โลกแบนๆที่น่าอยู่ของ Gen. D
Posted by โกศล อนุสิม on
April 13, 2008
มนุษย์รู้ว่าโลกกลมด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องที่ทำให้มนุษย์พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม ความเชื่อเรื่องโลกแบนที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจึงค่อยๆหายไป นักเดินเรือไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะพลาดพลั้งพาเรือไปตกขอบโลกจนไม่ได้กลับบ้านมาหาแม่อีหนู เพราะเมื่อโลกลมๆอย่างนี้ แม้จะหลงทางแต่ก็ไม่ตกขอบโลกแน่นอน ถ้าไม่ตายก่อนหรือเรือไม่อับปาง ก็ย่อมหาทางกลับบ้านจนได้
วิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยโลกสู่สายตามนุษย์อย่างรวดเร็ว ความเจริญด้านเทคโนโลยีทำให้มนุษย์สามารถสำรวจตรวจตราโลกได้แทบจะทุกซอกทุกมุม โดยภาพรวมแล้วโลกถูกมนุษย์ที่มีแต่ความอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด ขุดเจาะ สอดส่อง มองดูไปทั่ว ทั้งจากบนดิน ในน้ำ บนฟ้า แม้จะไม่ทั้งหมดแต่ก็นับว่าโลกถูกแก้ผ้าเหลือแต่กางเกงในแล้ว
ในที่สุดมนุษย์ก็เริ่มเบื่อโลก จึงหาหนทางออกสู่อวกาศ เดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ด้วยเทคโนโลยีอันสุดยอด แม้จะมีคนจำนวนมากเชื่อว่าการเดินทางไปดวงจันทร์เป็นเรื่องแหกตาของ NASA แต่เทคโนโลยีการเดินทางดังกล่าวนั้นมีอยู่จริง
โลกกลมๆถูกมนุษย์สำรวจหมด ด้วยเทคโนโลยี แต่เชื่อไหมครับว่า เทคโนโลยีนี่แหละที่ทำให้โลกกลับมาแบนอีกครั้ง แบนชนิดที่เรียกว่าราบเรียบ คือแบนแต๊ดแต๋เลยทีเดียว
แล้วแบนแบบไหน แบนยังไง?
คำตอบก็คือ แบนด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet + Search Engine ยังไงล่ะครับ นี่แหละคือตัวการที่ทำให้โลกกลับมาแบนอีกครั้ง
แต่แบนที่ว่านี้ ไม่ใช่สัณฐานหรือรูปร่างของโลก หากแต่เป็นการติดต่อเชื่อมโยงกันของมนุษย์ ที่ไม่มีอุปสรรคทางด้านกาลเวลาและสถานที่อีกแล้ว เพราะเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet กับ Search Engine ได้เชื่อมโลกให้มาอยู่ในแนวระนาบ มนุษย์ทั่วโลกไม่ว่าอยู่ที่ไหนสามารถติดต่อสื่อสาร เห็นหน้า ทำธุรกรรมด้วยกันได้ตลอดเวลา
ในยุคที่คนบนโลกกลมๆถูกเชื่อมโยงด้วย Internet กลางคืนและกลางวันไม่ใช่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนขาดการติดต่อสื่อสารกันแล้ว เมื่อไม่มีอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร คนก็สามารถทำอะไรร่วมกันได้แบบแทบจะไร้ขีดจำกัด ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่มีเครื่องมือมากมายให้ใช้ประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมง และ Search Engine ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการติดต่อสื่อสารกันของผู้คนทั่วโลก นั่นคือ การค้นหาข้อมูลที่จะทำให้คนทั้งหลายรู้จักกันตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้า ด้วยข้อมูลข่าวสารที่แต่ละคนได้บรรจุไว้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนำไปสู่การติดต่อสัมพันธ์กับแบบซึ่งหน้า ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่มีอยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง ขอเพียงรู้จักและใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้เป็น
ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทำให้โลกแบแต๊ดแต๋นี้ ย่อมเป็นผู้ที่รู้จักและเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งกลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีนี้ได้ดีกว่าคนกลุ่มอื่น ย่อมเป็นผู้ที่เกิดและเติบโตมากับมัน นั่นคือ เหล่า Generation D นั่นเอง
ลองสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่า กลุ่มคนที่ใช้เทคโนโลยีนี้มากที่สุดคือกลุ่ม Gen. D ทั้งในฐานะผู้สร้างหรือเจ้าของเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกต่างๆที่มีอยู่เป็นจำนวนหลายล้านหน่วย และผู้ใช้งานตามเว็บไซต์ Social Networking ทั้ง FaceBook,Hi5,YouTube,Sanook,Kapook,Pantip,Exteen ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ถูกจับจองใช้งานโดย Gen. D ทั้งสิ้น
คนรุ่น Gen. D ทั่วโลกจึงได้ประโยชน์จากยุคโลกแบนนี้อย่างเต็มที่ พวกเขาสามารถสร้างเครือข่ายชุมชนเฉพาะกลุ่มแยกย่อยไปตามความสนใจ สมาชิกแต่ละกลุ่มมีมาจากทั่วโลก เพราะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยปราศจากกำแพงทางภาษา เนื่องจากไม่จำเป็นจะต้องสื่อสารกันด้วยภาษาพูดหรือภาษาเขียนก็ได้ พวกเขามีวิธีสื่อสารที่เป็นลักษณะจำเพาะของกลุ่ม โดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือภาษาพูดภาษาเขียนแบบง่ายๆ เข้าใจความหมายตรงกัน เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น มีความคิดและสติปัญญาที่เป็นระบบแบบแผนเมื่อใด พวกเขาจะ สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวนี้ในทางสร้างสรรค์ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว
เมื่อมองในแง่ดีก็จะพบว่า เทคโนโลยี Internet + Search Engine ที่ทำให้คน Gen. D มาพบและสื่อสารกันได้ตลอดเวลาเช่นนี้ ทำให้พวกเขาใกล้ชิดกัน มีความคิดและโลกทัศน์ที่ไม่แตกต่างกันมาก พูดจากันรู้เรื่องด้วยรูปแบบภาษาที่ไม่สลับซับซ้อน โลกในยุคของพวกเขาอาจจะลดความขัดแย้งลงได้มาก ไม่ใช่โลกของความหวาดระแวงแบบคนรุ่น Baby Boomer ที่ครองอำนาจระดับสูงอยู่ในโลกปัจจุบันนี้
ผมจึงขอมองอย่างมีความหวังไปกับโลกแบนๆของ Gen. D ที่จะปรากฏขึ้นในอนาคต หากคนรุ่น Gen. B, Gen. X , Gen. Y ไม่ทำโลกเจ๊งไปเสียก่อน
หน้าที่ของ Gen. X , Gen. Y อย่างพวกผมก็คือ ดูแล Gen. D ที่กำลังเติบโตให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนให้เขาเรียนรู้และเข้าใจโลกตามวิถีชีวิตแบบ Gen. D โดยผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ลูกสาวอายุ 11 ขวบของผมในขณะนี้ จะเป็นหนึ่งใน Gen. D ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะร่วมกันสร้างโลกในแนวระนาบแบนๆให้เป็นโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นในอนาคต.





5 Responses to “โลกแบนๆที่น่าอยู่ของ Gen. D”
ผมชอบเรื่องนี้จริงๆ…
ในมุมมองของผม ผมแบ่งโลกของเป็นสองโลก หนึ่งคือ Meatspace คือโลกของชีวิตจริง ส่วนอีกโลกคือ Cyberspace โลกจำลองที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบอินเทอร์เน็ต ในนี้ เราสามารถสร้างโลกเสมือน สังคมจำลองได้ อย่างเช่น hi5 ที่เราได้เจอเพื่อนใหม่มากมาย ได้พูดคุยกับผู้คนนับร้อย ได้รู้จักคนนั้นคนนี้ ทั้งๆที่ นั่งอยู่หน้าคอมพ์เท่านั้นเอง แต่มันไม่ใช่ชีวิตจริง มันไม่มีตัวตน เราสร้างให้มันเสมือนมีจริง…
ปล. ผมพร่ำเพร้อซะยาวเลย ขออภัย แหะๆ
By Waipot on Apr 13, 2008
ผมก้อขอเป็นเด้กตัวกะเปี๊ยก ร่วมสร้างให้โลกนี้น่าอยู่ด้วยอีกคนนะครับ
ปล.สวัสดีปีใหม่ไทยครับผม
By Mekz on Apr 13, 2008
@ ขอบคุณครับ คุณไวพจน์ ประเด็นโลกจริง กับโลกจำลอง (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า โลกเสมือน)เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากครับ ทั้งในเชิงปรัชญาและในเชิงทฤษฎี
ในเชิงปรัชญานั้น มีข้อถกเถียงกันว่า โลกเสมือนจริงมีจริงหรือไม่ เป็นอีกโลกหนึ่งทีซ้อนอยู่ในโลกจริง มีมติแห่งกาลเวลาและสถานที่ของมันเองหรือไม่ เมื่อคนอยู่ในโลกเสมือนจริง พวกเขาเป็นคนๆเดียวกับเมื่ออยู่ในโลกจริงหรือไม่ โลกเสมือนจริงที่ว่านั้นมันคืออะไรกันแน่ ฯลฯ
ในเชิงทฤษฎีนั้น โลกเสมือน คือเครื่องมืออันหนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาตอบสนองความต้องการของมุนษย์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีนั้นมีมาคู่กันเสมอ ฉะนั้น ใครก็ตามที่ใช้เทคโนโยลีในทางที่เป็นประโยชน์ ก็ย่อมได้ประโยชน์ ใครใช้ในทางที่ให้เกิดโทษ ย่อมได้โทษ ดังนั้น คนที่ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างรู้เท่าทัน พวกเขาก็ย่อมอยู่ในโลกของความเป็นจริงเสมอ แต่คนที่ใช้อย่างไม่เท่าทัน เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ พวกเขาอาจรู้สึกและคิดว่าอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่จะทำอะไรก้ได้ จึงย่อมเป็นพวกที่รู้ไม่เท่าทัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะถูกครอบงำและได้รับผลกระทบในทางลบได้
ผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญมาก ที่จะมีผลกระทบต่อคน Gen. D ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับผลโดยตรงจากเทคโนโลยีนี้
@ น้อง Mekz ขอบคุณมากครับที่มาร่วมคุย ยินดีที่จะเป็นคน Gen. D ที่จะร่วมกันสร้างโลกให้น่าอยู่ ผมเชื่อว่า น้อง Mekz มีความเข้าใจ โลกเสมือน-โลกจำลอง อย่างแจ่มชัด ทั้งในเชิงปรัชญาและเชิงทฤษฎี นะครับ
Gen. D คือนาคตของมนุษยชาติครับ
By admin on Apr 13, 2008
เดี๋ยวนมิตรภาพที่เกิดจากโลกเสมือนก็มาพบกันในโลกจริงเยอะแยะค่ะ
เพราะมีความสนใจคล้ายๆกัน
ิอินเทอร์เน็ตทำให้รู้จักกันง่ายขึ้น ติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้น ไม่ต้องมีระยะทางมาเป็นอุปสรรค
By SE7EN on Apr 23, 2008
สวัสดีครับหนูไนซ์
ที่ไนซ์พูดมานั้นเป็นความจริงนะ โลกเสมือนเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่ทำให้คนมาพบและรู้จักกันจริงๆ ความสัมพันธ์ที่เกิดจากโลกเสมือนแล้วสืบสานต่อในโลกจริง กลายเป็นความรักความผูกพันแนบแน่นก็มีอยู่มากมาย เช่น บรรดาบล้อกเกอร์ทั้งหลายนัดพบปะสังสันท์ หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันเริ่มปรากฎขึ้นมากแล้ว อาทิ บรรดาบล้อกเกอร์แห่ง OK Nation Blog มีกิจกรรมอยู่บ่อยๆ ทั้งการพบปะกัน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่นนี้ ย่อมทำให้มิตรจากโลกเสมือน กลายมาเป็นมิตรในโลกจริงได้
ก็เหมือนกับสมัยก่อนที่ติดต่อกันทางจดหมาย เขาเรียกอะไรนะ Penpal หรือเปล่า สมัยลุงเด็กอยู่ก็มีเพื่อนแบบนี้ ทั้งประเทศเดียวกันและต่างประเทศ สำหรับเพื่อนต่างประเทศต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เราได้ฝึกเขียน ฝึกอ่าน ไปในตัว มีการแลกเปลี่ยนรูปกัน หลายๆคนกลายเป็นเพื่อนกันจนแก่ ก็คงถือได้ว่านั่นคือโลกเสมือนแบบโบๆ–โบราณ โดยหลักการก็ไม่ต่างกัน ต่างก็แค่เครื่องมือและวิธีการเท่านั้น
Virtual World กลายเป็นจริงได้ และโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็เสมือนยิ่งกว่าโลกเสมือนเสียอีก.
By admin on Apr 23, 2008