เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2)
Posted by โกศล อนุสิม on
April 22, 2008
คราวที่แล้ว กล่าวถึง 5 แนวโน้มไปแล้ว คราวนี้ มาว่าต่อถึง 5 แนวโน้มที่เหลือที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตครับ
6. อำนาจโลกใหม่ (น่าจะเรียกว่า New World Power) นั่นคือ อำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่เคยเรียกว่าประเทศโลกที่สาม หรือประเทศกำลังพัฒนาเมื่อ 20 ปีก่อน อันหมายถึงประเทศที่อยู่นอกทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ในปัจจุบันนี้มีหลายประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายมาเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญได้แก่ จีน อินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ที่ลุกขึ้นยืนตั้งหลักได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ท้าทายมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดิม อย่างกลุ่ม ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ซึ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ คือ
จีน มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่ง แม้เศรษฐกิจของจีนจะเป็นไปในลักษณะการรับจ้างผลิตสินค้าแต่ก็มีการพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบการเงินการธนาคาร การลงทุนอย่างดีเยี่ยม ทำให้มีเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก มีความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง จึงเริ่มเข้าไปลงทุนในบรรษัทใหญ่ๆของสหรัฐเมริกา มีการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเซ้งกิจการขนาดยักษ์ที่มีปัญหา แต่ก็ถูกกีดกันจากทั้งรัฐบาลและองค์กรธุรกิจในสหรัฐ ที่น่าจับตามองก็คือจีนขยายการลงทุนไปยังประเทศในทวีปอาฟริกา ซึ่งจีนกำลังมีบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของดินแดนที่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจังมาก่อน
อินเดีย กลายเป็นมหาอำนาจทางไอทีรายใหม่ของโลก รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรไอทีและวิทยาศาสตร์ป้อนให้แก่บริษัทต่างๆทั้งยุโรปและอเมริกา กลายเป็นแหล่ง Out Source ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ยังไม่นับการที่ทุนอินเดียรุกคืบเข้าไปครอบครองกิจการในอเมริกาและยุโรปอย่างช้าๆ
บราซิล ประเทศในทวีปอเมริกาใต้แห่งนี้กำลังเป็นที่จับตามองในแง่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรอันสมบูรณ์ โดยเฉพาะการค้นพบบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีปริมาณสำรองเป็นจำนวนมาก และการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจของบราซิลเติบโตแข็งแรง รวมไปถึงการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ บราซิลก็ทำได้ไม่แพ้ชาติอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งเงินทุนจำนวนมากมายมหาศาลที่เกิดจากการขายน้ำมัน ซึ่งถูกนำไปต่อยอดด้วยการลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะอเมริกานั้น นับเป็นแหล่งลงทุนแหล่งใหญ่ของเศรษฐีน้ำมันจากตะวันออกกลาง อันได้แก่ รัฐบาลและบรรดาชีก เจ้าชาย ผู้นำประเทศ ที่เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการต่างๆทั่วอเมริกาไปแล้ว
ประเทศทั้งหลายเหล่านี้คือมหาอำนาจรายใหม่ของโลกที่กำลังเขย่าเจ้าพ่อรายเก่าๆอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้ ภายใน 10 ปีข้างหน้าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไป และจะตามมาด้วยดุลอำนาจทางทหารและการเมืองโลก ก็จะตามมาอย่างช้าๆ ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าด้านเศรษฐกิจหลายเท่า แต่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เหมือนที่เคยเปลี่ยนจากมหาอำนาจยุโรปมาเป็นอเมริกาเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา
7. อาชีพและสำนักงานออนไลน์ (ขอตั้งชื่อให้ว่า E-Career and E-Office) สืบเนื่องมาจากอินเตอร์เน็ตได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างขนานใหญ่ ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่เรียก E-Commerce มาสู่การเกิดอาชีพอิสระทางอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องสังกัดองค์กรใดๆแต่ก็ทำธุรกรรมกับบุคคลและองค์กรต่างๆทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งจะขอเรียกว่าเป็น E-Career ไปพลางๆก่อน โดย E-Career นี้นับวันแต่จะขยายตัวขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การทำธุรกิจในลักษณะ Affiliate กับเว็บไซต์ใหญ่ๆ อาทิ Yahoo, Google, Commission Junction, Amazon เป็นต้น นำมาสู่การใช้สำนักงานในลักษณะ E-Office ที่ไม่ต้องมีอาคารสำนักงาน พนักงาน หรืออุปกรณ์ใดๆที่สำนักงานพึงมี หากแต่ใช้พียงคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันนี้มีครอบคลุมอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ที่ยึดอาชีพ E-Career ใช้สำนักงาน E-Office ทำงานที่ใดก็ได้ และไม่จำกัดเวลา นี่คือสิ่งที่จะเกิดและขยายตัวจนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ จะเป็นการพลิกโฉมหน้า “อาชีพ” อิสระให้เข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้งหนึ่ง
8.วิกฤตการณ์พลังงานและอาหาร (ขอเรียกเท่ห์ๆว่า Food and Fuel Crisis) จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งทะยานเกิน 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง และน่าจะพุ่งขึ้นไปจนถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว โลกก็จะไม่สามารถรับมือกับราคาน้ำมันได้ จะทำให้เกิดความโกลาหลด้านพลังงานไปอีกระยะหนึ่ง
ในช่วงเวลาแห่งการโกลาหลนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่จะทำให้เกิดกระแสลมพัดกลับ นั่นคือ จะมีการคิดค้นและพัฒนาพลังงานทางเลือกอย่างจริงจังจนสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้ และกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่สามารถเลือกได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็จะทำให้เกิดการเร่งมือค้นหาแหล่งน้ำมันอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะในทะเลหลวงอันกว้างใหญ่ ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีการค้นหาและขุดเจาะน้ำมันมีศักยภาพค้นหาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ๆจะเกิดขึ้น เช่น ที่บราซิลเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานและเหมืองแร่ของบราซิลเคยประกาศว่า น่าจะมีน้ำมันดิบอยู่มากถึง 3 หมื่น 3 พันล้านบาร์เรล ด้วยปัจจัยทั้งสองประการคือ การพัฒนาพลังงานทางเลือกและค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ จะทำให้ราคาน้ำมันหวนคืนสู่ความสมดุลอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ระดับ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบจากความโกลาหลด้านพลังงาน จะนำไปสู่ความโกลาหลด้านอาหารด้วย นั่นคือ พืชที่ใช้เป็นอาหารจะถูกดึงเข้าไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น และเกษตรกรก็จะหันไปปลูกพืชที่ใช้ผลิตพลังงานมากกว่าพืชที่ใช้เป็นอาหาร รวมถึงต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตพืชทั้งหลายเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับผลกระทบเรื่องความแห้งแล้งทำให้การผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารขึ้น กลายเป็นความโกลาหล ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งจะทำให้วิกฤตการณ์โลกร้อนที่เป็น Talk of the World อยู่ในขณะนี้กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยในสมอง กว่าเรื่องยุ่งๆของข้าวปลาอาหารจะสงบลงได้คงกินระยะเวลาหลายปี
9. บทบาทของสหรัฐอเมริกากับระเบียบโลก (USA and World Order) ปี 2551 จะเป็นปีที่สหรัฐอเมริกาเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แทน จอร์จ บุช ที่หมดวาระลงหลังจากครองตำแหน่งสองสมัย ขณะนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่า หนึ่งในสามคน คือ จอห์น แม็คเคน ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคริพับลิกัน กับ บารัค โอบามา และ ฮิลลารี คลินตัน ที่กำลังขับเคี่ยวกันเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต หากใครชนะก็จะได้เป็นตัวแทนพรรคเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ จอห์น แม็คเคน ทั้งสามคนนี้ไม่ว่าใครชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี ก็จะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ที่มีประเทศเกิดใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาที่ครองความเป็นเจ้าในการดูแลระเบียบโลก ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่จะต้องพบกับความจริงว่า ขณะนี้ อำนาจของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เริ่มจากอำนาจทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ผู้กุมชะตากรรมเศรษฐกิจโลกแต่เพียงผู้เดียว วิกฤตการณ์ซับไพรม์ที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอ่อนแอและเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐ การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปทำสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งเร้าให้เศรษฐกิจสหรัฐอาจถึงกาลวินาศจนพังราบเหมือนครั้ง The Great Depression เมื่อประมาณ 70-80 ปีก่อน
ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐไม่ว่าใครก็ตามในสามคนดังกล่าว จะต้องพบกับแรงกดดันมหาศาลทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ให้ทบทวนบทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลก ว่าจะยังทำตัวเป็นเศรษฐีสงครามที่ส่งทหารไปติดหล่มสงครามในต่างแดน หรือจะยอมเสียหน้าด้วยการถอนทหารเพื่อกลับมาเยียวยาเศรษฐกิจของตนให้ดีก่อน หากเลือกทำประการหลังย่อมทำให้สหรัฐอเมริกาค่อนข้างเสียหน้าอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความเป็นมหาอำนาจมือหนึ่งลดลงแต่ประการใด เพราะอย่างไรเสีย ดุลอำนาจทางทหารก็ยังตัดสินกันด้วยจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่มีในครอบครอง และเทคโนโลยีทางทหารที่ก้าวหน้ากว่าใครเพื่อน ซึ่งสหรัฐอเมริกามีเพียบพร้อมทั้งสองอย่าง เพียงแต่อาจจะต้องเลิกกร่างลงบ้าง ด้วยความจำเป็นและจำยอม
เมื่อสหรัฐอเมริกาถอยฉากเข้าไปอยู่ในบ้านตัวเองแล้ว ผู้เล่นรายใหม่ๆก็จะได้โอกาสออกมาวาดลวดลายเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้เข้าสู่โฉมใหม่ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป
10. การปรากฏตัวของคนรุ่นดิจิตอล (Generation Digital Appearance น่าจะใช่นะ) จะปรากฏเด่นชัดขึ้น บทบาทของคนรุ่นนี้จะเคลื่อนย้ายเข้าสู่การรับผิดชอบงานที่สูงขึ้นในองค์กร จะเริ่มมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนเปลี่ยนแปลง ควบคุมทิศทางการเติบโตขององค์กรแล้ว และในส่วนของผู้ที่ยึดวิถีทางแห่ง E-Career and E-Office ก็จะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างมั่นคง และส่งต่อประสบการณ์ ความคิด ความสำเร็จ สู่รุ่นน้องๆต่อไป ผ่านเครือข่าย E-Learning ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งต่อไปจะมีการสร้างกลุ่มก้อนความร่วมมือของคนรุ่น Gen.D ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจของปัจเจกชนตามแนวโน้มข้อที่ 1 ในตอนที่แล้ว คนรุ่น Gen.D ที่มีความเป็นปัจเจกชนสูงแต่เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายการสื่อสารสมัยใหม่ จะก่อให้เกิดพลังของปัจเจกชนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งภายในระยะ 10 ปีต่อจากนี้ไป Generation D รุ่นต้นๆก็จะมีอายุ 35-40 ปี ซึ่งนับว่าเติบโตมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว
นี่คือ 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา ในระยะ 10 ปีข้างหน้านี้ ขอย้ำในที่นี้ว่า นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ที่ประมวลจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น พฤติกรรมโดยรวมของคนเรา ความก้าวหน้าทางด้านต่างๆ รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก แต่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดก็คือคนนั่นเอง
ผมก็ขอจบเพียงเท่านี้ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลานๆท่านใด มีความคิดเห็นอย่างไร ก็เชิญถกกันได้โดยเสรีนะครับ.





8 Responses to “เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (2)”
สวัสดีครับวันนี้ผมมาเยี่ยมครับ อยากจะมาแลก link ครับ พอดีผมนำlink
ไปติดที่ http://www.taledee.com แล้วครับ
By taledee on Apr 23, 2008
ขอบคุณครับ คุณMa_Lii ติดให้เช่นกันแล้วครับ
ขอให้มีพลังสร้างสรรค์โดนๆยิ่งขึ้นนะครับ
By admin on Apr 23, 2008
ขอบคุณครับ Taledee ที่กรุณา
ผมติดลิงค์ให้เช่นกันครับ
ขอให้มีพลังสร้างสรรค์เพิ่มยิ่งขึ้นครับ
By admin on Apr 23, 2008
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมน่ะครับ
By ชายกลาง on Apr 23, 2008
ขอบคุณชายกลางที่แวะมาเยี่ยมเช่นกันครับ
By admin on Apr 23, 2008
ขอบคุณที่ทีติดลิงค์ แต่ดูแนวโน้มอีก สิบปีข้างหน้า คุณโกศลเป็นเศรษฐีใหม่แน่เลย..
By Ma_Lii on Apr 24, 2008
ขอบคุณครับคุณMa_Lii ที่มาเยือนบ้านอีก
ผมก็วางแผนไว้เช่นนั้นแหละครับ เหอๆ
By admin on Apr 24, 2008