จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
Posted by โกศล อนุสิม on
January 28, 2008
ประโยคที่เป็นหัวเรื่องข้างต้น หลายคนคงรู้ว่าคือคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ยี่สิบ และคงยิ่งใหญ่ไปอีกหลายศตวรรษ นั่นคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งได้ย้ายไปเป็นพลเมืองประเทศสหรัฐอเมริกา สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองที่นั่น ดังที่เราท่านรู้จักกันดีแล้ว หลายๆคนคงชอบวลีนี้ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ หากไม่เป็นจริง คนที่ยิ่งใหญ่อย่างไอสไตน์ ที่เคยสอบตกเมื่อสมัยเด็ก แต่กลายเป็นนักฟิสิกซ์ปราดเปรื่องเมื่อเป็นผู้ใหญ่ คงไม่พูดประโยคนี้ขึ้นมา
เหตุที่จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะจินตนาการนำไปสู่ความคิด ความคิดนำไปสู่การแสวงหาความรู้ จินตนาการสอนกันได้ยาก เป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ส่วนความรู้นั้นสอนกันได้ หากไม่มีจินตนาการ คงยากที่จะเกิดการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ หรือกว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆขึ้นมา ก็คงต้องรอให้เกิดเหตุบังเอิญขึ้นก่อน เหมือนไอแซค นิวตัน โดนแอปเปิ้ลหล่นใส่หัวจึงเข้าใจแรงโน้มถ่วงของโลก หรือที่อาคีมีดิสปวดเมื่อยแล้วลงอ่างอาบน้ำ จึงค่อยค้นพบความรู้เรื่องปริมาตรการตวง จนอุทาน ยูเรกา ดังลั่นโลกมาจนถึงทุกวันนี้
บทพิสูจน์คำพูดของไอสไตน์นั้นมีให้เห็นอย่างชัดเจน สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ เทคโนโลยี่ต่างๆ ล้วนเกิดในจินตนาการมาก่อน จากนั้นจึงนำมาสู่การคิดค้นและพัฒนาความรู้ จนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นของจริงให้ลูบคลำจับต้องได้
ย้อนหลังไปหลายร้อยปี ลิโอนาโด ดาวินชี จินตนาการถึงการบิน อยากเห็นคนบินในอากาศได้เหมือนนก จากนั้นก็ร่างภาพในจินตนาการลงบนแผนกระดาษ เพื่อคิดค้นหาหนทางที่จะทำให้คนบินได้เหมือนนก แต่ยังไม่สำเร็จก็ขึ้นสวรรค์ไปก่อน หากไม่มีคนอย่างดาวินชีจินตนาการไว้ คนรุ่นต่อๆมาอาจยังไม่มีใครนึกถึง อาจไม่มีพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินที่บินได้ครั้งแรกเมื่อร่วมร้อยปีก่อน ปานนี้เราอาจเพิ่งกำลังหัดทำเครื่องร่อน ไม่ใช่นั่งเครื่องบินไอพ่นไปรอบโลก กระทั่งสร้างยานอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ได้
เรื่องมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ก็เช่นกัน มนุษย์จินตนาการว่าได้ไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนไปได้จริงตั้งนมนาน โดย เอช.จี. เวลล์ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังชาวอังกฤษ ส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ได้สำเร็จตั้งแต่ก่อนมีองค์การนาซ่านับร้อยปี ผ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของเขา ด้วยจินตนาการของเวลล์ จึงทำให้คนรุ่นหลังคิดค้นความรู้พัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถทำการได้สำเร็จ มอบโอกาสนักบินอวกาศ นีล อาร์ม สตรอง เปล่งวาจาอันเริดหรูว่า “นี่คือก้าวเล็กๆของคนๆหนึ่ง แต่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ “ เมื่อได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นคนแรก
เมื่อจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ มนุษย์เราย่อมต้องเป็นหนี้พวกที่ชอบจินตนาการ ซึ่งดูไปแล้วเบื้องแรกอาจดูเหมือนเพ้อฝัน ดาวินชีอาจถูกพวกพ้องเย้ยหยันที่คิดฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดีหน่อยที่เขาเป็นคนสำคัญอยู่ก่อนแล้วสังคมจึงอาจยิ้มเยาะไม่มากนัก ส่วน เอช.จี. เวลล์ ที่ส่งคนไปดวงจันทร์ในนิยายวิทยาศาสตร์ สังคมในยุคของเขาคงไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอะไร ถือเป็นเพียงสิ่งบันเทิงใจ เป็นหนังสืออ่านเล่น แม้แต่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ยุคหลัง เอช.จี.เวลล์ อย่าง อาร์เธอร์ ซี. คล้าก หรือ ไอแซค อาสิมอฟ ที่มีทั้งดาวเทียม โทรทัศน์ โทรศัพท์ภาพ โทรศัพท์มือถือ เกมส์คอมพิวเตอร์ เมื่อปรากฎในหนังสือครั้งแรกก็เป็นเพียงเรื่องอ่านเล่น แต่ในที่สุดจินตนาการเหล่านั้นก็เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคิดค้นความรู้สร้างสรรค์ให้กลายเป็นจริง หรือจินตนาการในหนังเรื่องสงครามแห่งดวงดาวของสปิลเบิร์กแห่งฮอลลีวู้ด หลายสิ่งหลายอย่างก็กลายเป็นจริงหรือใกล้เป็นจริงแล้ว
นักจินตนาการทั้งหลายมิได้จำกัดอยู่ในสาขาอาชีพใด คนในทุกอาชีพล้วนเป็นนักจินตนาการได้ นี่จึงชัดเจนว่าจินตนาการนั้นสอนกันไม่ได้ แต่เป็นเรื่องเฉพาะตัว เป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน คนที่มีความรู้ในสาขาอาชีพใดก็สามารถคิดและจินตนาการในเรื่องราวต่างๆได้ คนที่มีจินตนาการใหญ่ๆจึงมีคุณสมบัติพิเศษกว่าคนทั่วไป คือเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น คิดในสิ่งที่คนอื่นยังไม่คิด บางครั้งจึงอาจเป็นคนสติเฟื่องในสายตาของสังคม หรือหนักเข้าก็อาจถูกมองว่าบ้าไปเลยก็มาก ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ จึงมีคนสติเฟื่องและคนบ้าอยู่ไม่น้อย เพราะคิดและจินตนาการในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่ทำ แต่พอผ่านยุคสมัยของตนไป คนสติเฟื่องหรือคนบ้าเหล่านั้นกลับได้รับยกย่องเป็นอัจฉริยะโดยคนรุ่นหลังตนนับร้อยปีก็มี
มองอีกแง่มุมหนึ่ง คนที่มีจินตนาการนั้นเป็นคนที่คิดใหญ่ คิดในสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยคิดมาก่อน อย่างเช่น ดาวินชีคิดอยากเห็นคนบินนั้นไม่ใช่ความคิดเล็กๆเลย เป็นความคิดที่ใหญ่เกินความสามารถของมนุษย์ในยุคนั้นมากมายนัก หรือความคิดของ เอช. จี. เวลล์ ก็ใหญ่เกินกว่าที่เทคโนโลยีของมนุษย์ชาติทั้งมวลในยุคสมัยของเขาจะทำได้ หรือในระยะที่ใกล้เข้ามาหน่อย หากนายเฮนรี่ ฟอร์ด ไม่ได้จินตนาการเห็นคนทั้งหลายทุกชนชั้นและอาชีพมีรถยนต์นั่งอย่างสะดวกสบาย เขาคงไม่คิดการใหญ่ให้บรรดาวิศวกรของบริษัทรถยนต์ฟอร์ดคิดค้นวิธีการผลิตเครื่องยนต์ดีๆ ราคาถูกลง และผลิตได้คราวละมากๆ เพื่อขายให้ทุกคน พวกเราทั้งหลายอาจจะยังนั่งรถม้าอยู่ก็เป็นได้
มนุษย์ช่างจินตนาการเหล่านี้ นอกจากจะคิดการใหญ่แล้ว ดูเหมือนว่าจะมองเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น น่าจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า พวกนี้เป็นคนที่ คิดข้ามเวลา คือคิดและเห็นในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อีกทั้งยังเป็นพวกใจถึงเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้จะถูกมองว่าเพี้ยน บ้า หรืออะไรๆที่ไม่เข้าท่า คนพวกนี้ยังยืนหยัด ยืนยัน ในความคิด ความเชื่อ ของตน
ขนาดของใจของคนเหล่านี้ จะต้องใหญ่มโหฬารพันลึก ไม่มีทางใจเสาะเด็ดขาด
มนุษย์จึงเป็นหนี้พวกช่างจินตนาการ คนคิดการใหญ่ และพวกคิดข้ามเวลาเหล่านี้ และเราจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้คอยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติ ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอมา
คำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ จึงเป็นความจริง และไอนสไตน์ก็นับได้ว่าเป็นคนที่มีจินตนาการยิ่งใหญ่คนหนึ่ง จินตนาการของเขานำไปสู่ขุมความรู้ด้านฟิสิกซ์อันก่อประโยชน์นับอนันต์ต่อมนุษย์ชาติ นั่นคือทฤษฎีสัมพันธภาพที่ยังไม่มีใครบังอาจลบล้างได้ ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีจินตนาการ คิดการณ์ใหญ่ และคิดข้ามเวลา เพรียบพร้อมในตัว
ทฤษฎีและความรู้ที่ไอน์สไตน์คิดค้นไว้นั้นถูกต้องเป็นจริง ทั้งยังได้ทิ้งจินตนาการที่ยังไม่เกิดขึ้นไว้หลายอย่าง ซึ่งต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ในภายหน้า หนึ่งในนั้นก็คือจินตนาการถึงมนุษย์ในอนาคต เมื่อเห็นมนุษย์คิดค้น ผลิตและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ไว้เต็มโลก เขาจึงพูดไว้ว่า
“ผมไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สามมนุษย์จะรบกันด้วยอะไร แต่ผมรู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สี่ มนุษย์จะรบกันด้วยก้อนหินและลูกธนู”
ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยุคเราต้องทำในเรื่องนี้ก็คือ จินตนาการให้ตรงกันข้ามกับไอน์สไตน์มากๆ และคิดค้นความรู้เพื่อสร้างเครื่องมืออะไรก็ได้ที่ทำให้ จินตนาการถึงสงครามโลกครั้งที่สี่ของไอน์สไตน์เป็นหมัน
ในข้อนี้ มนุษย์ทั้งหลายต้องรีบสร้างจินตนาการใหม่กันขนานใหญ่ เพราะเขาบอกไว้แล้วนี่ ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้.




