นคือโลกออนไลน์ยุค web2.0 ที่พัฒนาจาก web site มาเป็น weblog หรือ blog ทำให้คนเขียน blog หรือ blogger เป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งนักคิด นักเขียน นักค้นคว้า นักการสื่อสาร นักธุรกิจ โดยประกอบกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ ขอเพียงแค่มีความรู้พื้นฐานในการใช้คอมพิวเตอร์ ก็สามารถเป็นได้แล้วบนโลกออนไลน์
คนที่เขียนหนังสือเป็น สามารถเป็นนักเขียน ทั้งนิยาย เรื่องสั้น บทกวี บทความ ความรู้ต่างๆที่สื่อออกมาเป็นตัวหนังสือ คนที่เป็นนักเขียนอยู่แล้วก็เป็นมาบล็อกเกอร์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ตามบ้านนอกคอกนา ในทุกแห่งที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง
ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ที่มีเว็บบล็อกบริการนักเขียนแบบไม่ต้องจ่ายเงิน เช่น เนชั่นบล็อกในเครือเนชั่น มีนักเขียนใหญ่เผยแพร่ผลงานผ่านบล็อกมากมาย ที่คุ้นชื่อดีมีทั้ง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อัศศิริ ธรรมโชติ ไพวรินทร์ ขาวงาม โชคชัย บัณฑิต เป็นอาทิ
แม้แต่นักเขียนไร้อันดับอย่าง โกศล อนุสิม ก็มีบล็อกกับเขาด้วยเช่นกัน
สุข สูงสว่าง นักฝันผู้ยิ่งใหญ่-The great dreamer of Thai book world
Posted by โกศล อนุสิม on
February 20, 2008
ผมไม่รู้จัก สุข สูงสว่าง เป็นการส่วนตัว แต่คนรุ่นผม ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อ 20 กว่า ปีก่อน เติบโตทางปัญญามาได้ โดยมีอิทธิพลของสุข สูงสว่าง อยู่ไม่มากก็น้อย
เด็กหนุ่มที่หัดอ่านหัดเขียนหนังสือเช่นผมเมื่อ 20 กว่า ปีที่แล้ว ย่อมต้องอาศัยนิตยสารโลกหนังสือ ที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ เป็นหนังสือเกี่ยวกับนักเขียนและวงการหนังสือที่ที่ดีที่สุดในช่วงที่ผมกำลังเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย แม้ขณะนั้นผมจะทันแค่ช่วงท้ายๆก่อนที่โลกหนังสือปิดตัวลง แต่โลกหนังสือก็ได้เปิดการรับรู้ของผมอย่างกว้างขวางและทอดยาวไกล
โลกหนังสือนี้แหละ ที่ สุข สูงสว่างเป็นเจ้าของ เป็นสุข สูงสว่าง คนเดียวกันกับที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ดวงกมล ที่พิมพ์หนังสือดีๆส่งเสริมภูมิปัญญา เป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนปัญญาชนที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นเพราะโตไม่ทัน แต่ก็ได้รับประโยชน์อันสูงยิ่งจากผลิตผลของดวงกมล ซึ่งก็คือผลิตผลของสูข สูงสว่าง
สุข สูงสว่าง ชอบดื่มไวน์พอๆกับชอบหนังสือ เมื่อสูข สูงสว่างเปิดศูนย์หนังสือดวงกมลที่ซีคอนสแคว ซึ่งเขาบอกแก่สังคมอย่างภูมิใจว่าเป็นศูนย์รวมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จึงเปิดร้านไวน์คู่กันด้วย แต่ผมดื่มไวน์ไม่เป็น ผมจึงไม่ได้เป็นลูกค้าร้านไวน์ แต่ผมเป็นลูกค้าร้านหนังสือดวงกมลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ผมชอบเข้าไปเดินดูหนังสือที่นั่น ไล่ดูที่ละชั้น ดูปก ดูชื่อคนเขียน ดูเนื้อใน ยืนอ่าน ลูบคลำ ชื่นชม เป็นวันๆก็ยังไม่หมด หนังสือทั้งไทยและต่างประเทศคงมีหลายหมื่นเล่ม มูลค่าคงเป็นร้อยล้านบาท
สุข สูงสว่าง ฝันใหญ่ปานนี้ และทำได้ใหญ่สมดังความฝัน หนังสือของนักเขียนดังๆระดับโลกที่ผมเคยได้ยินแต่ชื่อ พอมีดวงกมลซีคอนสแคว ผมได้เห็นหนังสือเล่มจริง เปิดดูข้างใน อ่านเนื้อหา (จริงๆแล้วอ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ) ทำให้ความคิด จินตนาการบรรเจิด เปิดสัมผัสการรับรู้ใหม่ๆอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อสุข สูงสว่าง ฝันที่จะสร้างหมู่บ้านนักเขียนในทำเลที่สวยงามของจังหวัดกาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านที่จะเปิดขายให้นักเขียนเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นที่ปักหลักสร้างสรรค์ผลงาน หากสำเร็จจะเป็นแหล่งชุมนุมนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาจเป็นแห่งเดียวในโลกที่มีนักเขียนไปปักหลักทำงานทีเดียวหลายๆคน คิดดูเถิดครับว่า หนังสือดีๆนับสิบนับร้อยเรื่องเขียนขึ้นที่นี่ สถานที่แห่งนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
“สอนให้รวยด้วย amazon” หนังสือ How To แห่งปี
Posted by โกศล อนุสิม on
January 26, 2008
เมื่อช่วงปลายปี 2550 ที่ผ่านมา มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “สอนให้รวยด้วย amazon” วางแผง นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในตลาดหนังสือเมืองไทย นั่นคือ จำหน่ายหมดในเวลารวดเร็ว ต้องพิมพ์ซ้ำภายในไม่ถึงเดือน แสดงให้เห็นถึงความต้องการระดับ “หิวกระหาย” ของผู้ซื้อเลยทีเดียว
สิทธิศักดิ์ บุญมาก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ makemany.com เว็บไซต์เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ marketting online และผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจกับเว็บไซต์ชื่อดังคือ amazon.com ซึ่งชื่อนี้ไม่ต้องบรรยายก็รู้ว่าเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชอันดับหนึ่งของโลก เริ่มจากขายหนังสือจนปัจจุบันนี้มีสินค้าจิปาถะ เรียกว่าตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แม้แต่หวดนึ่งข้าวเหนียว ครก สากกะเบือของไทยก็ยังมีจำหน่าย
หนังสือเล่มนี้ถูกกล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมาก ในหมู่ผู้หารายได้ผ่านอินเตอร์เน็ตของไทย มีการพูดคุยกันในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ คำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ อยู่ภายใต้แนวคิดที่ผู้เขียนวางไว้ว่า “สอนให้รวยด้วย amazon สร้างรายได้ภายใน 3 เดือนโดยไม่ต้องลงทุน” อันเป็นรูปแบบการทำธุรกิจกับเว็บไซต์อเมซอน รวมถึงเว็บไซต์ ลักษณะเดียวกันนี้ ทำให้ดึงดูดใจคนที่สนใจเรื่องราวของการหารายได้จากอินเตอร์เน็ต รวมถึงผู้ที่กำลังทำอยู่ได้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายวิธีการ ขั้นตอน รายละเอียด ไว้ได้ดีมาก สามารถทำความเข้าใจได้ในเวลารวดเร็ว แม้แต่คนที่ไม่มีความชำนาญในการใช้อินเตอร์เน็ตก็สามารถทำตามได้ไม่ยาก ไม่เพียงแต่วิธีการทำการค้ากับเว็บไซต์อเมซอนเท่านั้น ผู้เขียนยังมีข้อแนะนำอื่นๆที่มีประโยชน์อย่างมาก เช่น การทำ SEO หรือการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ร้านค้า ให้เป็นที่รู้จักของผู้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
ความสำเร็จของหนังสือ “สอนให้รวยด้วย amazon” ส่วนหนึ่งคงมาจากการขาดแคลนข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมออนไลน์กับเว็บไซต์ใหญ่ยักษ์รายนี้ของคนไทย ส่วนมากแล้วข้อมูลที่มีอยู่เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อมีหนังสือภาษาไทยออกมาแล้วจึงตรงกับความต้องการของผู้ “หิวกระหาย” ข้อมูลทั้งหลาย จึงขายเกลี้ยงแทบจะในพริบตาก็ว่าได้
ในบรรดาผู้หิวกระหายข้อมูลนั้น ย่อมรวมผมอยู่ด้วยหนึ่งคน
ต้องขอขอบคุณผู้เขียนคือ สิทธิศักดิ์ บุญมาก ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา ทำให้คนไทยเป็นจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการทำมาค้าขายหารายได้เข้าประเทศผ่านเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่นี้ เป็นการเปิดโลก marketting online ให้ผู้ที่อ่านภาษาอังกฤษระดับ snake fish fish ได้เห็นแสงสว่างเจิดจ้าเลยทีเดียว
ผมจึงขอยกหนังสือ “สอนให้รวยด้วย amazon” ของ สิทธิศักดิ์ บุญมาก ให้เป็น “หนังสือ how to แห่งปี 2550” ครับ





