เงินกับความโลภ

money1.jpgเรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นผมได้รับการชักชวนจากเพื่อนคนหนึ่ง ให้ไปฟังแผนการตลาดของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ขายสินค้าประเภทบำรุงสุขภาพ   อวดสรรพคุณมากมายหลายหลาก  เป็นต้นว่า แก้อัมพฤกษ์  รักษาโรคกระเพาะ  บำรุงเลือด  เอาเป็นว่าเกือบทุกอวัยวะในร่างกาย ตัวยานี้รักษาหรือส่งเสริมให้ดีได้ทั้งสิ้น

พวกเราหลายคนคงนึกออก นี่เป็นสินค้าขายตรง ตรงการตลาดแบบหลายชั้น หรือ Multi Level Marketing ที่เขาบอกว่ารวยเร็ว รวยจริง (แต่การรวยพรวดพราดส่วนมากเป็นเรื่องต้มตุ๋น) นั่นเอง

ก่อนที่จะพาผมไปที่สำนักงานบริษัทฯแห่งนั้น เขานัดเจอผมก่อน  เราเจอกันแล้วก็พูดคุยถามไถ่เรื่องชีวิตความเป็นอยู่กันตามประสาเพื่อนที่นานๆเจอกันสักครั้ง   เขาพูดถึงเรื่องการทำธุรกิจที่มีอยู่แล้ว  ซึ่งเป็นไปด้วยดี มีความสำเร็จตามเป้าหมาย วางระบบลงตัวแล้ว  จึงมีเวลาหาลู่ทางใหม่ๆที่สามารถผันเงินที่มีอยู่ล้นเหลือในระบบให้เข้ามาสู่กระเป๋าของตัวเองมากขึ้น  และธุรกิจที่เขาชักชวนผมมาดูในวันนี้ เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถตอบสนองจุดประสงค์นั้นได้

ผมปรารภกับเขาว่า  โลกทุกวันนี้มีแต่เรื่องกำไรเต็มไปหมด  ชีวิตของคนต้องขึ้นอยู่กับผลกำไร   ลมหายใจของคนเกือบจะเป็นเงินไปหมดแล้ว  เขาบอกว่ามันเป็นไปตามกลไกของระบบทุนนิยม  และทุนนิยมเป็นคำตอบของสังคมในยุคนี้  ระบบอื่นๆต่างพ่ายแพ้ไปหมดแล้ว  ไม่ว่าคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยม  แม้ประชาธิปไตยแบบอุดมคติล้วนๆก็ไม่มีแล้ว              

เขาบอกผมว่า  เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน  ในเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้  ระบบเป็นเช่นนี้  และเราอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นนี้  การที่เราแสวงหากำไรหรือเงินทองมันก็เป็นเรื่องธรรมดา  ขอเพียงอย่าให้มันมีอิทธิพลเหนือเรา หรือควบคุมเรา    แต่เราต้องเป็นฝ่ายใช้มันให้เกิดประโยชน์

แล้วเขาก็วกเข้ามาถึงเรื่องธุรกิจที่ชักชวนผมมาลองฟังดู  เขาเล่าว่ามันเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนรวดเร็วและง่าย  โดยอาศัยสินค้าเป็นเครื่องมือ  เขาอธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้วคนเรามีความโลภ  อยากได้ไม่สิ้นสุด  ขอเพียงมีช่องทางที่จะได้คนก็มักจะกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็ว   ธุรกิจนี้จึงดำเนินไปบนพื้นฐานความโลภของคน  เขาย้ำว่า แม้แต่สังคมมนุษย์ก็อยู่มาได้เพราะความโลภของคน 

เมื่อเรารู้แบบนี้  เรามีช่องทางหาประโยชน์ได้   เมื่อเราเข้าใจ เราก็จะไม่เป็นฝ่ายเสีย  เมื่อเราควบคุมได้ เราก็จะมีแต่ได้  เขาสรุปก่อนที่พาผมไปที่สำนักงานบริษัทฯ

ที่สำนักงานซึ่งอยู่ที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คน มีทั้งหนุ่มสาวและผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ  ผมไม่นึกว่าคนจะมากมายขนาดนี้  มีทั้งที่นั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ  มีทั้งที่ยืนคุยกันอยู่ตามซอกมุมต่างๆ  เขาพาผมไปที่โต๊ะตัวหนึ่งที่มีคนนั่งอยู่แล้วสี่ห้าคน  ซึ่งล้วนแต่อยู่ในวัยหนุ่มสาว  โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งทำหน้าที่อธิบายแผนการตลาดให้คนอื่นๆฟัง

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา  แผนการตลาดที่เธอบอกนั้นไม่มีอะไรมาก  เพียงแค่ชักชวนคนมาเป็นสมาชิก  ซื้อสินค้าไปใช้หรือเอาไปให้คนอื่นก็ไม่ผิด  ยิ่งชักชวนมามากก็ยิ่งได้ผลประโยชน์มาก  เมื่อคนที่เราชักชวนมาไปชวนคนอื่นๆมาเป็นสายงานอีก เราก็ได้ผลประโยชน์ด้วย  เธออธิบายพร้อมยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จ  มีรายได้เดือนละเป็นแสนๆ   เป็นล้านก็มี  ตัวเธอเองก็ได้เป็นแสน  โดยมีหลักฐานคือบัญชีการจ่ายเงินของบริษัทฯที่จ่ายให้สมาชิกทุกๆวันให้ดู

เธอชักชวนให้ผมสมัครสมาชิก  สมัครเร็วก็ได้ผลประโยชน์เร็ว  ถึงแม้ผมจะยังไม่ได้ชวนใครมาต่อสายงานของผมก็ไม่ต้องเป็นห่วง  เพราะเธอและเพื่อนของผมจะหามาต่อให้ก่อน  ทั้งเธอยังตกย้ำว่า  งานนี้ไม่ยาก  รู้จักคนเยอะๆก็ชวนมา  เมื่อชวนมามากๆต่อไปไม่ต้องทำอะไรเงินก็จะไหลเข้ามาในบัญชีทุกๆวัน

เมื่อเห็นตัวเลขผลประโยชน์ที่เธอยกมาให้ดู  มันช่างเป็นตัวเลขที่สวยงามเหลือเกิน  สำหรับผู้แสวงหากำไรแล้ว นี่คือโอกาสอันงามที่จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้  ผมมองไปรอบตัว  มองเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ  มองเพื่อนร่วมโต๊ะที่ฟังแผนการตลาดพร้อมกับผม  แล้วมองมือตัวเอง

ถ้าผมมองหน้าตัวเองได้ตอนนั้น  ผมคงเห็นใบหน้าหนึ่งที่แตกต่างจากคนที่อยู่ในบริเวณนี้แทบจะสิ้นเชิง

ผมบอกหญิงสาวที่เป็นผู้อธิบายแผนการตลาดให้ฟังว่าผมมีนัดในอีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า  ผมต้องไปแล้ว  ขอบคุณที่อธิบายสิ่งดีๆให้ฟัง  เพื่อนเดินมาส่งผมที่รถ  ผมบอกเขาว่า  ธุรกิจนี้มันสร้างเงินให้คนได้เยอะ มันเป็นธุรกิจที่ดำเนินไปบนพื้นฐานความโลภของคนอย่างที่เขาบอกจริงๆ

“ตกลงจะเอาเงินพวกนี้ไหมล่ะ”  เขาถามผม  “หรือไม่อยากได้เงิน”

“เงินน่ะอยากได้”  ผมตอบ  “แต่ตอนนี้ยังไม่โลภ”

ผมอยากจะบอกเพื่อนอยู่เหมือนกันว่า  ผมก็อยากได้เงิน  มีความต้องการเงินเป็นอย่างมาก มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนไม่น้อย  แต่ผมก็ไม่อยากที่จะได้เงินแบบนี้   วิธีการนี้ไม่เหมาะสำหรับผม

คนกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าราคาของเงิน  หมายความว่าเงินที่เขาได้มานั้นมันมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกพอใจ ภูมิใจหรืออะไรสักอย่างที่เป็นคุณค่าให้ใจสัมผัสได้  แม้ว่าราคามันอาจน้อยนิดก็ตาม  ส่วนเงินจากธุรกิจที่เพื่อนผมบอกว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานความโลภของคนนั้น  ถึงมีราคาสูงยิ่ง  แต่มีค่าน้อยนิดสำหรับคนกลุ่มนี้

ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนี้ครับ.

 

[ของแถม : ระบบขายตรงแท้ๆนั้นดี แบ่งปันผลประโยชน์อย่างยุติธรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และระหว่างผู้ขายต่างระดับชั้น คือผู้ซื้อได้สินค้าที่มีคุณภาพสมราคาที่แพงกว่าสินค้าทั่วไป ผู้ขายก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนตามลำดับขั้นที่ชัดเจน แต่หลายกรณีเป็นการเล่นแชร์ที่นำการตลาดมาใช้จูงใจ ผลสุดท้ายคนที่อยู่ปลายโซ่ตายลูกเดียว]

 

  1. 4 Responses to “เงินกับความโลภ”

  2. เคยมีเพื่อนตกเป็นเหยื่อพวกนี้เหมือนกัน มาในรูปสินค้าลดความอ้วน ตอนนั้นเตือนก็ไม่เชื่อ ผ่านไปเป็นปีถึงได้รู้สึกตัว
    พอเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ ก็ยังมีคนตกเป็นเหยื่ออีก เมื่อไรวงจรอุบาทว์พวกนี้จะจบสิ้นเสียที

    อัฐยายซื้อขนมยาย เอาไปขายให้ญาติ เพื่อน คนรู้จัก สินค้าแพงกว่าความเป็นจริง
    สุดท้ายคนที่รวยก็ไอคนที่อยู่บนพีรามิดยอดสุด

    By SE7EN on May 18, 2008

  3. ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน ครั้งแรกตอนที่ผมเป็น นศ. ป.ตรี แบบว่าตอนนั้นอยากหารายได้พิเศษ ผมเจอใบปลิว แผ่นหนึ่งบอกว่า สามารถทำรายได้ 10,000 - 100,000 บาท ภายในหนึ่งเดือน เพียงแค่ขายผลิตภัณฑ์ของเขาเท่านั้น

    ผมเข้าร่วมสัมนาที่เขาจัด ผมฟังทฤษฎี รายได้แบบชั้น ลูกโซ่ ของเขา แน่นอน การคำนวณไม่ผิดพลาด รายได้ย่อมเพิ่มแบบทวีคูณ ตามจำนวนชั้นของลูกโซ่ พร้อมได้มีโอกาสพบคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีรายได้เป็นล้านบาทต่อเดือน เพราะอยู่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่

    แต่ผมขัดแย้งในใจ เพราะกำไรของเขาได้มาจาก ห่วงโซ่ชั้นล่างสุด คือ คนที่ซื้อสินค้าใหม่ และ ยังไม่สามารถชักจูงลูกค้าคนอื่นได้ ดังนั้น คนชั้นนี้ เสียเงินอย่างเดียว

    ผมไม่คิดจะทำธุรกิจแบบนี้ ถึงแม้มันไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้หลอกลวง แต่มันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเป้าหมาย คือ ทำเพื่อเงิน มิได้ขายสินค้าอย่างแท้จริง สินค้า เป็นเพียง ข้ออ้างในการนำเงินมาออกมาลงทุน ในธุรกิจลูกโซ่มากกว่า

    ปล. ผมคอมเมนต์ยาวอีกแล้ว ขออภัย แหะๆ ^_^

    By Waipot on May 18, 2008

  4. SE7EN ที่ไนซ์พูดมานั้นตรงเผงเลย นี่เป็นรูปแบบที่ไม่ใช่การทำตลาดแบบหลายชั้นที่ถูกต้องนะ แต่เป็นการเล่นแชร์มากกว่า

    เท่าที่ผมสัมผัสมา เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ผมคิดว่าระบบของ Amway คือระบบที่สมบูรณ์ ไม่มีการเอาเปรียบระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ขายกับผู้ซื้อ และสินค้าที่แอมเวย์ผลิตเองนั้น คุณภาพดีสมราคาจริง

    แต่ วิถีของแอมเวย์ไม่ใช่วิถีของผม ดีที่ผมได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ

    By admin on May 18, 2008

  5. ที่คุณไวพจน์บอกว่า…”แต่มันก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะเป้าหมาย คือ ทำเพื่อเงิน มิได้ขายสินค้าอย่างแท้จริง สินค้า เป็นเพียง ข้ออ้างในการนำเงินมาออกมาลงทุน ในธุรกิจลูกโซ่มากกว่า…” ผมเห็นด้วยครับ หลายๆกรณีซึ่งเป็นส่วนมากจะเข้าข่ายที่คุณไวพจน์บอกทั้งสิ้น

    ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะอาจ 2-3 ปี หรือ 4-5 ปี บริษัทพวกนี้จะปิดตัวลง คนมาหลังสุดซวยไป แบบนี้ในประเทศไทยเกิดขึ้นบ่อยมาก แทบทุกๆปี

    คอมเมนต์ยาวๆมีสาระประโยชน์ครับ

    By admin on May 18, 2008

Post a Comment

eXTReMe Tracker