ปรัชญาชีวิตของคนหลงหมึก

newspaper.jpgถ้าพูดถึงเรื่องการสู้ชีวิต เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ หากมีโอกาสผมก็จะเล่าให้ใครต่อใครฟัง รวมถึงเล่าให้ตัวเองฟังในใจเมื่อยามที่กำลังใจถดถอย กำลังกายอ่อนแอ กำลังปัญญาอ่อนล้า มันเป็นเรื่องที่ให้ฟังแล้วกระชุ่มกระชวย

เจ้าของเรื่องเป็นคนหนังสือพิมพ์รุ่นพี่ที่ผมรู้จักดี บางช่วงเวลาที่การงานเกี่ยวพันกัน ได้พบกันบ่อยๆ ผมมักขอร้องให้เขาเล่าเรื่องราวของชีวิตให้ฟัง เอาตอนที่ลำบากมากๆ ฟังแล้วจะได้มีกำลังใจ ผมบอกเขาเช่นนั้น

เมื่อเกือบ 30 กว่าปีก่อนเขาคือนักศึกษาเพาะช่าง  อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้  เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน อดีตย้อนไกลไปกว่านั้นเขาคือเด็กหนุ่มจากภาคใต้  เข้ามาแสวงหาความรู้ในเมืองหลวงเหมือนอีกนับหมื่นนับแสนคน

ตอนที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เขาเป็นพ่อของลูกสาววัยสิบเจ็ด  ลูกชายวัยสิบห้าที่กำลังเรียนรู้ในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ  เป็นคนที่ดีของโลกโดยมีเขาผู้เป็นพ่อคอยปกป้องอุ้มชู และสนับสนุนตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อ

เขาเล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา บางครั้งในบางจังหวะเวลาของชีวิต  เขาก็พบกับหลุมบ่ออันขรุขระในอาชีพการงาน  ส่งผลถึงชีวิตที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยเฉพาะงานอาชีพหนังสือพิมพ์และเขียนหนังสือนั้น  จะว่าไปแล้วก็หาความแน่นอนได้ยากอีกอาชีพหนึ่ง

แต่จะให้ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด  ไม่มีความสุขและความพอใจเท่าอาชีพที่รักที่สุด  ได้อยู่กับกลิ่นหมึกและกลิ่นกระดาษ  คืออาชีพคนเขียนหนังสือและคนทำหนังสือพิมพ์

“ในยามที่หนทางชีวิตมันขรุขระ”  เขาบอกผมเหมือนกำลังเขียนชีวิตบนแผ่นกระดาษ  “ผมถึงขนาดกู้เงินรายวันมาประทังชีวิต”

ผมเข้าใจดีว่าทำไมเขาจึงเป็นเช่นนี้  คนแบบนี้จะให้ไปขอใครกินเปล่าๆนั้นไม่มีทางเด็ดขาด   เขาหยิ่งเกินกว่าที่จะขอ    มีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่เอาความทุกข์ร้อนไปแลกความเห็นใจจากใคร  นอกเสียจากว่าจะมีใครเห็นแล้วมอบให้ด้วยน้ำใจอันแท้จริง     

ความจริงนั้น เขาไม่ได้อับจนปัญญาจนหาเลี้ยงชีพไม่ได้ แต่เมื่อถึงคราวชีวิตมันจะเป็นเช่นนี้มันก็เป็น  แม้ไม่ได้ค่าตอบแทนแต่เขาก็ไม่หยุดทำงาน  เพราะงานของเขาไม่ทำหนังสือก็ต้องเขียนหนังสือ 

“ผมเขียนทั้งๆที่ผมไม่มีเงินสักบาท  ค่าเรื่องก็ไม่ได้  แต่ผมไม่ทวง  ไม่ให้ก็ไม่ให้  แต่ผมยังเขียน  เมื่อมีคนอ่าน ผมก็เขียน”  เขาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ปัจจุบันเขายังเขียนหนังสือและทำงานหนังสือพิมพ์ เหมือนที่ทำมา 20 กว่าปี 

คนเขียนหนังสือในประเทศของเรานั้น เป็นธรรมดาเหลือเกินที่จะไม่ได้ค่าตอบแทน  หรือได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  นอกเสียจากว่าจะเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงที่เขียนเรื่องประโลมโลกย์

ผมยังเข้าใจเขาต่อไปอีกว่า  ทำไมจึงยังเลือกอยู่บนเส้นทางนี้  ก็คงต้องยกคำของนักเขียนรุ่นก่อนมากล่าวอ้างว่า  เขาหลงกลิ่นน้ำหมึก  รักลวดลายของหมึกบนกระดาษ  และผูกพันกระดาษเปื้อนน้ำหมึกที่เรียกกันว่าหนังสือ

ที่สำคัญก็คือ กระดาษเปื้อนหมึกที่เขามีส่วนร่วมทั้งในฐานะคนเขียนและคนทำนั้น  สร้างปัญญาและความเป็นธรรมแก่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วน

ถึงแม้ตัวเองจะอด แต่งานที่ทำไม่สูญเปล่า อดแล้วได้สร้างสรรค์ปัญญาแก่ผู้คน ดีกว่าอิ่มแล้วไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าแก่โลก…นี่นับเป็นปรัชญาชีวิตของคนแบบเขา…คนที่หลงกลิ่นน้ำหมึก

ด้วยความนับถือเป็นอย่างยิ่ง,  ผมขอค้อมหัวให้เขารวมทั้งคนแบบเขาทุกๆคน

  1. 4 Responses to “ปรัชญาชีวิตของคนหลงหมึก”

  2. อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึง ศรี บูรพา(กุหลาบ สายประดิษฐ์) ค่ะ
    ชื่นชม อุดมการณ์ของท่าน

    รวมทั้งอุดมการณ์ของท่านที่คุณโกศลเขียนถึง
    ซึ่ง’อุดมการณ์’เป็นอีกสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน

    By xanax on May 23, 2008

  3. ปัจจุบันนี้ผมละไม่ค่อยชอบกับการที่นักข่าวบางคนชอบ พาดหัวข่าวแบบแรงๆ ผมดูแล้วมันเกินความจริง
    ไปสักหน่อยไม่สงสารคนที่เป็นข่าวบ้าง (-..-)

    By 108blog on May 26, 2008

  4. ครับ 108blog

    คนที่พาดหัวข่าวไม่ใช่นักข่าวครับ เป็นบรรณาธิการข่าว นักข่าวจะส่งข่าวเข้ามาอย่างเดียว แต่ บก.ข่าวก็เติบโตมาจากนักข่าวนั่นแหละ

    ผมก็ไม่เห็นกับการพาดหัวข่าวหวือหวา ผมเขียนประเด็นนี้ไว้หลายครั้งใน Media Talk Blog ว่างๆลองเข้าอ่านดูนะครับ ตามลิงค์ที่ Bogroll

    By admin on May 26, 2008

Post a Comment

eXTReMe Tracker