คนกับกติกา และปัญหารัฐธรรมนูญไทย

mob3.jpgmob3.jpgmob3.jpg

การปกครองทุกระบบในทุกประเทศ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครอง  รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติไว้ว่า  กฎหมายใดที่ขัดกับรับธรรมนูญถือว่าใช้บังคับไม่ได้ อันแสดงให้เห็นถึงสถานะสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้ว 18 ฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ.2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำลังเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น  โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยพรรคพลังประชาชน อันเป็นร่างทรงของพรรคไทยรักไทยเดิม ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ด้วยมีข้อรังเกียจว่า มีที่มาที่ไปไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีการร่างขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร  แต่ก็ถูกคัดค้านจากฝ่ายค้านและขบวนการประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่า พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม มิใช่เพื่อประชาชน

ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นดังกล่าว รวมถึงที่ผ่านมาตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี พ.ศ.2475  ส่วนมากแล้ว รัฐธรรมนูญตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง  เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย  มีการทำลายหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ  ล่าสุด รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ก็ถูกล้มล้างโดยคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ก็กำลังจะถูกแก้ไขอีก ในข้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย

จากเหตุการณ์ล้มล้างและแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นมาตลอดกว่า 70 ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย  จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นปัญหาจริงหรือไม่  กฎกติกาสูงสุดถูกทำลายและล้มล้างไปเพราะเหตุใด แม้จะมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดโทษไว้สำหรับกรณีล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีผู้กระทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ และก็ใช้รัฐธรรมนูญนั่นแหละนิรโทษกรรมความผิดให้แก่ตัวเอง

พฤติกรรมของการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเหยื่อความขัดแย้งของคนเท่านั้น  เป็นเพียงข้ออ้างในการแย่งชิงอำนาจที่อิงอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่มีอำนาจทางการเมือง  ดังนั้น คนจึงเป็นปัจจัยหลักในปัญหาประชาธิปไตย หาใช่รัฐธรรมนูญไม่  คนเป็นผู้ร่างกติกา เป็นผู้ใช้กติกา  เป็นผู้เปลี่ยนแปลงกติกา  ดังนั้น กติกาจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นกับผู้ใช้นั่นเอง

เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น โปรดพิจารณาข้อความต่อไปนี้

Read More …

April 28th, 2008 | 12 Comments

อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถ้าข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมัน

อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถ้าข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมันผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อหลายวันก่อน มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดการซื้อขายข้าวในอนาคตว่า สินค้าเกษตรสำหรับบริโภคโดยเฉพาะข้าวจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในอนาคต  กองทุนเพื่อการเก็งกำไรขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Hedge fund มีแนวโน้มที่จะเข้ามาทำธุรกิจเก็งกำไรข้าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง 

หากอ่านข่าวนี้เพียงผิวเผินก็เป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดาๆเท่านั้น แต่หากอ่านอย่างพินิจพิจารณาแล้วคิดต่อไปลึกๆ ก็จะเห็นความน่ากลัวในข่าวนี้ หากบรรดา  Hedge fund ทั้งหลายเข้ามาสู่ธุรกิจเก็งกำไรข้าวและสินค้าเกษตรจริงๆ

น่ากลัวเพราะอะไรครับ?

น่ากลัวก็เพราะเหตุว่า กองทุนเหล่านี้ไม่สนใจอะไร นอกจากกำไร  ยิ่งได้กำไรมากเท่าใด พวกนี้ก็จะปั่นราคาของให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเครือข่ายทางธุรกิจการเงินของกองทุนเหล่านี้มีอยู่มากมายทั่วโลก  มูลค่ารวมของ Hedge fund ทั้งหมดอาจจะมากกว่างบประมาณแผ่นดินของทุกประเทศรวมกันเสียอีก  ดังนั้น การใช้อิทธิพลอำนาจเงินปั่นราคาโดยการสร้างอุปสงค์หรือ Demand เทียมให้เกิดขึ้น ทำให้สินค้าที่มีอยู่ไม่พอแก่ความต้องการ หรือ อุปทาน (Supply) ไม่พอเพียง (แบบเทียมๆ) ทำให้พวกเขาสามารถโก่งราคาได้  ทีนี้แหละครับ คนเดือดร้อนก็คือพวกเราๆท่านๆนี่แหละ

  Read More …

April 11th, 2008 | 4 Comments

ข่าวสดๆ ข่าวคาวๆ ข่าวฉาวโฉ่ : ใครเป็นเหยื่อที่แท้จริง

ข่าวสดๆ ข่าวคาวๆ  ข่าวฉาวโฉ่คนทั้งหลายชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะคนดังๆ เช่น ดาราน้อยใหญ่ นักกีฬาชื่อดัง นักการเมือง คนร่ำรวย ผู้นำทางสังคม ฯลฯ ย่อมเป็นอาหารอันโอชะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของคน   โดยมีสื่อเป็นตัวกลางในการเสนอข่าวสารข้อมูลทั้งหลายตอบสนองความต้องการของคนอยากรู้  โดยเสาะหาเรื่องราวของคนดังมาเสนอ  คนดังจึงคู่กับสื่อมาด้วยเหตุนี้ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวไม่ดี ข่าวที่เป็นไปในทางเสียหาย  คนชอบยิ่งนัก  จึงปรากฏว่า ข่าวคาว ข่าวฉาวโฉ่ ของคนดังกลายเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเป็นข่าวใหญ่ในทีวีอยู่เสมอๆ

ข่าวนั้นจะจริงหรือไม่จริง  คนตกเป็นข่าวต้องรับความเสียหายไปอย่างเต็มๆ  คนที่สะใจก็คือผู้รับรับข่าวสาร ได้รู้เรื่องของคนอื่นสนองความต้องการสอดรู้สอดเห็น และที่ได้ผลประโยชน์ก็คือสื่อ  ขายข่าวได้  ส่งให้เรตติ้งกระฉูด  ยอดขายกระจาย

และจึงปรากฏอยู่เสมอว่า คนดังที่ตกเป็นข่าว ขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องสื่อ  เรียกค่าเสียหายและปกป้องชื่อเสียงของตน  กว่าคดีจะจบคนก็ไม่สนใจแล้ว เพราะมีเรื่องมันส์ๆอื่นๆเกิดขึ้นมาแทนทุกๆวัน

นั่นคือปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างคนดังกับสื่อ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ  แต่หากสังเกตดูดีๆจะเห็นว่า ทุกวันนี้ความขัดแย้งดังกล่าวลดน้อยลง  คนดังมีทีท่าเป็นมิตรกับสื่อมากขึ้น  เพราะอะไร

Read More …

March 13th, 2008 | 3 Comments

KOSOLTALK.COM| Powered by WordPress | Blue Weed by Blog Oh! Blog | Entries (RSS) and Comments (RSS).