คนเคยหนุ่ม (1) : ความฝันกลางเดือนห้า

farmer.jpg

ฤดูร้อนปี 2526 เป็นปีที่ชีวิตของผมถึงช่วงเปลี่ยนที่สำคัญช่วงหนึ่ง นั่นคือ เป็นช่วงเรียนจบมัธยมปลาย สมัยนั้นชั้นมัธยมมีถึง มัธยมศึกษาปีที่ 5 (ม.ศ.5 ) ซึ่งผมเป็นรุ่นสุดท้ายของหลักสูตร (รวมถึงชั้นประถม 7 รุ่นสุดท้ายด้วย) เมื่อเรียนจบมัธยมปลายในช่วงฤดูร้อน พอถึงช่วงฤดูฝนเดือนมิถุนายน จะต้องมีที่เรียนต่อ หรือไม่เช่นนั้นก็ไปไถนา หรือเป็นกรรมกรในโรงงาน ซึ่งผมไม่ปรารถนาที่จะเป็นทั้งสองอย่าง

ในช่วงฤดูร้อนปี 2526 นับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน จึงเป็นช่วงที่ความฝันบรรเจิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับความหวั่นวิตก ผสมปนเปกันจนเป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ เป็นช่วงชีวิตวัยหนุ่มที่แปลกประหลาดยิ่ง

ความฝันบรรเจิด เพราะจินตนาการถึงชีวิตในสถานศึกษาที่สูงขึ้นไป นั่นคือในรั้วมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ หรืออย่างน้อยก็วิทยาลัยที่ตัวจังหวัด  ที่เราจะใช้ชีวิตวัยหนุ่มให้สมใจอยาก นึกถึงความเป็นอิสระ ปราศจากกฎระเบียบหยุมหยิมที่ต้องผจญมาตั้งแต่เข้าชั้นประถมหนึ่ง  มองเห็นตัวเองในชุดนักศึกษา แวดล้อมด้วยเพื่อนพ้องวัยเดียวกัน สนุกสนานกับการเรียน การเล่น

และที่สำคัญ มีความรัก!

ความหวั่นวิตกก็คือ กังวลว่าจะไม่มีที่เรียน เพราะสอบเข้าเรียนที่ไหนไม่ได้  แม้จะมีความมั่นใจว่าตัวเองจะต้องสอบเข้าเรียนที่ไหนได้สักแห่งแน่ๆ   ทั้งที่สอบในโครงการนักศึกษาเรียนดีที่มีทุนการศึกษา  หรือสอบเข้าเรียนโดยทุน พ.ก (พ่อกู) แต่อย่างว่าล่ะ เมื่ออยู่ในการรอคอยก็ย่อมเป็นกังวลอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงซาบซึ้งในเพลงของพี่เป้า-สายัณห์ สัญญา ที่โด่งดังในตอนนั้น ที่ร้องว่า “การทรมานคือการรอคอย ถึงเวลาเพียงหน่อยการคอยก็ทรมาน คิดถึงทุกลมหายใจ เธออยู่ไหนไม่สงสาร…” ต่างกันแต่ว่า เรารอผลการสอบ คิดถึงทุกลมหายใจเหมือนกันว่า…กรูจะสอบได้ไหมเนี่ย

ต้นเดือนพฤษภาคม ผลการสอบออกมาว่า ได้เข้าเรียนตั้งสองแห่ง คือ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี สาขาวิชาพัฒนาชุมชน กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์!

โอ้! แม้เจ้าโว้ย! ที่เขาว่าเห็นสวรรค์รำไรเป็นยังไงก็ตอนนี้แหละ ความฝันกลางเดือนห้าของหนุ่มวัยคะนองปรากฏเป็นจริงแล้วครับพี่น้อง

ไม่บอกก็คงรู้นะครับว่าผมเลือกเรียนที่ไหน

ผมนึกถึงบทกวีที่งดงามของ วิทยากร เชียงกูล ที่อ่านด้วยความซาบซึ้งเมื่อตอนเรียนว่า “ดอกหางนกยูงสีแดงฉาน บานอยู่เต็มฟากสวรรค์” ผมนึกถึงแต่เพียงเท่านี้ พลางจินตนาการถึงมหาวิทยาลัยที่ตัวเองจะได้ไปเรียนในต้นฤดูฝนที่จะถึงนี้  แน่นอนว่า จินตนาการนั้นย่อมบรรเจิดเลิศเลอยิ่งนัก

นี่เป็นความฝันที่ไกลที่สุดของผมในวัยยี่สิบ (ผมเรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน 2 ปี เพราะเข้า ป.1 ช้าหนึ่งปี จบ ป.4 ไปบวชเณรหนึ่งปี จึงได้เข้า ป.5) เนื่องจากตามความเป็นจริงแล้ว ความฝันแท้ๆของผมก็แค่วิทยาลัยครูที่ในเมืองเท่านั้น ส่วนธรรมศาสตร์เป็นการฝันเผื่อไว้ให้ชีวิตมีความหวังเล่นๆ

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นหนี้พาวเวอร์พับเกิร์ล…แหะๆ  ผมเป็นหนี้ความฝันของตัวเองต่างหาก  ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่า แม้ฝันไกลๆก็ไปถึงได้เช่นกัน  ดังนั้นการมีความฝันจึงไม่ผิดอันใด หลานๆจำเอาไว้

เมื่อรู้ว่าตัวเองมีที่ไปแน่นอนแล้วก็สบายใจได้  ผมจึงแบกจอบขุดดินที่ไร้ได้อย่างสบายอารมณ์  สบายที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เรียน สบายที่ไม่ต้องรบกวนพ่อในเรื่องค่าเล่าเรียน เพราะมันสมองอันฉลาดของผม (โม้ซะหน่อย) ได้แสดงให้ทางมหาวิทยาลัยเห็นอย่างชัดแจ้ง จนมอบทุนการศึกษาโดยออกค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนให้ แถมยังมีค่าใช้จ่ายให้อีกถึงเดือนละ 1,000 บาท (เมื่อ 25 ปีก่อนโน้นมันน้อยเสียเมื่อไรล่ะ) ดังนั้น การทำงานในไร่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อและพี่ชายจึงไม่รู้สึกเหนื่อยเมื่อยล้า เพราะตั้งใจไว้ว่า จะทำเป็นการสั่งลาไร่ที่รัก ป่าเขาที่คิดถึง

ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ผมเดินท่องภูเขาหนึ่งวันเต็มๆ ไปที่ที่อยากไป  ยอดเขาที่เคยปีนก็ไปปีน หุบห้วยที่เคยไปก็ไป เพราะเมื่อเข้ากรุงเทพฯแล้ว ไม่แน่นักว่าเมื่อใดจะได้กลับมา  การเดินทางเมื่อ 25 ปีก่อนก็ไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนทุกวันนี้ ถนนจากบ้านเข้ามาตัวเมืองก็ยังเป็นถนนฝุ่น  ระยะทาง 100 กิโลเมตรก็รู้สึกว่าไกลเหมือนไป-กลับโลกกับพระจันทร์ เพราะขรุขระมาก

ลูกๆหลานๆที่เติบโตขึ้นมาในทุกวันนี้ อาจจะไม่เคยเห็นสภาพถนนขรุขระและฝุ่นคลุ้งในหน้าแล้ง เลอะเทอะเละเทะเละตุ้มเป๊ะในหน้าฝน โดยเฉพาะคนที่เกิดในกรุงเทพฯกับเมืองใหญ่ๆ  คงนึกภาพไม่ออก (เพราะชินแต่กับรถติดและน้ำท่วม)

ผมสั่งลาไร่นาและป่าเขา เตรียมตัวเข้ากรุงเทพฯ ปลายเดือนพฤษภาคม  นั่งรถโขยกเขยกจากบ้านเข้ามาในเมือง ถึงสถานีรถไฟอุบลราชธานีตอนย่ำค่ำ ฝนตำพรำๆ ฟ้าครางฮึ่มๆ  ถึงคราวที่จะจากบ้านหัวใจก็สะทกอกสะท้อน  คิดถึงบ้านตั้งแต่ตอนหย่อนก้นนั่งบนรถไฟแล้ว

แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป  เมื่อความฝันนำทาง เราก็ต้องเดินตามฝัน จะโทษใครไม่ได้เพราะเราฝันเอง ทำเอง และได้ความฝันนั้นเอง ก็ต้องรับผิดชอบเอง

เชื่อไหมล่ะครับ ผู้ชายตัวโตก็ขี้แยเป็น  ผมก็ไม่นึกมาก่อนว่า ตัวเองในวัย 20 จะคิดถึงแม่จนต้องเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำบนรถไฟ

นี่ เป็นอิทธิฤทธิ์ของความฝันกลางเดือนห้าแท้ๆเทียว.

….โปรดรออ่านตอนต่อไป(ถ้ารอไหว)…

[ของแถม : ฝันอะไรก็จงฝัน  ฝันอะไรจงกล้าฝัน ล้มเหลวบ้างก็ช่างมัน ดีกว่าไม่กล้าฝันอะไรเลย]

4 Responses to “คนเคยหนุ่ม (1) : ความฝันกลางเดือนห้า”

  1. 097design Says:

  2. admin Says:

  3. NaiNhum Says:

  4. admin Says:

เชิญคุยกันที่นี่

XHTML: You can use these tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

KOSOLTALK.COM| Powered by WordPress | Blue Weed by Blog Oh! Blog | Entries (RSS) and Comments (RSS).