คนกับกติกา และปัญหารัฐธรรมนูญไทย
Posted by โกศล อนุสิม on
April 28, 2008
![]()
![]()

การปกครองทุกระบบในทุกประเทศ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครอง รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติไว้ว่า กฎหมายใดที่ขัดกับรับธรรมนูญถือว่าใช้บังคับไม่ได้ อันแสดงให้เห็นถึงสถานะสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้ว 18 ฉบับ รวมถึงฉบับ พ.ศ.2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และกำลังเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำโดยพรรคพลังประชาชน อันเป็นร่างทรงของพรรคไทยรักไทยเดิม ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยมีข้อรังเกียจว่า มีที่มาที่ไปไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีการร่างขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่ก็ถูกคัดค้านจากฝ่ายค้านและขบวนการประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่า พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม มิใช่เพื่อประชาชน
ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นดังกล่าว รวมถึงที่ผ่านมาตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี พ.ศ.2475 ส่วนมากแล้ว รัฐธรรมนูญตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มีการทำลายหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ ล่าสุด รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ก็ถูกล้มล้างโดยคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2550 ก็กำลังจะถูกแก้ไขอีก ในข้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย
จากเหตุการณ์ล้มล้างและแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นมาตลอดกว่า 70 ปีของระบอบประชาธิปไตยไทย จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นปัญหาจริงหรือไม่ กฎกติกาสูงสุดถูกทำลายและล้มล้างไปเพราะเหตุใด แม้จะมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดโทษไว้สำหรับกรณีล้มล้างรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีผู้กระทำเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ และก็ใช้รัฐธรรมนูญนั่นแหละนิรโทษกรรมความผิดให้แก่ตัวเอง
พฤติกรรมของการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเหยื่อความขัดแย้งของคนเท่านั้น เป็นเพียงข้ออ้างในการแย่งชิงอำนาจที่อิงอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่มีอำนาจทางการเมือง ดังนั้น คนจึงเป็นปัจจัยหลักในปัญหาประชาธิปไตย หาใช่รัฐธรรมนูญไม่ คนเป็นผู้ร่างกติกา เป็นผู้ใช้กติกา เป็นผู้เปลี่ยนแปลงกติกา ดังนั้น กติกาจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นกับผู้ใช้นั่นเอง
เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น โปรดพิจารณาข้อความต่อไปนี้
1. กติกาดี คนดี ปัญหาย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะคุณภาพ สำนึก ความรับผิดชอบของคนเป็นมาตรฐานในการกำหนดและใช้กติกา ในเมื่อคนมีมาตรฐานดี คือเป็นคนดี กติกาย่อมจะออกมาดีด้วย การบังคับใช้ก็ย่อมเป็นไปลักษณะเดียวกัน
2.กติกาดี คนเลว ข้อนี้ ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อมีคนเลวเป็นผู้ใช้กฎกติกา แม้กฎกติกานั้นจะดีเพียงใด ย่อมหาทางที่จะใช้กฎกติกาไปในด้านไม่เหมาะสม ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้มีการ “ตีความ” รัฐธรรมนูญเพื่อเข้าข้างตนเองอยู่เสมอๆ รวมถึงกฎหมายอื่นๆ เพื่อรองรับการกระทำของตนเอง แม้การกระทำนั้นจะเป็นการผิด หรือขัดกับกฎหมาย ศีลธรรม ความถูกต้อง แต่เมื่อใช้อำนาจทางการเมืองทำการบิดเบือนกติกาเพื่อรับรองการกระทำที่ผิดของตนเอง กติกาที่ดีก็กลายเป็นไม่ดีได้ เมื่อถูกใช้โดยคนไม่ดี
3.กติกาเลว คนเลว ข้อนี้เป็นที่ชัดเจนแล้ว คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ สังคมจะมีสภาพเป็นเช่นไรบ้าง
4. กติกาเลว คนดี ในข้อนี้ ย่อมจะมีความหวังในทางที่ดีได้ว่า แม้กติกาจะไม่ดี แต่เมื่อคนดีเป็นผู้ใช้ ย่อมจะหาทางใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด แม้จะมีข้อจำกัดเพียงใด คนก็ย่อมจะหาทางใช้ของที่ไม่ดีให้เกิดประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับคนไม่ดี แม้จะมีกฎกติกาที่ดีเพียงใด ก็ย่อมจะหาช่องทางในการทำความไม่ดีให้เกิดขึ้นได้
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ตรัสรู้ธรรมอันสูงส่งบริสุทธิ์ที่จะสร้างสังคมอุดมธรรมให้เกิดขึ้น ซึ่งพระธรรมคำของพระองค์นั้น มีความขัดแย้งกับความคิด ความเชื่อของสังคมอินเดียเป็นอย่างยิ่ง แต่ในการเผยแผ่พระธรรมนั้น พระองค์มิได้ทรงคัดค้านหรือล้มล้างความคิดความเชื่อเดิม หากแต่ทรงใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่พระธรรม โดยทรงยอมรับว่าความเชื่อเดิมนั้นก็ดีอยู่ แต่มีดีที่ดีกว่า คือความจริงแห่งพระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เมื่อคนทั้งหลายได้ลิ้มรสความจริงแท้ ก็ย่อมจะละทิ้งความเชื่อที่ไม่จริงไปเอง ดังนั้น หากคนใช้กติกาเป็นคนดี แม้กติกาจะไม่ดี ก็ย่อมจะหาทางใช้กติกานั้นให้เกิดผลดีได้ ดังเช่นพระบรมศาสดาทรงกระทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว
หันมามองเรื่องรัฐธรรมนูญของเราบ้าง หากเราทั้งหลายเป็นคนดี แม้รัฐธรรมนูญไม่ดี เราย่อมมีปัญญาหาทางใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ในเมื่อเราเป็นคนไม่ดี ต่อให้มีกติกาดี ก็ไม่สามารถใช้กติกานั้นให้เกิดผลดีได้ ดังที่เคยมีรัฐธรรมนูญที่ยอมรับว่าดีที่สุดมาแล้ว อย่างน้อย 2 ฉบับ คือรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2517 และรัฐธรรม ปี พ.ศ.2540 แต่ในที่สุด เราก็ล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนั้นเสีย
เราในที่นี้ มิใช่ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นเราที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนไทย ซึ่งในขณะนี้มี 63 ล้านคน อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย มีเชื้อชาติและสัญชาติไทย หาใช่ใครที่ไหนไม่
ถึงเวลาหรือยังที่จะยอมรับว่า เราเป็นคนไม่ดี ไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะใช้กฎกติกาให้เกิดประโยชน์ได้ ชอบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น คนร่างรัฐธรรมนูญก็โยนความผิดให้ผู้ใช้ว่าเป็นคนไม่ดี จึงใช้รัฐธรรมนูญดีๆไม่ได้ คนใช้รัฐธรรมนูญก็โยนความผิดให้ผู้ร่างว่าเป็นคนไม่ดี จึงร่างรัฐธรรมนูญออกมาไม่ดี ใช้ไม่ได้ เกิดความขัดแย้งขึ้นมา นำไปสู่การล้มล้างและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้น ถ้าผิด รัฐธรรมนูญหาได้ผิดไม่ ถ้าจะเลว กติกาหาเลวไม่ คนต่างหากที่ผิดและเลว
คนไทยส่วนมากนับถือพุทธศาสนา ประกาศว่าตนเป็นพุทธศาสนิกชน แต่เคยปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาหรือไม่ ที่ทรงสอนให้เพ่งโทษโจษจันตนเอง เพื่อหาความผิดพลาดบกพร่องแล้วแก้ไขให้ถูกต้อง หากเราแต่ละคนเพ่งโทษตนเอง ย่อมพบเห็นความบกพร่องแล้วแก้ไขให้ดีขึ้น ก็ไม่ต้องไปโทษคนอื่น หรือโทษสิ่งอื่น หรือไม่ต้องโทษรัฐธรรมนูญ
ถ้าจะแก้ก็แก้ที่ตัวเรา มากกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะแก้ไขหรือล้มล้างสร้างใหม่มาถึง 18 ฉบับแล้ว ก็ยังมีปัญหาเช่นเดิม แม้จะแก้ไขอีก สร้างใหม่อีก แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอย่างแน่นอน
คนไทยทั้งหลาย ยอมรับว่าเราเป็นคนไม่ดีก่อนได้ไหม แล้วหยุดคิดหาทางแก้ไขเป็นอันดับต่อไป ดีกว่าทะเลาะเบาะแว้งกันจนหาความสงบไม่ได้เช่นนี้.





12 Responses to “คนกับกติกา และปัญหารัฐธรรมนูญไทย”
ขออภัย เหตุขัดข้องทางเทคนิค ต้องเปลี่ยนโพสต์ใหม่ ขอยกคอมเมนต์ของ คุณ MiMD มาไว้ที่นี้
MiMD Said,
พี่โกศลครับ
ผมขอแจมด้วยคน กับความเห็นในเรื่องนี้ แบบที่ความคิดยังไม่ทันลงไปนอนที่ก้นแก้วดีนักนะ ว่า
…ไม่ว่าจะเป็นข้อไหนๆ(1-4)ก็ตาม “คน” ต่างหากละ ที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันอับแรก เพราะคนเป็นผู้นำไปใช้ และให้ไปใช้กับคน
…จะเป็น “รัฐธรรมนูญ” หรือว่า “รัด-ทะ-ทำ-มะ-นวย” ก็ตามแต่ ถ้า “คน” มันไม่ดี มันก็หาทางแถไถไปจนได้..แบบไม่อาย สมัยนี้แค่สีข้างไถไปอย่างเดียวคงไม่(เหลือ)พอแล้วละครับ
มันต้องใช้หน้า(ด้านๆ) ไถไปด้วย..แต่ เอ๊ะ! นอกจาก “ด้าน” แล้วนี้.. มันต้อง “เหลี่ยม” ด้วยมั้ยพี่..?? อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ (ฮา)
ขออภัย MiMD ด้วยนะครับ
By admin on Apr 28, 2008
ตอบ MiMD
ขอบคุณครับ ที่มาเจิมเป็นคนแรก คนลาดชะโดก็รวดเร็วนะนี่ ฮา
ผมเห็นเหมือนกันครับ ว่าคนสำคัญที่สุด ฉะนั้น ถึงจะแก้หรือเขียนให้ดีขนาดไหน ก็ต้องล้ม เลิกกันวันยังค่ำ พอจะเลิกกันก็ว่าไม่ดี ทัศนคติไม่ตรงกัน (อ้าว เอ๊ะ อะไรนี่) พอใหม่ๆก็แหม ดี เลิศ ยังกะเทวดาเขียน เป็นอย่างนี้ทุกที ผมคิดว่า แม้จะแก้ครั้งนี้ ต่อไปก็แก้อีก เพราะกูไม่พอใจ กูจะเอาอย่างนี้
มีเหลี่ยมก็ยังพอจะรู้บ้างนะ แต่ไม่มีเหลี่ยมนี่สิรับมือยาก คือกลิ้งไปกลิ้งมา ไปได้ทุกทิศทาง ทั้งแถก ทั้งแถ ทั้งถู ทั้งไถ ในที่สุดก็เถิก คือประเทศไม่เหลืออะไร (ฮา)
By admin on Apr 28, 2008
บทความนี่เยี่ยมมาก พี่ว่าทุกอย่างอยู่ที่คนหมดแหละ คำถามก็คือเมื่อคนไม่ดี(พี่หมายถึงตัวเราเองด้วย) จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสังคม อย่างไรเขาก็ฉีกรัฐธรรมนูญแน่นอน แต่ใช้รูปแบบรัฐสภา แนบเนียนหน่อย มันน่าเบื่อ แต่เบื่อไม่ได้
By Maleerat on Apr 28, 2008
ชัดเจนแจ่มแจ๋วมากเลยกับ กติกาสี่ข้อข้างบนนี้ ท่านคะ
มีพี่ๆ แม่ครัวร้านไทยฝากมาถามว่า เขาไม่มีเวลาเข้าอินเตอร์เนต(ถึงมีพี่ท่านทั้งหลายก็ไม่ค่อยอยากจะใช้หรอกค่ะ ไม่ถนัดกัน)ท่านจะรวมเป็นเล่มๆ ออกมาไหมคะ เรื่องการเมืองอ่ะค่ะ พี่ๆ เขาชอบอ่าน แต่ยังไม่รวมก็ไม่เป็นไร เพราะข้าพเจ้าฯ คงต้องปริ้นท์ไปให้พี่ๆ ที่นี่อ่านกัน แต่ข้าพเจ้าฯ ยินดีปรีดาที่จะทำงานนี้ ท่านรู้อะไรหรือไม่ว่า อะไรที่ข้าพเจ้าฯ ปริ้นท์ใส่กระดาษเอ 4 ไปให้เขาอ่านกัน มันมีค่ากับคนที่นี่มากกกกกกกกก ขอบ๊อก ขอบอก
ปล วันกลอนปริ้นท์กลอนนักการเมืองไปให้พี่ๆ เขาอ่านกัน เอ่อ มีคนฝากบอกว่ามันส์ ชอบๆ ค่ะ
สงสัยวันไหนมาอังกฤษ ถ้าจะมีแฟนคลับเป็นแม่ครัวทำกับข้าวให้กินซะแล้วสิท่าน อย่างไรข้าพเจ้าฯ ขอติดสอยห้อยตามไปกินด้วยเด้อค่า
By nataya on Apr 28, 2008
พี่ติ๊กขอบคุณมากครับมายามถึงตูบนี้
ขอบคุณที่ชม อะแฮ่ม แหม อดีตท่าน สส.และ สว. เล่นชมผมแบบนี้ จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง สมัยหน้าขอเป็นผู้ช่วยเอื้อยแหน่เด้อ แหะๆ
อันที่จริงแล้ว ผมก็เชื่อว่า ความผิดไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งครับ ผิดที่พวกเราคนไทยทุกคน ที่ทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ซึ่งก็คงต้องอาศัยเวลาค่อยๆเป็นค่อยๆไป ผมก็ยังคิดว่า เราดีกว่าประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศที่ต้องนองเลือด ฆ่าฟันกันล้มตายมากกว่าเราอีก
เบื่อก็เบื่อครับ แต่อย่างที่พี่บอก เบื่อเราก็หยุดไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ไปให้ดีที่สุด นอกจากเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจในเรื่องการเมือง เรื่องประชาธิปไตยให้ดียิ่งขึ้น อย่างน้อยก็จะได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีขึ้น
ขอบคุณครับ
By admin on Apr 29, 2008
ขอบคุณครับคุณณฐยา
ฝากขอบคุณพี่ๆทั้งหลายที่เมืองอังกฤษด้วยครับ แหม ได้รู้แบบนี้จะเขียนให้ดียิ่งขึ้นๆ โอ้โห ข้าพเจ้าดังไกลถึงเมืองฝรั่งแล้วหรือนี่ แสดงว่าแม่ครัวไทยหัวใจการเมือง ยอดๆ
เรื่องพิมพ์เป็นเล่มๆก็คงยากและนานแหละ ต้องขอรบกวนอ่านเป็นแผ่นๆไปก่อน อิอิ ท่านหญิงณฐยาช่วยบริการพี่ๆเขาด้วยก้แล้วกัน ส่วนผมก็จะบริการด้วยการเขียน เหอๆ จะให้มันๆยิ่งขึ้นขอรับ
สงสัยว่ากระผมต้องหาเงินค่าเรือบินมากินข้าวที่อังกฤษเสียแล้วล่ะสิ นี่ ผมจะเขียนถึงเรื่องแม่ครัวไทยกับการสร้างรายได้ให้ประเทศอยู่ รอโอกาสเหมาะจะคุยเรื่องนี้สักครั้ง
ขอบคุณมากครับ
By admin on Apr 29, 2008
เห็นด้วยกับสี่ข้อ ที่ลุงโกศลว่าไว้ ผมไม่ขอพูดนะครับ ว่าตอนนี้ รธน.ไทย อยู่ในลักษณะใดนะครับ
By Mekz on Apr 29, 2008
ขอบคุณครับน้องMekz ที่มาร่วมแสดงความคิดเห้น อันแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ของไทยใส่ใจเรื่องการเมือง ไม่จำเป็นว่าจะมีทัศนคติเริ่มต้นอย่างไร เพราะเปลี่ยนแปลงกันได้ เมื่อเราได้เรียนรู้และเข้าใจดีแล้ว
การเริ่มต้นสนใจเรื่องการเมือง นั่นคือเราใส่ใจสิทธิและหน้าที่ของเรา ซึ่งสิทธิและหน้าที่ของเรานั้น จะนำไปสู่บทบาทของเราที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และสังคม
By admin on Apr 29, 2008
มันยุ่งๆยังไงไม่รู้น่ะครับ…บ้านเมืองเรา.
By manoogalum on Apr 30, 2008
ขอบคุณครับคุณmanoogalum ที่มาเยี่ยมถึงบ้าน
บ้านเมืองยุ่งๆก็เพราะคนมันยุ่งน่ะครับ แต่ก็ต้องผ่านไปได้แหละ เพราะมันยุ่งๆมาอย่างนี้ตลอด ขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดครับ
ผมไปเยี่ยมที่บ้าน เห็นข่าวว่า aStore กำลังไปดลด ยินดีด้วยครับ
By admin on Apr 30, 2008
เห็นแล้วก็เหนื่อยใจกับประเทศไทยครับ
ในความคิดผม ผมว่า ถ้าคนดี ปกครองดี รัฐธรรมนูญ เป็นยังไง สำนึกคนก็ทำให้มันดีได้
ถ้าคนเลว รัฐธรรมนูญประทานจากสวรรค์ ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี
เห็นด้วยครับที่ว่าเราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
เฮ้อ…(ขอถอนหายใจให้กับประเทศและหวังว่า สักวันประชาธิปไตยเราจะมั่นคง)
By peenpai on May 1, 2008
ขอบคุณครับคุณ “ปีนป่าย” (peenpai ) ที่มาร่วมสนทนากันครับ
ผมคิดว่าคนเป็นจำนวนมากก็เหนื่อยครับ เหนื่อยใจในสภาพการเมืองไทย แต่ก็อย่างเพิ่งเบื่อหน่านนะครับ ต้องทำหน้าที่อของเราให้ดีที่สุด แม้ได้ในสิ่งที่ไม่ดีที่สุด เราก็ทำเต็มที่แล้ว
ผมคิดว่าการพูดคุยสนทนา อย่างที่พวกเราทำอยู่นี้ ก็เป็นหนทางหนึ่งในการทำหน้าที่ของเรา เพราะการคิด คุย ทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เป็นการยกระดับการรับรู้ของเราเอง เพื่อทำให้ปัญญาเกิด แล้วจะได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องยิ่งๆขึ้นครับ
By admin on May 1, 2008