ผู้นำฉบับสมเด็จฯ
Posted by โกศล อนุสิม on
June 30, 2008

ทฤษฎีการบริหารจัดการของตะวันตกโดยเฉพาะฝั่งอเมริกา ให้ความสำคัญกับผู้นำเป็นอย่างมาก วิชาการจัดการสมัยใหม่ที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างเช่น ฮาวาร์ด ซึ่งชนชั้นนำในสังคมไทยไปร่ำเรียนมาคงนับได้เรือนแสน แล้วนำความคิดทฤษฎีมาใช้ขับเคลื่อนสังคมจนปรากฏผลดังเช่นปัจจุบันนี้ นักวิชาการฝรั่งก็เขียนตำราเรื่องผู้นำออกมาขายกันเป็นว่าเล่น ขายดีจนผู้เขียนรวยไปตามๆกัน ดังมีแปลเป็นภาษาไทยวางขายอยู่เป็นจำนวนมาก ชื่อเรื่องก็ประเภทกฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ทำนองนั้น
อันที่จริงแล้ว สังคมไทยเราก็มีแนวคิดเรื่องผู้นำอยู่เช่นกัน ผู้นำของเราในสมัยโบราณซึ่งก็พระมหากษัตริย์ก็ใช้แนวคิดเรื่องผู้นำเป็นหลักชัยในการบริหารจัดการ ที่สำคัญก็คือแนวคิดเรื่องทศพิศราชธรรมหรือธรรมของพระราชา ที่ได้รับมาอินเดีย ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ทรงปรับใช้ให้เหมาะสมตามยุคสมัย อีกอย่างหนึ่งก็คือธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหมวดธรรมพรหมวิหารสี่นั้น นับว่าเป็นสุดยอดของเครื่องมือที่ผู้นำใช้ในการบริหารจัดการสังคม
นั่นคือบางส่วนของแนวคิดที่ผู้นำในสังคมไทยได้ใช้ในการบริหารจัดการสังคมตั้งแต่โบราณนานมา หากเรียกตามสำนวนของพวกนักวิชาการฝรั่งก็คงปรับเข้าในแนวกฎเหล็กของการเป็นผู้นำได้
ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมมธโร) หนังสือเล่มที่ว่านี้ชื่อ บทสร้างนิสัย ว่าด้วยเรื่องแนวทางในการสร้างนิสัยทีดีซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงานได้อย่างดียิ่ง ก่อนอ่านผมคิดว่าคงเป็นหนังสือธรรมะที่น่าเบื่อ ต้องปีนกระไดอ่าน เมื่อได้อ่านไปแล้วจึงได้รู้ว่าพระท่านก็เขียนหนังสือสนุก ทันสมัย แม้จะเขียนไว้หลายสิบปีมาแล้ว
อ่านไปแล้วลองเปรียบเทียบกับหนังสือแนวบริหารจัดการของฝรั่ง ผมก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าพวกฝรั่งขี้โม้ทั้งหลายได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เห็นทีจะต้องอึ้งและทึ่งเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะนายจอห์น แม็กซ์เวล ผู้เขียนหนังสือ 21 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ และเล่มอื่นๆในตระกูลเดียวกัน อาจจะร้อง โอ้มายก๊อด! ก็ได้เมื่อได้อ่านบทที่ว่าด้วย นิสัยของหัวหน้า ที่ท่านสมเด็จเขียนไว้ในเล่มนี้
ท่านสมเด็จพูดถึงความสำคัญของผู้นำหรือที่ท่านเรียกว่าหัวหน้าไว้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องมีหัวหน้า เพื่อควบคุมดูแลคนในสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยหัวหน้าเป็นผู้ออกกฎระเบียบและสร้างเครื่องมือในการควบคุมสังคมขึ้นมา และใช้ระเบียบและเครื่องมือในการควบคุมสังคม โดยยึดความสงบสุขของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย แต่เมื่อมีหัวหน้าแล้วก็ใช่ว่าสังคมจะมีความสุข เพราะถ้ามีหัวหน้ามากสังคมก็จะฉิบหาย มีหัวหน้าโง่จะวอดวาย มีหัวหน้าไม่ดีจะป่นปี้ยับเยิน ท่านว่าอย่างนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ สังคมก็จะต้องมีหัวหน้าที่ดี ซึ่งหัวหน้าคุณสมบัติของหัวหน้าหรือผู้นำที่ดีในทัศนะของท่านนั้นมีอยู่ 14 ข้อด้วยกัน เพื่อให้ทันสมัยก็ขอเรียกว่า 14 กฎเหล็กของการเป็นผู้นำ ฉบับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมมธโร) ก็แล้วกัน ซึ่งท่านให้ไว้ดังนี้
กฎข้อที่ 1 ต้องเป็นตาเมือง คือใช้ปัญญาเป็นเสมือนตาเมือง ท่านว่าหัวหน้าผู้มีปัญญาจะต้องรู้จักมองไปข้างล่าง คือดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หากเป็นผู้นำประเทศก็จะต้องรู้จักดูแลประชาชน หากเป็นผู้นำธุรกิจก็ต้องรู้จักดูแลพนักงาน ต้องเห็นทั้งทุกข์และสุขในชีวิตและการงานของเขา ใครมีปัญหาก็ช่วยเหลือ บริหารงานด้วยการใช่สติปัญญาพิจารณา ไม่ใช่ใช้อำนาจแต่ฝ่ายเดียว ผู้นำประเภทสั่งการโดยไม่สนใจว่าผู้ปฏิบัติงานจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ตะคอกข่มขู่ แบบนี้อยู่นอกคุณสมบัติของตำราสมเด็จท่านแน่นอน
สมเด็จท่านได้สรุปคุณสมบัติที่สมบูรณ์ของหัวหน้าตามกฎข้อที่ 1 ไว้ว่า ต้องเป็นหัวหน้าที่มีตาครบทั้งสองข้าง นั่นคือ “รู้จักมองลงข้างล่าง มองขึ้นข้างบน เฉลียวฉลาดหาทรัพย์ และเพิ่มพูนทรัพย์ ทั้งเฉลียวฉลาดสอดส่องบาปบุญคุณโทษ ดีชั่ว ผิดถูก รอบรู้ทางเจริญทางเสื่อมอันจะมาถึงบ้านเมือง รู้จักเลือกทำแต่ฝ่ายที่ดีที่เจริญ รู้จักหลบหลีกฝ่ายที่ชั่วที่เสื่อม นำตนขึ้นสู่ทางดีทางเจริญได้ด้วยกุศโลบาย และคอยสังเกตระวังภัยมิให้เกิดมีขึ้นในวงงาน แม้นจะเกิดมีได้บ้างก็รู้ทันท่วงทีว่าร้ายหรือดีแล้วรีบระงับด้วยวิธีแก้ส่วนที่ร้าย สนับสนุนส่วนที่ดี นี่หัวหน้าผู้มีนิสัยเป็นตาเมือง” อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ
โปรดทราบว่า สิ่งต่างๆที่ผู้นำหรือหัวหน้าทำนั้น ก็เพื่อบ้านเมืองหรือองค์กร อันหมายถึงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนแต่เพียงฝ่ายเดียว
ถ้าคิดว่านี่เป็นคุณสมบัติที่ดีของผู้นำ ก็ลองมองดูรอบๆหน่อยว่า มีผู้นำหรือหัวหน้าที่มีคุณสมบัติข้อนี้อยู่บ้างหรือไม่ หากมีก็จงดูแลรักษาไว้ให้ดีเถิด แต่ถ้าไม่มีล่ะก็ คงรู้นะครับว่า จะทำอย่างไรกับหัวหน้าตาบอดกันดี
กฎข้อที่ 2 ต้องเป็นหูเมือง ท่านว่าจะต้องหนักแน่นเป็นหูเมือง คือไม่หูเบานั่นแหละครับ ต้องหนักแน่นเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ หูไวทันเหตุการณ์ ฟังเหตุฟังผล กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและรอบคอบ ไม่ใช่ฟังแต่รายที่ตนชอบแล้วตัดสินใจตามข้อมูลที่ได้รับมาข้างเดียว ซึ่งจะก่อความเสียหายได้
ผู้นำประเภทฟังแต่เสียงยกยอ แต่ไม่ฟังเสียเตือนเสียงติ ไม่เข้าคุณสมบัติข้อนี้แน่ครับ เป็นผู้นำประเภทที่ท่านสมเด็จบอกว่า “ไม่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่” นั่นเอง
ผู้นำที่เข้าข่ายกฎข้อที่สองของท่าน ท่านชี้ไว้ว่าเป็น “ผู้พกหินไว้ในอก ไม่พกนุ่น ถือหนักแน่นไว้ดีกว่าเบาหละหลวม เป็นคนหูไวแต่ปากช้า เมื่อได้ยินเขาพูดอะไรให้ฟังแล้วชอบยับยั้งชั่งคิด ฟังเหตุฟังผลมากกว่าฟังเสียง” อ่านแล้วก็ลองพิจารณาดูนะครับว่า มีหัวหน้าหรือผู้นำใกล้ตัวเราที่มีนิสัยตรงกันข้ามกับกฎข้อที่สองของสมเด็จท่านหรือไม่ อย่างเช่น ปากไว พูดก่อนคิด พกนุ่นไว้ในอก ประเภทนี้ ถ้ามีก็จงทำใจไว้บ้างว่า อาจจะพาลงเหวได้ในวันใดวันหนึ่ง
ผมได้อ่านหนังสือ ซีอีโอโลกตะวันออก ของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ได้เขียนถึงหน้าที่ของซีอีโอไว้หลายข้อ มีข้อหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ซีอีโอต้องเป็น “ผู้ดูแลงานด้านปกครอง ต้องรับรู้ทุกข์สุข ปัญหาความขัดแย้ง เป็นผู้คอยไกล่เกลี่ยตัดสิน โดยยึดความถูกต้องยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าทำได้ดีก็จะเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างสูงจากสมาชิกในบริษัท” ผมคิดว่าข้อเขียนของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ที่ได้กล่าวมานี้ ปรับเข้ากับกฎข้อนี้ของสมเด็จท่านได้เป็นอย่างดี หรือจะจัดเข้าในคุณสมบัติตามกฎข้อที่หนึ่งก็ได้ด้วยเช่นกัน
กฎข้อที่ 3 ต้องเป็นแก่นเมือง สมเด็จท่านบอกว่า ศาสนาเป็นแก่นเมือง ดังนั้น ผู้นำจะต้องเป็นคนที่มันคงในศาสนา ปฏิบัติกิจของศาสนา มีหลักธรรมของศาสนาในหัวใจ เชื่อมั่นในศาสนา เป็นผู้นำในการประพฤติที่ดีงาม ซึ่งจะทำให้เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อฟังของผู้ตาม
หากเทียบกับทฤษฎีการบริหารจัดการสมัยใหม่ ข้อนี้ก็ปรับเข้ากับเรื่องกฎระเบียบ ข้อปฏิบัติ จรรยาบรรณขององค์กร ที่สมาชิกต้องเคารพและปฏิบัติตาม แน่นอนว่า ผู้นำสูงสุดต้องเป็นแบบอย่างแก่ คนในองค์กร หากผู้นำไม่เคารพในกฎระเบียบที่ตนเองกำหนดขึ้นมาแล้ว จะเป็นเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้หรือ สมเด็จท่านได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าหัวหน้าเป็นคนดีมีศีลธรรม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาย่อมพลอยดีมีศีลธรรมและอยู่เย็นเป็นสุขตามกัน แต่เมื่อหัวหน้าเป็นคนไร้ศีลธรรม คนในปกครองมักได้ช่องเข้าสวมรอยและต้องพลอยทุกร้อนไปด้วย”
ผมอ่านข้อความที่ยกมานี้ทีไร ก็ให้นึกถึงเรื่องธรรมาภิบาล หรือ Good Governance ของพวกฝรั่งทุกทีครับ องค์กรที่มีผู้นำละเมิดกฎละเมิดศีลธรรมหรือพูดง่ายๆว่าขี้โกง ไม่มี Good Governance จนต้องล้มหายไปจากโลกของธุรกิจก็มีให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่างเช่นบริษัทเอนรอนของฝรั่งอเมริกาเป็นต้น เมื่ออ่านข้อนี้แล้ว เห็นได้ว่า สมเด็จท่านพูดถึงเรื่อง Good Governance ก่อนฝรั่งตั้งหลายสิบปีแล้ว
ผู้นำใกล้ตัวเรา มีเข้ากฎข้อที่ 3 สักกี่คนช่วยกันลองค้นหาดู
กฎข้อที่ 4 ต้องเป็นหลักเมือง สมเด็จท่านเปรียบหลักเมืองเป็นวิชาความรู้นะครับ ผู้นำจะต้องมีวิชาความรู้ดี ซึ่งจะทำให้คิดชอบ ทำชอบ รอบรู้และหยั่งรู้ในเหตุผลของเรื่องราวต่างๆ ข้อนี้ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ เพราะผู้นำหรือหัวหน้าจำเป็นจะต้องมีความรู้ แม้ไม่รู้ในสิ่งที่ตนต้องทำ ก็ต้องรู้จักหาคนและใช้คนที่รู้มาทำงานให้ตน หากเปรียบเทียบกับการบริหารจัดการ ก็คือ การรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์นั่นเองแหละครับ
สมเด็จท่านให้คำจำกัดความของความรู้ในข้อนี้ว่าเป็นวิชาที่ดี นั่นย่อมหมายความว่าต้องมีความรู้ที่คู่กับความดีด้วยนะครับ คือมีความรู้แล้วใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่องค์กรที่ตนเป็นผู้นำอยู่ มิใช่เพื่อประโยชน์ของตน ต้องทำให้กิจการเติบโต สร้างรายได้ให้แก่พนักงานและผู้ถือหุ้น เสียภาษีแก่ประเทศชาติ มิใช่ใช้ความรู้บริหารงานเพื่อเอาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง ผู้นำองค์กรประเภท Bad Governance ปล่อยให้พนักงานกินแกลบ ให้ผู้ถือหุ้นกินหญ้า แต่ตัวเองกินอาหารฮ่องเต้มีเงินเต็มเรือกำปั่น หากเป็นผู้นำของประเทศ ก็ต้องไม่ใช่ประเภทมือถือสากปากถือศีล หรือมือกำดาบปากคาบคัมภีร์ เพราะหากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ผู้นำประเภทหลักเมืองแน่
วิชาดีในที่นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเรียนสูงๆนะครับ ไม่ใช่ว่าต้องจบเมืองนอก หรือมหาวิทยาลัยดังๆ หากแต่เป็นวิชาความรู้ที่ชักนำให้ทำในสิ่งที่ดีๆ ประเภทความรู้ระดับดุษฎีบัณฑิตแต่ทำผิดศีลธรรม ก็ไม่เข้าข่ายกฎข้อที่ 4 ของสมเด็จท่านแน่นอน
นี่เป็นบางส่วนในหนังสือที่สมเด็จฯท่านเขียนไว้นะครับ ย่อความมาให้อ่านกันพอสมควร ที่เหลืออีก 10 ข้อนั้นโอกาสหน้าจะนำมาให้อ่านกันอีก ขอให้โชคดีมีผู้นำดีๆ หรือเป็นผู้นำที่ดี เป็นลูกน้องที่ดีโดยถ้วนหน้ากันครับ.
โกศล อนุสิม




