อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถ้าข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมัน

อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถ้าข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมันผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเมื่อหลายวันก่อน มีบทวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดการซื้อขายข้าวในอนาคตว่า สินค้าเกษตรสำหรับบริโภคโดยเฉพาะข้าวจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในอนาคต  กองทุนเพื่อการเก็งกำไรขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Hedge fund มีแนวโน้มที่จะเข้ามาทำธุรกิจเก็งกำไรข้าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง 

หากอ่านข่าวนี้เพียงผิวเผินก็เป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดาๆเท่านั้น แต่หากอ่านอย่างพินิจพิจารณาแล้วคิดต่อไปลึกๆ ก็จะเห็นความน่ากลัวในข่าวนี้ หากบรรดา  Hedge fund ทั้งหลายเข้ามาสู่ธุรกิจเก็งกำไรข้าวและสินค้าเกษตรจริงๆ

น่ากลัวเพราะอะไรครับ?

น่ากลัวก็เพราะเหตุว่า กองทุนเหล่านี้ไม่สนใจอะไร นอกจากกำไร  ยิ่งได้กำไรมากเท่าใด พวกนี้ก็จะปั่นราคาของให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเครือข่ายทางธุรกิจการเงินของกองทุนเหล่านี้มีอยู่มากมายทั่วโลก  มูลค่ารวมของ Hedge fund ทั้งหมดอาจจะมากกว่างบประมาณแผ่นดินของทุกประเทศรวมกันเสียอีก  ดังนั้น การใช้อิทธิพลอำนาจเงินปั่นราคาโดยการสร้างอุปสงค์หรือ Demand เทียมให้เกิดขึ้น ทำให้สินค้าที่มีอยู่ไม่พอแก่ความต้องการ หรือ อุปทาน (Supply) ไม่พอเพียง (แบบเทียมๆ) ทำให้พวกเขาสามารถโก่งราคาได้  ทีนี้แหละครับ คนเดือดร้อนก็คือพวกเราๆท่านๆนี่แหละ

 

ตัวอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือน้ำมันยังไงล่ะครับ อันที่จริงแล้ว อุปสงค์กับอุปทานของน้ำมันที่ผลิตได้ทุกวันนี้ไม่ได้ห่างกันมากมายนัก  แม้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือ Opec (Organization of the Petroleum Exporting Countries) จะจำกัดปริมาณการผลิต เพื่อรักษาความสมดุลของอุปสงค์กับอุปทาน แต่อุปทานก็ไม่ได้ห่างจากอุปสงค์ที่แท้จริงมากนัก ทั้งการผลิตของประเทศนอกกลุ่มโอเปค เช่น น้ำมันจากแหล่งผลิตในทะเลเหนือ น้ำมันจากรัสเซียและประเทศอดีตสหภาพโซเวียตก็มีปริมาณเพียงพอที่จดชดเชยกันได้ แต่ด้วยอิทธิพลกลไกของบรรดา Hedge fund ดังกล่าวนี้แหละ ทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง ซึ่งในขณะนี้สูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลมานานแล้ว

พวกนี้มักจะอาศัยความวิตกกังวลจากเหตุการณ์ต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการโก่งราคาน้ำมันผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้า ถ้าเราฟังข่าวก็จะได้ยินอยู่เสมอ เช่น “…สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบไลท์สวีตครูด สำหรับส่งมอบเดือนเมษายน ที่ตลาดไนเม็กซ์ในนครนิวยอร์กมีราคาสูงขึ้น 2.37 ดอลลาร์ มาปิดที่ 110.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากในช่วงหนึ่งราคาพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดระหว่างวันที่ 112.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ที่ 111.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์ สำหรับส่งมอบเดือนพฤษภาคม ที่ตลาดในลอนดอนมีอยู่ช่วงหนึ่งราคาพุ่งทำสถิติที่ 109.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาปิดตลาดที่ 108.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.13 ดอลลาร์ …(ข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์)” เป็นต้น เราจะได้ยินข่าวทำนองนี้อยู่เสมอ  จะเห็นว่าราคาที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นราคาสำหรับส่งมอบเดือนต่อไป ซึ่งเมื่อถึงตอนส่งมอบจริงๆราคาอาจลดลงกว่านี้ พวก Hedge fund  ทั้งหลายที่ควบคุมตลาดซื้อขายล่วงหน้าก็ฟันกำไรไปอย่างสบายอุรา

แล้วที่นี้ลองคิดดูสิครับว่า หากพวก Hedge fund เหล่านี้มาเล่นในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะข้าวที่คนบริโภคกันทั่วโลกนั้น  จะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนตาดำๆขนาดไหน

ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้ จริงๆแล้วอาจไม่ใช่ผลกระทบจากการที่เวียดนามซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ผลิตข้าวได้น้อยลงเพราะความแห้งแล้ง จนสั่งให้ระงับการส่งออกข้าวเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นอิทธิฤทธิ์ของบรรดา Hedge fund ที่ย่องเข้ามาทำกำไรจากราคาข้าวก็อาจเป็นได้ นี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นหายนะของประชาชนผู้บริโภคข้าวแล้ว

เราคนไทยก็อย่าคิดว่าเป็นประเทศที่ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกแล้วจะรอดพ้นจากหายนะนี้  เพราะกลไกราคาข้าวนั้นตกอยู่ในมือของบรรดาผู้ส่งออกข้าวแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  เห็นได้จากเหตุการณ์ที่ราคาข้าวในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นเมื่อต้นปีนี้ ทำให้เกิดการกักตุนข้าวเพื่อส่งออก  ปริมาณข้าวในตลาดหายวับไปนับล้านๆตัน  จนกระทั่งข้าวสารบรรจุถุงที่ขายให้พวกเราในห้างต่างๆขาดแคลน  รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้มาก อย่างที่เห็นๆกันอยู่  ถ้าหากเกิดราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นๆไม่หยุด เราจะมีข่าวกินกันพอเพียงหรือไม่ ราคาจะสูงขึ้นตามตลาดโลกเพียงใด ก็ลองคิดดูครับ

ที่สำคัญก็คือ แม้ราคาข้าวจะสูงแต่ผลประโยชน์ทั้งหลายแหล่อย่าคิดว่าจะตกแก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว เพราะชาวนามีต้นทุนการผลิตมากมายบานเบอะ ทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง ทั้งค่าน้ำมันรถไถนา ค่าอะไรๆอีกจิปาถะ ค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ชาวนาต้องจ่ายทุกๆฤดูกาลการผลิต นำไปสู่การจำนำข้าวล่วงหน้า โดยชาวนาเอาไปจำนำล่วงหน้ากับพ่อค้าอาจจะในราคากิโลกรัมละ 20 บาท พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวพ่อค้าปั่นราคาขึ้นไปเป็น 30 บาท พ่อค้าก็ได้กำไรไปเหนาะๆ 10 บาท นั่นแล

เมื่อราคาข้าวตลาดโลกพุ่งพรวดพราด  จะมีใครอยากขายให้คนไทยกินบ้างครับ  ก็คงกักตุนเพื่อส่งออกกันหมด ราคาขายในประเทศก็คงจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน จะอาศัยรัฐบาล (ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้า) ก็คงไม่ได้อะไรมากนัก ขนาดที่ผ่านมายังไม่สามารถทำอะไรได้เลย ก็คงหวังไม่ได้ว่าต่อไปข้างหน้าจะทำได้  เราก็คงกินข้าวในคาราที่ผู้ส่งออกและคุณพ่อ Hedge fund จะกำหนดนั่นแหละ เหมือนน้ำมันตอนนี้ไง

นี่ผมอาจจะมองในแง่ร้ายไปสักหน่อย  แต่ที่มองเช่นนี้ก็เป็นการคิดไว้ล่วงหน้าล่ะครับ จะได้เตรียมตัวรับมือแต่เนิ่นๆ  อย่างน้อยเมื่อเกิดขึ้นจริงๆก็จะได้ภูมิใจว่าตัวเองคิดถูก จะได้กินข้าวราคาตลาดโลกของคุณพ่อ Hedge fund อย่างสบายใจขึ้นบ้าง

ส่วนตอบที่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย เมื่อข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมัน  ก็ตอบได้ว่า คนไทยบางกลุ่มก็รวยขึ้น บางกลุ่มก็จนลง  แต่ที่แน่ๆก็จะได้กินข้าวแพงๆเหมือนกันกับชาวโลก

เท่าที่คิดคำตอบได้ก็มีเท่านี้ เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน.

  1. 4 Responses to “อะไรจะเกิดขึ้นกับคนไทย ถ้าข้าวถูกเก็งกำไรเหมือนน้ำมัน”

  2. ได้ยินอย่างนี้แล้ว ผมก็กังวลไม่น้อยเลยนะเนี่ย

    By Mekz on Apr 12, 2008

  3. น้อง Mekz ครับ สงสัยว่าพวกเราคงต้องไปปลูกข้าวกินเองแบบพอเพียงเสียแล้ว ฮาๆ

    By admin on Apr 13, 2008

  4. ต้องยกเลิก futures ให้หมดเลยครับท่าน

    ไม่ใช่สิ เลิกตลาดอนุพันธ์ให้หมด ทั้ง futures ทั้ง options เลิกให้หมด (ประชด)

    อย่างพี่ไทย BWR5 นี่ เปิดมา limit up ดูแล้วน่ากลัว

    By iake on Apr 14, 2008

  5. ก็เป็นไปตาม “กลไกตลาด” ครับคุณเอก

    ไอ้คำนี้เป็นคำธรรมดา แต่น่ากลัวมากๆไม่ธรรมดา

    เป็นข้อที่รัฐบาล (ไทย) ใช้เป็นข้ออ้างบ่อยที่สุด เมื่อมีสภาวะทางเศรษฐกิจที่กระทบกับประชาชน เพื่อจะได้ไม่ทำอะไร

    เป็น “กลไกตลาด” โดยเจ้าของตลาด เพื่อเจ้าของตลาดโดยแท้

    ผมนึกถึงที่อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ วิจาารณ์การเจรจาการค้าเสรีของ WTO จำได้ว่าเป็นการประชุมที่เมืองโดฮา เม็กซิโก สมัยที่ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็น ผอ.WTO ดร.มหาธีร์บอกว่า ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ต้องการการค้าเสรี แต่ต้องการการค้าที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยกลไกการตลาด (ของประเทศพัฒนาแล้ว) ที่อ้างการค้าเสรีมาบังหน้า แต่ที่จริงพยายามกีดกันการค้า ด้วยการปกป้องผู้ผลิตของตน แต่คนอื่นเปิดเสรี

    น่ากลัว แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะกลไกตลาดเป็นไปตามกลไกอำนาจนั่นแล

    By admin on Apr 15, 2008

Post a Comment

eXTReMe Tracker