การป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ต
Posted by โกศล อนุสิม on
June 12, 2008

“ดาบสองคม” เป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นด้านตรงกันข้ามของสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นความฉลาดหลักแหลมของบรรพบุรุษไทยที่คิดค้นคำนี้ขึ้นมา เพื่อเตือนสติให้เราระมัดระวังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งประโยชน์และโทษ เพื่อที่จะเลือกใช้หรือเลือกไม่ใช้ตามความเหมาะสม
แน่นอนว่า สิ่งทั้งหลายล้วนมีสองด้าน คือด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หากรู้จักใช้ ของที่เป็นโทษอย่างเช่นยาพิษก็มีประโยชน์ได้ ยาเสพติดอย่างมอร์ฟีนยังเกิดประโยชน์ในการทางการแพทย์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม และยารักษาโรคก็กลายเป็นยาพิษได้หากใช้อย่างไม่ถูกวิธี
ฉันใดก็ฉันนั้น สื่ออินเตอร์เน็ตที่กลายเป็นปัจจัยจำเป็นของคนที่อยู่ในสังคมยุคข่าวสาร ก็มีทั้งด้านดีและด้านร้าย มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน
และบัดนี้ สื่ออินเตอร์เน็ตที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมากมายนั้น เริ่มถูกมองเป็นจำเลยมากขึ้นทุกขณะ ว่าเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆแก่ผู้คน โดยเฉพาะวัยรุ่น ทั้งในลักษณะถูกกระทำจากบุคคลอื่น และในลักษณะที่กระทำการโดยตัวเอง
การถูกกระทำจากบุคคลอื่น โดยถูกล่อลวงจากคนร้าย นำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือถูกทำร้ายทางด้านร่างกายและจิตใจ อันสืบเนื่องมาจากการติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเตอร์เน็ต นำไปสู่การพบปะกันแบบตัวต่อตัว และนำไปสู่การล่อลวงทำร้ายกันในที่สุด โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมักเป็นเพสหญิง และผู้กระทำก็เป็นเพศชาย ดังที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครมอยู่เสมอ
ส่วนการกระทำโดยตัวเองนั้น มีทั้งการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม เข้าข่ายลามกอนาจารของตนเอง การทำร้ายร่างกายตัวเองจนถึงขั้นเสียชีวิต เพราะได้รับอิทธิพลข่าวสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต แม้ข้อนี้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แต่แนวโน้มที่จะมีความเชื่อว่า อินเตอร์เน็ตเป็นมูลเหตุสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนกระทำการดังกล่าว ก็มีมากขึ้นในหมู่ชน
นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการใช้อินเตอร์เน็ต อันเป็นสื่อสมัยใหม่ที่ให้ปัจเจกชนสามารถกำหนดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างเสรี อันเป็นการทะลวงข้อจำกัดของสื่อยุคเก่าคือหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างสิ้นเชิง
ความสะดวกในการใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเพียงใด แนวโน้มที่อินเตอร์เน็ตจะตกเป็นจำเลยในเรื่องการสร้างอันตรายแก่ผู้คนก็มีมากขึ้นเพียงนั้น หรือว่า ดาบคมที่สองของอินเตอร์เน็ตเริ่มหันมาบาดผู้ใช้อย่างจริงจังแล้ว
อันที่จริงแล้วจะโยนความผิดไปให้อินเตอร์เน็ตล้วนๆก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นธรรม เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารเช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ และที่ผ่านมา สื่อทุกสื่อ คือ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ก็มีอิทธิพลต่อผู้คนด้วยกันทั้งสิ้น สร้างทั้งผลดีและผลร้ายแก่ผู้รับข่าวสารได้เช่นกัน ดาบคมที่สองของสื่อทั้งสามชนิดก็ล้วนแต่เคยทำร้ายผู้คนมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น การที่สื่ออินเตอร์เน็ตทำให้เกิดผลร้ายแก่ผู้คนจริง ก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย หรือเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ตราบใดที่ผู้ใช้ไม่มีความรับผิดชอบ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ควรหรือไม่ที่จะโยนความผิดให้แก่อินเตอร์เน็ต ทั้งๆที่ความเสียหายไม่ได้เกิดจากอินเตอร์เน็ต หากแต่เกิดจากผู้ใช้งาน ทำนองเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลาย แม้แต่สากกะเบือที่ใช้ตำน้ำพริกทำอาหารก็กลายเป็นอาวุธได้ เมื่อภรรยาขี้หึงเอาไปฟาดกระบาลสามีเจ้าชู้ หากฟาดแรงก็อาจถึงตายได้ การป้องกันไม่ให้สากกะเบือกลายเป็นอาวุธ จึงต้องกระทำโดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ หาใช่เปลี่ยนแปลงที่สากกะเบือไม่
สื่อทั้งหลายรวมถึงอินเตอร์เน็ตก็เช่นกัน การที่จะป้องกันอันตรายจากสื่อดังกล่าว ย่อมต้องควบคุมดูแลผู้ใช้สื่อ ซึ่งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ล้วนมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าวสาร มีกฎหมายควบคุม มีการให้ความรู้ข่าวสารในการรับสื่อแก่ผู้คนในสังคมอย่างกว้างขวาง เมื่อเกิดผลที่ไม่ดีขึ้น สังคมก็มีการตรวจสอบ ควบคุม และเอาผิด จึงทำให้อันตรายที่เกิดจากสื่อโดยตรงลดน้อยลง ประโยชน์ที่เกิดจากสื่อจึงมีมาก
แต่สื่ออินเตอร์เน็ตเป็นสื่อเกิดใหม่ ทั้งยังพัฒนาการอย่างรวดเร็วและขยายตัวอย่างกว้างขวาง เป็นสื่อที่เผยแพร่อย่างเสรีข้ามเขตอำนาจรัฐ ดังนั้น การควบคุมโดยใช้กฎหมายและอำนาจรัฐ วิถีทางสังคม ระเบียบ ประเพณีทางสังคม จึงเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เป็นไปได้ในทางป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ตก็คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจ จิตสำนึกที่ดีของผู้ใช้ จึงจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ได้ผล
วิธีที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ผล ควรเริ่มต้นตั้งแต่ในสถานศึกษา อาจต้องปูพื้นฐานมาตั้งแต่ช่วงชั้นต้นๆของการศึกษา เริ่มจากช่วงชั้นแรกคือ ชั้นประถมปีที่ 1-3 ก็ได้ หรือจะเริ่มที่ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ชั้นประถามปีที่ 4-6 แต่ไม่ควรจะช้าไปกว่านี้ โดยเริ่มให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต ประโยชน์การใช้งาน โทษของการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เป็นการสร้างความเข้าใจเบื้อต้นแก่เยาวชน อาจมีการจัดกิจกรรมค่ายอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับค่ายวิชาการอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าสู่โลกของการใช้งานอินเตอร์เน็ตจริงเมื่อขึ้นสู่ชั้นมัธยม
หากมีการสร้างภูมิคุ้มกันดังกล่าวแล้ว น่าจะช่วยป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ตไม่ให้ทำร้ายผู้ใช้ได้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กๆก้าวสู้โลกความเป็นจริง เพราะในโลกสมัยใหม่ อินเตอร์เน็ตคือเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างประโยชน์ด้านต่างๆ ที่จะขาดไม่ได้
สังคมไทยควรคิดอย่างและทำอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ไม่ใช่คอยโยนบาปให้อินเตอร์เน็ต ให้ดาบ หรือให้สากกะเบือดังเช่นที่เป็นมา.





7 Responses to “การป้องกันดาบคมที่สองของสื่ออินเตอร์เน็ต”
ลักษณะนี้เป็นดาบสองคมแก่ผู้ใช้งาน
มีอีกลักษณะหนึ่งของผู้ประกอบการ
แม้จะมี พรบ. คอมพิวเตอร์ ผู้ประกอบการก็ต้อง
ทำ logfile อยู่เสมอ วันดีคืนดีตำรวจอาจบุกไปบ้านโดยไม่รู้ตัว ไม่แน่อาจจะเป็นสองคมของผู้มีอำนาจ
สมัยนี้เด็ก ๆ ต้องปลูกจิตสำนึกให้ใช้เทคโนยีให้เป็น
หมายความความจะทำอย่างไรไม่ให้เทคโนโลยีใช้
By โอ๊ด on Jun 12, 2008
เห็นด้วยกับโอ๊ต เราต้องมีการปลูกฝังจิตสำนึกให้ใช้เทคโนโลยีให้เป็น เพื่อจะได้ลดผลกระทบในทางลบให้น้อยลง
By โกศล อนุสิม on Jun 13, 2008
เด็กๆนี่แหละตัวสำคัญ เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้
ผมจึงสอนหลานๆเสมอคับ เล่นในสิ่งที่มีความรู้และสร้าง
สรรค์ เกมส์ก็เล่นให้พอดีๆ เรื่องเรียนต้องมาก่อนนะคับ.
By 108blog on Jun 13, 2008
ผมว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องทีเดียว ที่เราต้องปลูกฝักจิตสำนึกและสร้างความตระหนักกับเด็ก ให้เด็กได้เห็นทั้งคุณและโทษ ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องคอยควบคุมเวบไม่เหมาะสมอย่างเดียว เพราะเห็นคุมยังไงก็ไม่เห็นหมดไปซะที
By mapandy on Jun 13, 2008
108blog ทำถูดต้องแล้วครับ เราต้องช่วยๆกัน ฝึกคนใกล้ตัวของเรานี่แหละ ลูกๆหลานๆ ให้เขามีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง อย่างน้อยก็ป้องกันลูกหลานของเราครับ
By โกศล อนุสิม on Jun 13, 2008
ครับคุณพ่อน้องนะโม ผมก็เห็นด้วยครับ เราต้องปลูกจิตสำนึกให้คน ให้ลูกหลานเรา เพราะพวกที่เห็นประโยชน์โดยสร้างของที่เป็นโทษแก่คนนั้น ไม่มีวันหมดหรอก ต้องทำให้คนรู้เท่าทันของที่เป็นโทษทั้งหลาย จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ
By โกศล อนุสิม on Jun 13, 2008