ปรัชญาชีวิตของคนหลงหมึก
Posted by โกศล อนุสิม on
May 23, 2008
ถ้าพูดถึงเรื่องการสู้ชีวิต เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ หากมีโอกาสผมก็จะเล่าให้ใครต่อใครฟัง รวมถึงเล่าให้ตัวเองฟังในใจเมื่อยามที่กำลังใจถดถอย กำลังกายอ่อนแอ กำลังปัญญาอ่อนล้า มันเป็นเรื่องที่ให้ฟังแล้วกระชุ่มกระชวย
เจ้าของเรื่องเป็นคนหนังสือพิมพ์รุ่นพี่ที่ผมรู้จักดี บางช่วงเวลาที่การงานเกี่ยวพันกัน ได้พบกันบ่อยๆ ผมมักขอร้องให้เขาเล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟัง เอาตอนที่ลำบากมากๆ ฟังแล้วจะได้มีกำลังใจ ผมบอกเขาเช่นนั้น
เมื่อเกือบ 30 กว่าปีก่อนเขาคือนักศึกษาเพาะช่าง อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้ เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้ เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน
ตอนที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เขาเป็นพ่อของลูกสาววัยสิบเจ็ด ลูกชายวัยสิบห้าที่กำลังเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ เป็นคนที่ดีของโลกโดยมีเขาผู้เป็นพ่อคอยปกป้องอุ้มชู และสนับสนุนตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อ
เขาเล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา บางครั้งในบางจังหวะเวลาของชีวิต เขาก็พบกับหลุมบ่ออันขรุขระในอาชีพการงาน ส่งผลถึงชีวิตที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยเฉพาะงานอาชีพหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือนั้น จะว่าไปแล้วก็หาความแน่นอนได้ยากอีกอาชีพหนึ่ง
แต่จะให้ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ไม่มีความสุขและความพอใจเท่าอาชีพที่รักที่สุด ได้อยู่กับกลิ่นหมึกและกลิ่นกระดาษ คืออาชีพคนเขียนหนังสือและคนทำหนังสือพิมพ์
“ในยามที่หนทางชีวิตมันขรุขระ” เขาบอกผมเหมือนกำลังเขียนชีวิตบนแผ่นกระดาษ “ผมถึงขนาดกู้เงินรายวันมาประทังชีวิต”
ผมเข้าใจดีว่าทำไมเขาจึงเป็นเช่นนี้ คนแบบนี้จะให้ไปขอใครกินเปล่าๆนั้นไม่มีทางเด็ดขาด เขาหยิ่งเกินกว่าที่จะขอ มีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่เอาความทุกข์ร้อนไปแลกความเห็นใจจากใคร นอกเสียจากว่าจะมีใครเห็นแล้วมอบให้ด้วยน้ำใจอันแท้จริง
ความจริงนั้น เขาไม่ได้อับจนปัญญาจนหาเลี้ยงชีพไม่ได้ แต่เมื่อถึงคราวชีวิตมันจะเป็นเช่นนี้มันก็เป็น แม้ไม่ได้ค่าตอบแทนแต่เขาก็ไม่หยุดทำงาน เพราะงานของเขาไม่ทำหนังสือก็ต้องเขียนหนังสือ
“ผมเขียนทั้งๆที่ผมไม่มีเงินสักบาท ค่าเรื่องก็ไม่ได้ แต่ผมไม่ทวง ไม่ให้ก็ไม่ให้ แต่ผมยังเขียน เมื่อมีคนอ่าน ผมก็เขียน” เขาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ปัจจุบันเขายังเขียนหนังสือและทำงานหนังสือพิมพ์ เหมือนที่ทำมา 20 กว่าปี
คนเขียนหนังสือในประเทศของเรานั้น เป็นธรรมดาเหลือเกินที่จะไม่ได้ค่าตอบแทน หรือได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกเสียจากว่าจะเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงที่เขียนเรื่องประโลมโลกย์
ผมยังเข้าใจเขาต่อไปอีกว่า ทำไมจึงยังเลือกอยู่บนเส้นทางนี้ ก็คงต้องยกคำของนักเขียนรุ่นก่อนมากล่าวอ้างว่า เขาหลงกลิ่นน้ำหมึก รักลวดลายของหมึกบนกระดาษ และผูกพันกระดาษเปื้อนน้ำหมึกที่เรียกกันว่าหนังสือ
ที่สำคัญก็คือ กระดาษเปื้อนหมึกที่เขามีส่วนร่วมทั้งในฐานะคนเขียนและคนทำนั้น สร้างปัญญาและความเป็นธรรมแก่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วน
ถึงแม้ตัวเองจะอด แต่งานที่ทำไม่สูญเปล่า อดแล้วได้สร้างสรรค์ปัญญาแก่ผู้คน ดีกว่าอิ่มแล้วไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าแก่โลก…นี่นับเป็นปรัชญาชีวิตของคนแบบเขา…คนที่หลงกลิ่นน้ำหมึก
ด้วยความนับถือเป็นอย่างยิ่ง, ผมขอค้อมหัวให้เขารวมทั้งคนแบบเขาทุกๆคน





4 Responses to “ปรัชญาชีวิตของคนหลงหมึก”
อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึง ศรี บูรพา(กุหลาบ สายประดิษฐ์) ค่ะ
ชื่นชม อุดมการณ์ของท่าน
รวมทั้งอุดมการณ์ของท่านที่คุณโกศลเขียนถึง
ซึ่ง’อุดมการณ์’เป็นอีกสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน
By xanax on May 23, 2008
ปัจจุบันนี้ผมละไม่ค่อยชอบกับการที่นักข่าวบางคนชอบ พาดหัวข่าวแบบแรงๆ ผมดูแล้วมันเกินความจริง
ไปสักหน่อยไม่สงสารคนที่เป็นข่าวบ้าง (-..-)
By 108blog on May 26, 2008
ครับ 108blog
คนที่พาดหัวข่าวไม่ใช่นักข่าวครับ เป็นบรรณาธิการข่าว นักข่าวจะส่งข่าวเข้ามาอย่างเดียว แต่ บก.ข่าวก็เติบโตมาจากนักข่าวนั่นแหละ
ผมก็ไม่เห็นกับการพาดหัวข่าวหวือหวา ผมเขียนประเด็นนี้ไว้หลายครั้งใน Media Talk Blog ว่างๆลองเข้าอ่านดูนะครับ ตามลิงค์ที่ Bogroll
By admin on May 26, 2008