เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ 10 ปีข้างหน้า ด้วย 10 แนวโน้มที่ต้องจับตา (1)
ผมขอฉลองครบรอบ 3 เดือนของบล็อก KosolTalk.com ในวันที่ 22 เมษายน 2551 นี้ (นับจากโพสต์แรกเมื่อ 22 มกราคม 2551) ด้วยการเขียนอนาคตประวัติศาสตร์ โดยการคาดการแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนับจากวันนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าในขอบเขตประเทศไทยและโลก เพื่อเป็นการลับสมองประลองปัญญาของผมเอง และขอชวนพวกเราทั้งหลาย ได้เขียนอนาคตประวัติศาสตร์ ตามประสบการณ์และความคิด ของแต่ละคนด้วยกันครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน 10 ปีข้างหน้า 10 อย่าง คือ
1. พลังอำนาจของปัจเจกชน(ขอเรียกว่า Idividaul Power ไปพลางๆ) ปัจเจกชนก็คือพวกเรานี่แหละครับ คือคนแต่ละคนที่มีความคิด ประสบการณ์ และชีวิตที่มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง แต่ก่อนปัจเจกชนจะถูกควบคุมโดยกฎ ระเบียบ แบบแผน ของโลก ของประเทศ ของสังคม ขององค์กรที่ตนสังกัด จึงขาดอำนาจต่อรองในเรื่องต่างๆ แต่นับจากนี้ไป ปัจเจกชนจะสามารถต่อรองกับองค์กรทั้งหลายที่เคยบีบังคับพวกเขาได้มากขึ้น และมีพลังมากขึ้น โดยการรวมตัวกันของปัจเจกชนเป็นกลุ่มก้อน และเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อกระทำเรื่องราวหนึ่งๆให้สำเร็จลงไปแล้วก็เลิกกัน โดยอาศัยเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เป็นตัวเร่งเร้า เชื่อมโยง และเป็นศูนย์รวมให้ปัจเจกชนสามารถเข้ามารวมตัวเพื่อต่อรอง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนของพลังปัจเจกชนคือ การรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือคนๆหนึ่ง เช่น บรรดาศิลปินจัดงานเพื่อช่วยเหลือยอดรัก สลักใจ ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือ กรณีผู้อ่านและผู้ศรัทธาในหนังสือพิมพ์มติชน ช่วยกันระดมทุนลงขันซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์มติชนเพื่อไม่ให้ บริษัทแกรมมี่เข้ามาซื้อหุ้น เป็นต้น ปัจเจกชนเหล่านี้เมื่อรวมตัวกันทำภารกิจเสร็จแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไป นี่จะเป็นพลังสำคัญที่จะก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจนขึ้นในอนาคต
2. พลังอำนาจของการสื่อสารสมัยใหม่ (ขอเรียกว่า New Media Power ไปก่อน)อันได้แก่สื่อทางเลือกต่างๆ ทั้งสื่อดิจิตอล เคเบิลทีวี วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ บล็อก จะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังอย่างยิ่งยวด เพราะทำให้ปัจเจกชนในฐานะผู้รับข่าวสารสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารในทุกมิติ ทั้งความรวดเร็ว ความลึก ความหลากหลาย นำไปสู่การรับรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด ในขณะเดียวกัน เครื่องมือเหล่านี้ก็ยังทำให้ปัจเจกชนสามารถใช้สร้างเนื้อหาในฐานะผู้ผลิตได้ด้วย ดังนั้น จึงเป็นเวทีที่ปัจเจกชนนำเสนออัตลักษณ์หรือตัวตนของตนออกสู่ผู้คนที่มีอยู่ทุกมุมโลกได้พร้อมกัน นำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในลักษณะแบบข้อ 1 และลักษณะอื่นๆได้ง่ายขึ้น เสริมพลังของปัจเจกชนในข้อ 1 ให้มั่นคงยิ่งขึ้น
3.สงครามออนไลน์ (ขอเรียกว่า Online War เป็นการชั่วคราว)หมายถึงการแข่งขันบนโลกออนไลน์จะรุนแรงขึ้นโดยผู้เล่นรายใหญ่จะพยายามฮุบกินรายเล็ก หรือรายใหญ่กับรายใหญ่พยายามที่จะโค่นล้มกันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ในโลกออนไลน์ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็คือศึกช้างชนช้างระหว่างกูเกิลกับไมโครซอฟท์ ที่ฝ่ายหลังพยายามจะต่อกรกับฝ่ายแรกแต่สรรพกำลังยังไม่เพียงพอ จึงต้องหากองหนุนเพิ่มเติม ด้วยการเจรจาควบรวมกับยาฮู ในราคาค่างวดกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนบัดนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ โดยมีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาเรื่อยๆว่า ยาฮูก็หาพันมิตรอื่นมาต่อรองกับไมโครซอฟท์เช่นกัน เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ นี่คือตัวอย่างของสงครามที่เกิดขึ้น และจะรุนแรงมากขึ้นนับจากนี้ไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า โลกออนไลน์ก็จะแบ่งฝักฝ่ายเหมือนโลกในช่วงสงครามเย็นที่มีมหาอำนาจสหรัฐและโซเวียตเป็นหัวโจกสองฝ่าย ในโลกออนไลน์อาจเป็นกูเกิลกับไมโครซอฟท์ที่จะสร้างป้อมค่ายขุดคูปลูกหอรบเตรียมพร้อมจะทำสงคราม แถมด้วยสมรภูมิรบด้านสื่อดิจิตอล ทั้งการแข่งขันด้านการตลาดของตัวสื่อและคอนเทนต์ที่ใช้กับสื่อ ก็จะมีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน
4. สถาบันการบล็อก (ขอเรียกว่า Blog Academy ไปพลางก่อน)การขยายตัวของบล็อกและพลังอำนาจของการสื่อสารผ่านบล็อก จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อปัจเจกชนและต่อสังคมอย่างขนานใหญ่ ทำให้เกิดการวิจัย ศึกษา เกี่ยวกับเรื่องบล็อกอย่างจริงจังขึ้น จนพัฒนาไปสู่หน่วยงานอย่างเป็นทางการหรือกึ่งทางการในลักษณะเป็นสถาบันหรือหน่วยงานการศึกษาเรื่องบล็อก ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกว่าสถาบันการบล็อก (Blog Academy) ไปพลางๆก่อน ซึ่งเชื่อแน่ว่า ภายในเวลา 10 ปีนับจากนี้ จะต้องมีหน่วยงานลักษณะนี้เกิดขึ้นและได้รับความสนใจจากสังคม
5. อำนาจรัฐลดขนาดลง (เรียกว่า State Power Resization ไม่รู้ถูกต้องหรือเปล่า)ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา อำนาจรัฐต่างๆเริ่มลดขนาดลงเป็นอย่างมาก นั่นคือ รัฐไม่มีอำนาจในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง หรือ กำหนดกติกาทุกอย่างทั้งภายในดินแดนแห่งรัฐและนอกดินแดนแห่งรัฐแล้ว เพราะอำนาจได้เคลื่อนย้ายไปสู่องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ อันได้แก่ บรรษัทข้ามชาติ กองทุนการเก็งกำไร องค์กรเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่เป็นผู้กำหนดกติกาขึ้นมาเพื่อแข่งขัน บั่นทอน และคานกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยผ่านกฎบัตร กฎหมาย และด้วยอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จะเห็นได้ว่า ในระยะเวลาดังกล่าว รัฐได้มีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรที่มิใช่รัฐด้วยกันมากขึ้น และในหลายกรณีรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่สามารถเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข กติกาเองได้ เช่น รัฐบาลไทยต้องเจรจาเรื่องราคายากับบริษัทผลิตยาเพื่อให้ได้ราคาถูกลง หรือรัฐบาลจีนต้องต่อสู้กับกลุ่มผู้บอยคอตกีฬาโอลิมปิคเพราะถูกกล่าวหาว่ากระทำทารุณกรรมชาวธิเบตในเหตการณ์ประท้วงที่เพิ่งผ่านไป หรือรัฐบาลประเทศต่างๆต้องออกมาตอบโต้กับรายงานขององค์กรเอกชน เช่น องค์การนิรโทษกรรมสากล องค์การตรวจสอบการคอรัปชั่น ที่มีรายงานเกี่ยวข้องกับประเทศของตนในทางที่ไม่ดี เป็นต้น เช่นนี้ ย่อมหมายความว่า อำนาจรัฐไม่ได้มีไว้เพื่อต่อกรกับอำนาจรัฐต่อไปแล้ว แม้แต่ในประเทศของตนเองรัฐก็ถูกโต้แย้ง บั่นทอน และคานอำนาจจากองค์กรต่างๆและจากประชาชน ต่อไปรัฐอาจเป็นเพียงผู้กำกับดูแลกฎที่ถูกตราขึ้นจากองค์กรและหน่วยงานอื่นในสังคมที่มิใช่รัฐโดยตรงก็อาจเป็นได้
นั่นคือแนวโน้ม 5 ใน 10 อย่างที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตในระยะ 10 ปีข้างหน้า และอีก 5 แนวโน้มที่เหลือก็จะได้นำมาคุยกันในตอนต่อไป.
แล้วเพื่อนๆล่ะครับ มีแนวโน้มอะไรที่คิดไว้บ้าง มาแลกเปลี่ยนกันนะครับ.

ท่านโกวฯ
กลุ่มอำนาจโลกใหม่ นี้เรียกว่า BRIC (Brazil, Russia, India, China)ใช่มั้ยท่าน
ป.ล.อีกสิบปี เราจะมีสภาพเป็นไงหนอ? ข้าพเจ้าว่า ถึงโลกจะไปไกลขนาดไหน
เมื่อนั้น ข้าพเจ้า คงปลูกผักได้งามแล้วล่ะท่าน …กำลังพยายามอยู่ เพราะตอนนี้ แตะต้นไม้ต้นไหน ต้นไม้ก็ตาย อิอิ
ท่านแม่หญิง xanax ขอบคุณครับ
ใช่ดังที่ท่านว่านั่นแหละครับ คือ BRIC (Brazil, Russia, India, China) แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จัดให้ Russia อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เพราะพื้นฐานของรัสเซียนั้นเขาคือผู้ยิ่งใหญ่จากโลกเก่าอยู่แล้ว คือ 1 ใน 8 ของ กลุ่ม G8 แม้รัสเซียจะเข้าไปร่วมภายหลัง (แต่ก่อน G7 ) แต่เขาก็คือมหาอำนาจอันดับสองของโลก แม้โซเวียตจะแตกสลาย เหลือรัสเซียและรัฐอื่นๆรวมกันจึงเล็กลงกว่าเดิม แต่เขาก็คือหน้าเดิม มีอำนาจทางทหารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขนาดเศรษฐกิจก็ใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ไม่ใช่หน้าใหม่แต่อย่างใด
ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะเปลี่ยน R-Russia เป็น V-Vietnam น่าจะถูกต้องกว่า เพราะอีก 10 ปี เวียดนามจะกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่อีกรายหนึ่ง คิดดูสิครับ แค่ตอนนี้เวียดนามพบปัญหาแห้งแล้ง ข้าวไม่พอขาย ก็ทำให้ตลาดข้าวโลกสะเทือนขนาดนี้ หากอีก 10 ปี เวียดนามที่มีทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตเองด้วย รับจ้างผลิตด้วย รวมถึง เทคโนโลยี ICT ที่เขาเร่งส่งเสริม อะไรจะเกิดขึ้น…
การที่เวียดนามทำได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็คือ ภาครัฐเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา ที่ชัดเจนก็คือการคอรัปชั่น เขาเด็ดขาด ใช้วิธีเดียวกับอดีตนายกฯจูหรงจี ยุคก่อนหน้านี้ของจีน คือ เมื่อคนทำผิด ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ถ้าผิดมากเอามันไปยิงเป้า ถ้าผิดน้อยก็เอามันเข้าคุก ไม่มีลดครึ่งราคา
อ้าว ร่ายมาเสียยาว จบดีกว่า ขอบคุณครับ
เขาลือกันว่า อีกหน่อย ประเทศอังกฤษจะล่มสลายแล้ว ให้คนหัดพูดภาษาจีนกันไว้เยอะๆ อิอิ อันนี้ข่าวแมงเม้าท์แถวบ้านดิฉันเองค่ะ อย่าไปฟังมาก
เห็นว่าเด็กมหาลัยวอร์ริค เข้ามาอ่านแล้วนี่คะ เดี๋ยวคงตามมาเม้าท์ที่นี่แน่ๆ
ขอบคุณพลังสมองของท่านโกศลที่อุตส่าห์เขียนมาให้พวกเราได้อ่านด้วยค่า
ท่าน xanax ขอเพิ่มเติม เรื่องโลกจะไปถึงไหนนั้น ก็ปล่อยมันไปเถิด เราไม่ต้องวิ่งตามก้ได้ ยิ่งถอยไปปลูกผัก ปลูกต้นไม้ดังที่ท่านว่า ก็ยิ่งดีแล
ต้นไม้ตายเป็นธรรมดานะ เพราะยังไม่คุ้นมือเรา พอคุ้นแล้วจะงามแหละท่าน
ปลูกต้นไม้ไป อัพบล็อกไป ก็จะมีความสุขมากเทียวนา
ท่านหญิง nataya ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมบ้านนี้ของกระผม ดีใจที่ได้ข่าวว่า เด้กมหาลัยเมืองฝรั่งจะมาเยี่ยมตูบน้อยนี้ด้วย
ประเทศอังกฤษมีหรือจะล่มสลายในเร็ววัน เว้นแต่แผ่นดินถล่มจมไปหมดทั้งหมู่เกาะบริเทนใหญ่ เหอๆ ถ้าเป็นว่าแยกออกไปเป็นประเทศเล็กตามเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ก็คงเป็นได้ เป็น England, Wales ,Irland, Scotland ไปนะท่านนะ อ้อแล้วถ้าเผื่อสก็อตแลนด์แยกไป หน่วยตำรวจสายสืบนครบาล Scotlandyard ก็ต้องเปลี่ยนใหม่สิท่าน เป็น Englandyard ก็น่าดูอยู่นะ
อันที่จริงที่ว่าอังกฤษจะล่มสลาย จีนจะใหญ่นั้น คงเป็นเพราะมีคนใช้ภาษาจีนมากขึ้น เพราะจีนอยู่ทั่วโลก อิทธิพลก็จะมากขึ้น ส่วนภาษาอังกฤษนั้น คนใช้เท่าเดิม หรือน้อยลง
กระผมก็ใช้ Verb to Dao (เวิร์บ ทู เดา) นะท่านนะ อิอิ
ถึงว่า ตอนนี้ฝรั่งกลัวเอเชียจะแย่….ดิ้นเหลือเกิน (แม้แต่ในหนัง ยังแฝงบทที่สื่อถึงความกลัวต่ออิทธิพลของเอเชีย ที่แผ่ขยายเลยท่าน)
เรื่องปลูกผักปลูกหญ้า เป็นความฝันอันสูงสุดของข้าพเจ้า คงอีกไม่นาน และไม่ต้องรอให้ถึง 10 ปีค่ะ
ต้นไม้ตาย เพราะมือข้าพเจ้าร้อน
แต่เวลาทำกับข้าว หั่นพริกแล้ว มือแทบไหม้..ร้อนเหลือเกิน ไม่รู้ ยังไง ร้อนยังไง ก็แพ้พริก
5555
ครับ ท่านหญิง xanax ตอนนี้ฝรั่งเริ่มหันมามองเอเชียเราแบบเกรงๆแล้วนะ อะไรๆก็เอเชีย ดังที่ พอล ครุกแมน ได้ทำนายไว้เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อนโน้น พอวิกฤต 40 คนก็เย้ยแกกันใหญ่ แต่หารู้ไม่ สิ่งที่แกพูดนั้นแม่นอีหลี
วิกฤตปี 40 นั้น หาใช่ตัวถ่วงไม่ แต่เป็นการถอยเพื่อที่จะกระโดดข้ามคลองมากกว่า ซึ่งตอนนี้สภาพของ ปี 40 ไม่เหลือแล้ว แต่กลับไปเกิดที่สหรัฐอเมริกา
นี่ เข้าตำรา ผีเสื้อขยับปีก หรือเด้ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เป๊ะ อิอิ
แต่ก่อน สหรัฐจาม เอเชียเป็นหวัด ที่นี้ เอเชียตด สหรัฐเหม็นล่ะ กลับกันเหอๆ…
ขอให้ผักและหญ้าของท่านxanax จงเจริญ